[Fic] ผู้ชายมือสอง~Worthless Love~[YooSu]Part.2
posted on 27 Jan 2012 13:10 by makiya-junsu in WorthlessLove[Fic] ผู้ชายมือสอง~Worthless Love~ Part.2
Subject : [Fic] ผู้ชายมือสอง ~Worthless Love~
Author : masoo
Part : Part.2
Character : YooSu[ft.JaeJoong]
Category: Drama/Shota/Mpreg
Rate : PG-13
Subject : [Fic] ผู้ชายมือสอง ~Worthless Love~
Author : masoo
Part : Part.2
Character : YooSu[ft.JaeJoong]
Category: Drama/Shota/Mpreg
Rate : PG-13
**Mpreg = man pregnant ผู้ชายท้องได้
Talk: สวัสดีค่ะ ก่อนอื่นเลย ก้อยเคยบอกไว้ว่าจะอัพพาร์ท 2 ในปีหน้า ฮ่าๆๆ
แต่พอดีคึกเลยนำมาลงในวันเกิดจุนซูดีกว่า เพราะปีนี้ไม่มีฟิคฉลองวันเกิดให้จุนซูเลยค่ะ
ก็ดราม่าเบาๆสำหรับพาร์ท 2 นี้ ก้อยรู้สึกดีใจมากค่ะที่สามารถแต่ง ผชมส(เรียกแบบย่อๆ)ต่อไปได้
เพราะเมื่ออาทิตย์ที่แล้วรู้สึกท้อ จนอยากเลิกแต่งเรื่องนี้แล้วค่ะ มันมีอะไรหลายๆอย่างที่ก้อยรู้สึกเสียใจ
บางทีทำก่อนก็มักจะโดนหลอก ก้อยเพลียกับคนประเภทนี้จริงๆค่ะ แต่ตอนนี้ก้อยโอเคแล้ว
เพราะยังมีเพื่อนๆคอยให้กำลังใจ ก้อยไม่ใช่คนแต่งฟิคดีเด่นอะไร
แต่ดีใจมากๆที่มีคนรอคอยฟิคเรื่องนี้มากมายเหลือเกิน เพราะนี่คือฟิคยูซูยาวเรื่องแรก
ที่ก้อยลงมือแต่ง ก้อยรักมันจริงๆค่ะ และก้อยก็จะทำมันให้จบ แม้จะใช้เวลานานหน่อยก็เถอะ ฮ่าๆๆๆๆ
มาพูดถึงเนื้อเรื่องในพาร์ทนี้กันบ้างดีกว่า สปอยเบาๆเนอะ
มาพูดถึงเนื้อเรื่องในพาร์ทนี้กันบ้างดีกว่า สปอยเบาๆเนอะ
หลังจากที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากในพาร์ทอินโท+พาร์ทแรกเมื่อหลายเดือนมาแล้วที่ได้อัพไป
ตอนนี้เรื่องก็ดำเนินไปเรื่อยๆค่ะ สำหรับพาร์ทนี้ก็จะเป็นรายละเอียดฝ่ายปาร์ค
รวมถึงตัวละครหลักอีกหลายคนค่ะ พี่แจด้วยพี่แจออกแล้วนะคะพาร์ท 2 นี้ ฮ่าๆๆ
ก้อยว่าก้อยดำเนินเรื่องได้ไม่งง เพื่อนต้องเข้าใจอย่างง่ายๆแน่ค่ะ เนื้อเรื่องจะเข้มข้นขึ้นทุกตอน
ก้อยว่าก้อยดำเนินเรื่องได้ไม่งง เพื่อนต้องเข้าใจอย่างง่ายๆแน่ค่ะ เนื้อเรื่องจะเข้มข้นขึ้นทุกตอน
ขอให้เพื่อนๆติดตามกันต่อไปด้วยนะคะ^^
ก้อยพูดมากอีกแล้ว เอาเป้นว่าเพื่อนๆไปอ่านกันเลยค่ะ
ขอบคุณทุกคนที่ติดตามนะคะ ขอบคุณมากจริงๆ พาร์ท 3 อาจมาช้าหน่อยนะคะ
ปล.ขอบคุณประกอบฟิคงามๆจากน้องแพรว(zeunghee )นะจ๊ะ
ปล.อาจมีภาษาที่ผิดพลาด ก้อยขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ^^
ขอบคุณทุกคนที่ติดตามนะคะ ขอบคุณมากจริงๆ พาร์ท 3 อาจมาช้าหน่อยนะคะ
ปล.ขอบคุณประกอบฟิคงามๆจากน้องแพรว(zeunghee )นะจ๊ะ
ปล.อาจมีภาษาที่ผิดพลาด ก้อยขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ^^
**ฟิคชั่นเรื่องนี้คู่หลักคือยูซูนะคะ ปาร์คยูชอนและคิมจุนซู และมีคิมแจจุง(แมน)
เป็นตัวเสริมหากไม่นิยมชมชอบ โปรดจากไปอย่างสงบนะคะ อย่าให้มีคอมเม้นท์
พูดจาส่อเสียดกันและกันนะคะ จะคอมเม้นท์อะไรช่วยเห็นใจกันนิดนึ่งเนอะ
ใจเขาใจเรา ขอบคุณมากค่ะ^^**
** ฟิคชั่นเรื่องนี้เกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้แต่งหาได้มีส่วนของความเป็นจริงไม่
** ฟิคชั่นเรื่องนี้เกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้แต่งหาได้มีส่วนของความเป็นจริงไม่
เนื้อเรื่องมีฉากรุนแรงในบางซีนอารมณ์ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ**

[Fic] ผู้ชายมือสอง ~Worthless Love~ Part.2
หลังจากกินข้าวเที่ยงกับชิมชางมินเสร็จ ประธานผู้บริหารโรงแรมในเครือปาร์คกรุ๊ปก็รีบมุ่งตรงกลับบ้าน
เพียงแค่รถจอดรอประตูบ้านที่กำลังเคลื่อนตัวเปิดอย่างอัตโนมัติ ชายใส่สูทดำมากกว่าสิบนาย
ก็วิ่งกรูยืนตั้งเรียงแถว และโค้งทำความเคารพเมื่อรถของผู้เป็นนายแล่นผ่าน
ฝ่ามือใหญ่กระชากเปิดประตูรถออกไปอย่างเต็มแรง ก่อนที่ขาเรียวยาวจะก้าวลง และเดินตรงเพื่อเข้าตัวบ้าน
ร่างผอมบางของเด็กหนุ่มอายุไม่น่าจะเกิน 16 ปี รีบวิ่งเข้ามารับสูทสีดำสนิทที่ยูชอนถอดออกมา
ร่างผอมบางของเด็กหนุ่มอายุไม่น่าจะเกิน 16 ปี รีบวิ่งเข้ามารับสูทสีดำสนิทที่ยูชอนถอดออกมา
ยูชอนมองหน้าเด็กหนุ่มคนนั้นก่อนจะเอ่ยถาม
“ฮยอกแจ....อาอินกลับมาหรือยัง?”
เสียงทุ้มเอ่ยถาม ขณะที่เท้าก็ยังก้าวเข้าตัวบ้านไปเรื่อยๆ เด็กหนุ่มที่ชื่อฮยอกแจได้แต่เดินถือสูทตามหลัง
“ฮยอกแจ....อาอินกลับมาหรือยัง?”
เสียงทุ้มเอ่ยถาม ขณะที่เท้าก็ยังก้าวเข้าตัวบ้านไปเรื่อยๆ เด็กหนุ่มที่ชื่อฮยอกแจได้แต่เดินถือสูทตามหลัง
คอยเอียงศีรษะเพื่อรอฟังว่าเจ้านายจะถามอะไร
“คุณอาอินยังไม่กลับมาเลยครับคุณชาย”
เสียงหวานตอบ และยังคงเดินตามหลังยูชอนไปเรื่อยๆ จนมาหยุดตรงทางขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของตัวบ้าน
“ถ้าอาอินกลับมาแล้ว ให้เขาไปพบฉันที่ห้องทำงาน”
ยูชอนหันกลับมาสั่งฮยอกแจ ก่อนจะหันหลังและเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบน
“ครับคุณชาย”
ฮยอกแจรับโค้งตัวรับคำสั่ง ก่อนจะเดินตามหลังยูชอนขึ้นบันไดไปด้วย โดยเบื้องหลังฮยอกแจ มีหญิงสาวรับใช้นางหนึ่งเดินถือถาดที่มีแก้วน้ำตามมาด้วย
ยูชอนเลี่ยงตัวเข้าห้องทำงานที่เมื่อเดินขึ้นมาชั้นบนก็จะถึงทันที ให้หลังยูชอนไม่นานหญิงรับใช้คนที่เดินตามหลังฮยอกแจขึ้นมาก็เดินตามเข้าไป หล่อนโค้งกายทำความเคารพก่อนจะบรรจงวางแก้วน้ำเย็นลงยังที่วางบนโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ โดยไม่ลืมที่จะถามว่าเจ้านายต้องการจะรับของวางอะไรหรือเปล่า
“คุณชายต้องการรับของวางอะไรไหมคะ?”
“ขอกาแฟให้ฉันแก้ว....อินฮยอง”
ร่างสูงพูดขณะที่ทิ้งกายลงนั่งบนเก้าอี้บุหนังสีดำตัวใหญ่ สีหน้าแสดงถึงความเหนื่อยล้าจากการที่นั่งเครียดประชุมมาทั้งวัน
“ค่ะคุณชาย”
หล่อนรับคำสั่งก่อนจะรีบเดินออกมาจากห้อง และลงไปยังชั้นล่างของบ้าน ส่วนฮยอกแจที่เดินตามหลังยูชอนมาเป็นคนแรกนั้น ได้เดินเลยห้องทำงานของเจ้านายไป ตามทางเดินที่ทอดยาวบนชั้นสองของบ้าน เมื่อเลี้ยวซ้ายจะพบประตูห้องมากมาย และห้องที่ปิดทางเดิน ห้องสุดท้ายนั้นคือห้องของคุณชายของเขา ฮยอกแจหมุนลูกบิดเพื่อเปิดประตูห้อง และก้าวเข้าไป เดินเลี้ยงขวาเข้าไปในตัวห้องจะเป็นส่วนของตู้เก็บเสื้อผ้า เด็กหนุ่มหยิบสูทที่ตนพาดแขนมาขึ้นแขวนกับไม้แขวนอย่างดี ก่อนจะใช้ฝ่ามือลูบปัดสูทตัวนั้นเบาๆ และนี่ก็คือหน้าที่ ที่ฮยอกแจต้องดูแลอยู่เป็นประจำทุกวัน ดูแลพวกเครื่องแต่งกายของคุณชาย
ร่างผอมบางกำลังเดินลงบันไดมายังด้านล่าง เพื่อไปรอใครอีกคนที่คุณชายสั่งเอาไว้ และเมื่อลงมาถึงด้านล่าง รถคันคุ้นตาก็แล่นเข้ามาจอดหน้าประตูบ้านพอดิบพอดี ร่างบางจึงรีบวิ่งออกไปยืนรอที่หน้าประตู
ชายหนุ่มรูปร่างผอมสูงสมส่วน แต่งกายด้วยสูทสีดำ ทรงผมสั้นดำ ใบหน้าหล่อเข้มเพราะไว้หนวดและสวมแว่นตาดำ......ยูอาอิน
“คุณอาอินครับ.....คุณชายให้ขึ้นไปพบที่ห้องทำงานเดี๋ยวนี้เลยครับ”
ฮยอกแจรีบบอกเมื่อชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้ อาอินยกมือขึ้นเพื่อถอดแว่นตาออกก่อนจะยกยิ้มให้ฮยอกแจอย่างเอ็นดู
“ขอบใจมากฮยอกแจ...ฉันจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”
อาอินเอ่ยขอบใจฮยอกแจเสร็จ ก็เดินผ่านร่างบางเข้าไปในตัวบ้านทันที จุดหมายของชายหนุ่มคือห้องทำงานของเจ้านาย ส่วนฮยอกแจก็เดินกลับเข้าไปในห้องครัวที่อยู่หลังบ้าน
“ฮยอกแจ....คุณชายกลับมาแล้วหรอลูก?
เสียงของหญิงวัยกลางคนที่มีศักดิ์เป็นมารดาของลีฮยอกแจ เอ่ยถามออกมาขณะที่หล่อนเดินล่ะออกมาจากการสั่งการให้สาวใช้คนอื่นในการทำครัว
ร่างบางทิ้งกายลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ ที่เบื้องหน้าเป็นโต๊ะกินข้าวของบรรดาคนรับใช้ หญิงสาวมากมายหลายคนกำลังเดินกันไปมาอยู่ในนี้ เพราะกำลังเตรียมมื้อเย็นเพื่อตั้งโต๊ะ
“ครับแม่.....ดูสีหน้าคุณชายไม่ค่อยดีเลยนะครับ”
“คุณชายคงจะงานยุ่งมาก....ลูกอย่าทำอะไรที่มันดูขัดใจนะรู้มั้ย?....นี่อาอินคงกลับมาแล้วล่ะสิ อินฮยองก็พึ่งจะยกกาแฟขึ้นไปเมื่อกี้ ลูกก็รีบยกชาขึ้นไปให้อาอินเร็วเข้า......ไป”
“ครับแม่”
ลีฮยองมี แม่บ้านวัย 40 กลางๆ จะเรียกให้ถูก หล่อนก็คือแม่นมของปาร์คยูชอนนั่นเอง หล่อนอยู่ที่นี่มานาน เลี้ยงคุณชายคนโตของตระกูลปาร์คมาตั้งแต่ยังเล็ก เข้าอกเข้าใจคุณชายทุกอย่าง ทั้งยังรักมากกว่าลูกในไส้อย่างลีฮยอกแจและลีอินฮยองเสียอีก หล่อนอาจจะรักปาร์คยูชอนมากกว่า เพราะปาร์คยูชอนมาก่อน และเกิดก่อนอินฮยองและฮยอกแจ ตอนนี้คุณชายของหล่อนอายุได้ 26 ปีแล้ว ส่วนลูกสาวคนโตของเธอ อินฮยองนั้นอายุ 21 ปี ส่วนลูกชายคนเล็ก ฮยอกแจ อายุเพียง 15 ปีเท่านั้น และด้วยความรักและความซื้อสัตย์ต่อตระกูลปาร์คที่คอยดูแลเธอและครอบครัวมาตลอด ทำให้ฮยองมีรักที่จะอยู่รับใช้ที่นี่ รับใช้คุณชายของเธอ ทั้งนี้คุณชายของเธอยังส่งเสียค่าเล่าเรียนให้กับอินฮยองและฮยอกแจอีกด้วย
เธอจึงคอยพร่ำบอกให้ลูกของเธอรักและเคารพปาร์คยูชอน เช่นเดียวกับปาร์คยูชอนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่เกาหลีเพียงลำพังหลังจากเสียพ่อผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว และแม่ของเขากับน้องชาย ต่างก็ยังทำใจไม่ได้กับจากไป ทั้งสองจึงย้ายไปอาศัยอยู่ที่อเมริกา ตั้งแต่น้องชายของเขายังเล็กๆ ทุกวันนี้ยูชอนจึงรักและเคารพฮยองมีเหมือนเป็นแม่คนที่สองที่คอยดูแลเขา รวมถึงอินฮยองและฮยอกแจ ที่เป็นเหมือนพี่เหมือนน้องของเขา ยูชอนจึงดูแลทั้งสามคนแม่ลูกเป็นอย่างดี
.
.
.
.
.
*ก็อกๆ*
“เข้ามา”
ยูชอนไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากแฟ้มเอกสารตรงหน้าเลย เจ้าตัวยังคงนั่งมองและเซ็นชื่อไปเรื่อย เพราะเขารู้ดีว่าใครกำลังจะเข้ามา
“สวัสดีครับคุณชาย”
เสียงทุ้มของลูกน้องคนสนิทโค้งทำความเคารพพร้อมเอ่ยทักทายผู้เป็นนาย
“นั่งสิอาอิน......วันนี้งานเป็นอย่างไรบ้าง?”
ยูชอนปิดแฟ้มเอกสารลง ก่อนจะเอ่ยถามงานจากอาอินเมื่อเห็นอีกฝ่ายนั่งลงตรงข้ามกับตนแล้ว
“ครับคุณชาย.....การเจรจาเรียบร้อยดีครับ และของจะนัดรับที่ท่าเรือในอีกสองอาทิตย์ คุณชายไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ของมาไม่ช้า เราไม่เสียลูกค้าแน่นอน”
“ดี...อีกสองอาทิตย์ไอ้แจก็จะมาจากญี่ปุ่นแล้ว ถ้ามีปัญหาอะไร บอกให้คนของแจจุงจัดการได้เลย แล้วโรงแรม รีสอร์ท ผับ ไม่มีปัญหาอะไรใช่มั้ย? มีพวกที่คอยขัดขาหรือเปล่า?”
“เรื่องโรงแรมและรีสอร์ทที่อื่นไม่มีปัญหาครับคุณชาย....จะมีก็แต่ผับแถวอินซาน เพราะช่วงนี้ลูกชายของ
ชเวซึงฮวาน ชเวซึงฮยอนมันไปเปิดผับแข่งกับของเรา แถมยังมีการขายบริการทั้งผู้หญิง ผู้ชาย”
ลูกน้องคนสนิทกำลังเล่าถึงคู่แข่งทางธุรกิจคนสำคัญให้กับเจ้านายฟัง เสียจนยูชอนชักสีหน้าไม่พอใจ
“ไอ้ชเวซึงฮยอนงั้นหรอ? ไอ้นี่มันเลวไม่ได้ต่างไปจากพ่อของมันเลยจริงๆ...หึ”
เบื้องหลังของประธานหนุ่มนามว่าปาร์คยูชอน ใครเลยจะรู้ว่าทำธุรกิจลับอะไรไว้บ้าง แต่ก็คงจะไม่เลวเท่า
ชเวซึงฮวาน ตระกูลชเวเป็นคู่แข่งกับตระกูลปาร์คมาตั้งแต่รุ่นพ่อของเขายังมีชีวิตอยู่ แน่นอนเบื้องหน้าของตระกูลปาร์คคือพวกโรงแรมสุดหรูมากมาย แต่เบื้องหลังกิจการต่างๆ ปาร์คยูชอนกลับทำในสิ่งที่มืดดำ เขาไม่ได้ค้าผู้หญิง หรือเปิดคาสิโนอย่างที่ตระกูลชเวทำ หากแต่เขาทำในเรื่องการค้าอาวุธสงคราม และการเปิดผับของตระกูลปาร์คก็เป็นเพียงกิจกาจบังหน้า พอๆกับธุรกิจโรงแรมสุดหรูมากมาย การพนันและยาเสพติดก็ยังถือว่าเป็นเรื่องรองลงมา และของที่อาอินบอกว่าจะถึงในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้าก็คืออาวุธสงครามนี่แหละ ส่วนคิมแจจุงเพื่อนรักของเขาที่อยู่ญี่ปุ่นก็เป็นตัวการสำคัญในการทำธุรกิจนี้เช่นกัน
“บอกให้แทคยอนดูแลผับที่นั่นให้ดี...อย่าได้เอาของดีๆจากตระกูลปาร์คไปเกลือกกลั้วกับพวกต่ำช้าอย่างพวกมัน!”
ยูชอนถ่ายทอดคำสั่งผ่านยูอาอินลูกน้องคนสนิท ก่อนจะยกยิ้ม หัวเราะในลำคออย่างเป็นต่อ
“รับทราบครับคุณชาย”
อาอินลุกจากเก้าอี้ พร้อมโค้งตอบรับคำสั่ง เตรียมจะออกจากห้องทำงานของเจ้านายไป
“อาอิน....สั่งงานแทคยอนแล้ว นายช่วยบอกกับป้าฮยองมีด้วยว่าให้ตั้งโต๊ะเผื่อพี่ซองอิมด้วยค่ำนี้”
“ได้ครับคุณชาย...ผมขอตัวนะครับ”
ยูชอนพยักตอบรับลูกน้องคนสนิท ก่อนที่จะก้มหน้าลงสนใจงานในแฟ้มเอกสารต่อ...อาอินเดินออกจากห้องไปแล้ว...สักพักยูชอนก็คว้าเครื่องมือสื่อสารที่วางอยู่ข้างกายขึ้นมากดเบอร์และต่อสายโทรออก
“แม่ครับ”
ต่อสายได้ไม่นาน.....เสียงทุ้มอ่อนโยนก็กรอกเสียงลงไปตามสายที่มีคนรับแล้ว
“//ลูก......ยูชอน?//”
เสียงเล็กหวานเคล้าความอ่อนโยน เอ่ยทักทายลูกชายจากทางไกล ด้วยหัวใจที่เปลี่ยมสุข
“แม่สบายดีนะครับ?......อากาศที่นั่นเป็นอย่างไรบ้างครับ?”
เสียงทุ้มเอ่ยถามผู้เป็นมารดาอย่างห่วงใย ไม่เคยมีใครเห็นแววตาอ่อนโยนของเขาเลย...ไม่มีสักคน
“//ยูชอน...ยูชอนถามแม่ทุกวันว่า ‘เป็นอย่างไรบ้าง สบายดีมั้ย อากาศเป็นอย่างไงบ้าง’ ลูกไม่เบื่อบ้างหรอจ๊ะ ถ้าแม่จะบอกว่าทุกอย่างยังเหมือนกับวันก่อนๆที่ลูกโทรมาถาม...แม่สบายดีจ่ะ แล้วก็คิดถึงลูกมาก//”
น้ำเสียงหวานจากปลายสายทางไกล ทำให้หัวใจที่หนักอึ้งจากงานเบาลง จนแทบไม่เหลือความกังวลอยู่อีกเลย
“ผมก็คิดถึงแม่มากครับ...แม่ควรจะกลับมาบ้านเราได้แล้วนะครับ? ผมเป็นห่วงแม่กับน้องมาก แม่รู้ใช่มั้ยครับ?”
เขาอยากให้แม่และน้องกลับมาอยู่ด้วยกัน กลับมาอยู่บ้านของเราพร้อมหน้าพร้อมตา เหมือนแต่ก่อน
“//แม่สัญญาว่าแม่จะกลับไปอยู่บ้านเรา...ตอนนี้ยูฮวานอยู่ในช่วงสอบจบเกรด 9 อีกสองเดือนแม่จะกลับไปพร้อมน้องนะจ๊ะ//”
“แม่ครับ...ผมดีใจที่เราจะได้อยู่ด้วยกันแล้ว ผมจะไปรับแม่กับยูฮวานเองครับ...แม่รู้มั้ยวันนี้ผมมีความสุขที่สุดเลย......ผมรักแม่มากนะครับ”
“//แม่ก็รักยูชอนที่สุดจ่ะ...แม่ขอโทษที่เห็นแก่ตัว.....ลูกคงเหนื่อยกับงานที่ต้องสืบทอดต่อจากพ่อมาตั้งแต่ยังเล็ก แม่ทิ้งให้ลูกเผชิญหน้ากับมันตามลำพัง แม่ผิดเอง....//”
น้ำเสียงหวานเริ่มขาดหายเมื่อเธอนึกถึงอดีตที่ต้องสูญเสียคนรักไปอย่างกะทันหัน เธอทำใจยอมรับมันไม่ได้เลยแม้สักวินาทีเดียว ปาร์คยูจิน คนนี้ทำใจไม่ได้จริงๆ
“แม่ครับ...แม่อย่าโทษตัวเองเลย ตอนนี้ผมมีกำลังมากพอที่จะปกป้องแม่และยูฮวานแล้ว แม่มั่นใจในตัวลูกชายคนนี้นะครับ”
“//แม่เชื่อใจลูกชายของแม่เสมอ......ยูชอน...หากลูกเหนื่อยกับงาน ลูกควรมีใครสักคนไว้พักพิงข้างกายนะ...ลูกมีคนนั้นหรือยัง?//”
อยู่ๆยูจินก็ถามถึงคนข้างกายของลูกชาย เธอไม่ได้ต้องการจับลูกชายแต่งงาน เพียงแต่ ยูชอนทุ่มเทกับชีวิตการทำงานจนมากเกินไป จนไม่สนใจการที่จะมีใครสักคนเอาไว้พักพิงใจในยามที่เหนื่อยล้าและต้องการกำลังใจจากคนรักที่อยู่ใกล้ตัว
“ทำไมอยู่ๆ แม่ถึงถามผมแบบนั้นล่ะครับ?”
เครื่องหน้าหล่อเหลา ขมวดคิ้วเข้าหากันจนเกิดปม
“//แม่แค่อยากให้ยูชอนมีคนรัก...ลูกจะได้กำลังใจจากเธอคนนั้นในยามที่ลูกเหนื่อย...ลูกจะยิ้มได้เมื่อลูกได้เห็นลูกของลูกเองเรียกลูกว่าพ่อ....สำหรับแม่คงจะตายตาหลับหากลูกจะมีครอบครัวที่สมบูรณ์//”
ยูชอนยอมรับ เขาไม่เคยจริงจังกับผู้หญิงคนไหนที่เขามาในชีวิตเลย ทุกคนช่างน่าเบื่อ เขาไม่ชอบการผูกมัด และเขารักในความอิสระ การที่เขาจะสร้างครอบครัวจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก
ในชีวิตของปาร์คยูชอน
จะมีผู้หญิงคนไหนที่เข้าหาเขาโดยไม่มองเงิน
จะมีผู้หญิงคนไหนที่เข้าหาเขาโดยไม่มองฐานะและหน้าตาทางสังคม
จะมีผู้หญิงคนไหนที่จะรักผู้ชายแสนเย็นชาและเจ้าอารมณ์อย่างเขาได้ลง หากเขาไม่มีเงินหยิบยื่นให้
มันไม่มีคนที่เขาตามหามาตลอดชีวิตหรอก คนที่จะเข้าใจในความเป็นเขาจริงๆ มันหาไม่ได้ คนที่จะมอบความรักอย่างจริงใจให้กับเขาโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนที่เรียกว่าชื่อเสียงและเงินตรา มันหาไม่ได้จากโลกใบนี้
“แม่ครับ.....คนนั้นของผม เขาคงยังไม่เกิดหรอกครับแม่.....แม่ครับ ผมต้องเซ็นเอกสารต่อ ไว้พรุ่งนี้ผมจะโทรหานะครับ ฝากบอกยูฮวานด้วยว่าผมคิดถึง”
“//จ่ะ...แม่รักยูชอนนะลูก//”
“ผมก็รักแม่ครับ”
ปลายสายจากทางไกลตัดลงไปแล้ว ยูชอนวางเครื่องมือสื่อสารลงบนโต๊ะเบื้องหน้า ก่อนสายตาคมจะไปสะดุดเข้ากับกุญแจรถคันโปรด ที่หากก่อนหน้านี้ไม่มีคนเก็บและเอามาคืนมันก็คงจะหายไป
“ยังไม่ทันได้เห็นหน้าเด็กคนนั้นเลย...ถ้าเห็นสักหน่อยไปเจอกันที่อื่นก็พอจะขอบคุณได้บ้างหรอก”
เสียงทุ้มพึมพำกับตนเองเบาๆ ในขณะที่มือก็เปิดแฟ้มและเริ่มเซ็นเอกสารไปเรื่อยๆ
“คุณชายครับ.....คุณซองอิมมาถึงแล้วครับ”
ฮยอกแจเป็นคนเดินเข้ามาบอกเจ้านายถึงแขกคนสำคัญที่มาถึงก่อนเวลาอาหารเย็นจะเริ่ม
“หืม?..พี่ซองอิมมาถึงแล้วหรอ...นี่มันพึ่งสี่โมงเย็นเองนะ”
ยูชอนเงยหน้าออกมาจากกองเอกสาร ก่อนจะมองดูนาฬิกาด้วยและขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“ครับ...คุณซองอิมกำลังช่วยแม่ผมเตรียมอาหารอยู่ในครัวด้วย...คุณชายจะให้ผมลงไปเรียกคุณซองอิมว่าอย่างไรดีครับ?” ฮยอกแจถามนอบน้อม
“ฉันคงลงไปตอนนี้ไม่ได้ งานยังกองอีกเยอะ....ฝากป้าฮยองมีดูแลพี่ซองอิมแทนด้วยล่ะ”
ยูชอนฝากฝั่งกับฮยอกแจก่อนจะก้มหน้าดูเอกสารต่อ เขาไม่ใช่คนไม่มีมารยาทแต่ซองอิมก็เป็นแขกประจำของบ้านนี้อยู่แล้ว หล่อนคงไม่แปลกใจที่ยูชอนจะไม่ลงไปดูแลเธอด้วยตนเอง
เมื่อฮยอกแจออกไปจากห้องแล้ว ยูชอนก็สนใจกองเอกสารตรงหน้าต่อ
.
.
.
.
“คุณซองอิมครับ...คุณชายยังทำงานไม่เสร็จ คงจะอีกสักพักกว่าจะลงมาได้นะครับ”
ฮยอกแจรายงานไปตามที่เจ้านายบอก ก่อนจะเดินเข้าไปในครัวและช่วยเป็นลูกมือให้กับซองอิมและพี่สาวของตน
“จ้าฮยอกแจ....ฉันเข้าใจ ที่มาก่อนเวลานี่ก็อยากจะมาช่วยทำอาหารหรอก ป้าฮยองมีจะได้ไม่เหนื่อย”
เสียงของหญิงสาวอายุราวยี่สิบปลายๆ กล่าวออกมาอย่างอารมณ์ดีและเป็นกันเอง ไม่ถือตัวสักนิดว่าเธอนั้นคือคุณหนู
“คุณซองอิมมาทีไรก็ช่วยป้าตลอด....ป้าชักจะเกรงใจแล้วนะคะเนี่ย” เสียงแม่นมใหญ่ของบ้าน เอ่ยเว้าวอน
“หนูมากินข้าวบ้านป้าแถมยังเป็นผู้หญิงก็ต้องช่วยเข้าครัวสิคะ...ไม่เหนื่อยสักนิด ป้าฮยองมีอย่าห้ามหนูเลยค่ะ”
“แล้วมีครั้งไหนที่ป้าห้ามคุณซองอิมได้ล่ะคะ”
จบประโยคของฮยองมี เสียงหัวเราะมากมายก็ตามมาอย่างสนุกสนาน
“คุณซองอิมครับผมได้ข่าวมาว่า คุณแจจุงจะกลับมาเกาหลีหรือครับ?” ฮยอกแจล้างผักไปถามอีกฝ่ายไป ด้วยความอยากรู้
“ใช่แล้วจ่ะ....ท่านแม่จะให้แจจุงกลับมาอยู่เกาหลี ฉันเองก็คิดถึงไอ้ตัวร้ายจะแย่”
คิมซองอิม ตอบฮยอกแจด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม หล่อนดีใจเหลือเกินที่น้องชายจะกลับมาอยู่ด้วยกัน แม้ท่านแม่จะมาเกาหลีไม่ได้ก็เถอะ ซองอิมมาอยู่เกาหลีตั้งแต่ยังเล็กและบินไปกลับญี่ปุ่นตลอด เพราะพ่อของเธอเป็นคนเกาหลี ส่วนแม่เป็นคนญี่ปุ่น ช่วงที่ซองอิมเกิด พ่อของหล่อนทำงานอยู่ที่ญี่ปุ่น พออายุได้ 10 ขวบ แม่ก็ตั้งท้องน้องชาย นั่นก็คือแจจุง แต่ว่าพ่อต้องย้ายกลับเกาหลี
พ่อและแม่ของเธอไม่ได้เลิกกัน แต่แม่ตามพ่อกลับเกาหลีไม่ได้ เธอจึงเป็นตัวแทนของแม่ที่ต้องมาอยู่กับพ่อที่เกาหลี เธอเดินทางไปญี่ปุ่นทุกๆปิดภาคเรียนเพื่อไปเจอน้องชายและแม่ และเช่นเดียวกับแจจุงที่เดินทางมาเกาหลีในวันปิดภาคเรียนเพื่อเจอพ่อ สองพี่น้องต้องห่างกัน แต่ระยะทางไม่ใช่อุปสรรค์ของความสัมพันธ์ในครอบครัวเลย จวบจนเวลาล่วงเลย พ่อของทั้งสองก็เสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์พร้อมๆกับพ่อของปาร์คยูชอน ฝ่ายญาติทางพ่อขอเลี้ยงซองอิมไว้ที่เกาหลี ส่วนแจจุงก็ยังคงอยู่กับแม่ที่ญี่ปุ่น
แม้จะเสียพ่อไปแล้ว แต่ซองอิมกับแจจุงก็ยังคงไปมาหาสู่กันอยู่ในฐานะพี่และน้อง จนกระทั่งวันหนึ่ง วันที่แม่บอกกับซองอิมว่าจะส่งแจจุงกลับมาอยู่เกาหลีอย่างถาวร ซึ่งนั่นก็คืออีกสองอาทิตย์ต่อจากนี้
.
.
.
.
-โต๊ะอาหารเย็นตระกูลปาร์ค-
“พี่ซองอิมสวัสดีครับ พอดีงานผมยุ่งมาก....ขอโทษที่ให้มานั่งรอนะครับ”
ยูชอนเอ่ยทักทายพี่สาวของเพื่อนรักอย่างคุ้นเคย ขณะที่เดินเข้ามาภายในห้องอาหาร อาหารบนโต๊ะจัดวางไว้เรียบร้อยแล้ว รวมถึงซองอิมที่นั่งรอเจ้าของบ้านอยู่ที่โต๊ะอาหารนี้แล้วหลังจากที่ช่วยฮยองมีลงครัวเองทุกอย่าง ยูชอนทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวสวยยังหัวโต๊ะในฐานะเจ้าของบ้าน และมันคือเก้าอี้ตำแหน่งตัวประจำ
“สวัสดีจ่ะยูชอน....พี่เข้าใจว่าน้องชายพี่คนนี้งานยุ่งแค่ไหน”
ซองอิมไม่กล่าวโทษยูชอน หากแต่หล่อนยังมอบรอยยิ้มอบอุ่นส่งไปให้น้องชายคนนี้เช่นเคย
“ขอบคุณครับ.....พี่ซองอิมจะมาคุยเรื่องไอ้แจใช่มั้ยครับ?”
ยูชอนเปิดบนสนทนาได้ตรงจุด ขณะที่ยกน้ำขึ้นจิบไปด้วย
“แจจุงคงบอกยูชอนแล้วว่าจะกลับเกาหลีในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า.....เรื่องงานจะไม่มีปัญญาอะไรใช่มั้ยยูชอน?”
“ครับ ไอ้แจบอกผมแล้ว....ส่วนเรื่องงานไม่มีปัญญาอะไรครับ ไอ้แจจะจัดการทุกอย่างที่ญี่ปุ่นเอง พี่ซองอิมไม่ต้องห่วงนะครับ.....อีกสองอาทิตย์เราไปรับไอ้แจพร้อมกัน พี่ซองอิมทานข้าวเถอะครับ”
ซองอิมรู้ว่าน้องชายและเพื่อนน้องชายทำสิ่งใดอยู่ หล่อนจึงเป็นห่วง แต่เมื่อยูชอนมั่นใจว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย หล่อนก็สบายใจ ก่อนจะพยักหน้าตกลงในสิ่งที่ยูชอนบอก และทานอาหารค่ำกันเพียงสองคน....มันเป็นเช่นนี้มานานเหลือเกินแล้ว ต่อจากนี้มันคงจะไม่เงียบเหงาอย่างเช่นนี้ทุกวันนี้ หากแจจุงกลับมาเกาหลีแล้ว
.
.
.
.
.
.
.
-ญี่ปุ่น-
“ท่านแม่.....จะให้ลูกกลับเกาหลีจริงๆหรือครับ?.....ลูกไม่อยากไปเท่าไหร่ ท่านแม่ก็ป่วยๆอยู่ด้วย”
เสียงทุ้มเอ่ยสำเนียงญี่ปุ่นคล่องแคล่ว ถามหญิงวัยกลางคนผู้เป็นมารดา ด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก ขณะที่มือใหญ่ของบุตรชายยกถ้วยชาส่งให้ หล่อนยกรับมันด้วยท่าทีอ่อนช้อยภายใต้ชุดยูกาตะสีหวานเข้ม นั่งสวยสง่าอยู่บนเบาะรองนั่งเนื้อนุ่มสีทองอมแดง.....บ่งบอกถึงตำแหน่งเจ้าบ้านของตระกูลยากูซ่า ฉากหลังเป็นแท่น เหนือขึ้นไป เป็นภาพวาดจากปลายพู่กันรูปเสือโคร่งคำราม พร้อมกับตัวอักษรคันจิซึ่งเป็นนามสกุลของตระกูลยากูซ่าอันเก่าแก่…..โทระ รุ่นที่ 9
“แม่ไม่เป็นไรเลยแจจุง....เจ้ากลับไปเกาหลีนั่นแหละดีที่สุดแล้ว.....เจ้าไม่คิดถึงซองอิมรึ?”
เสียงหวานเอ่ยน้ำเสียงอันน่าเกรงขามต่อบุตรชาย พลางจิบน้ำชาพร้อมรอยยิ้ม ทำให้แจจุงไม่สามารถเอ่ยประโยคต่อไปได้ ในเมื่อตัวเขาเองก็คิดถึงพี่สาวเช่นเดียวกับที่ผู้เป็นแม่เอ่ยบอก
“เจ้ากลับเกาหลีไปแล้วไม่ใช่แต่จะได้อยู่กับซองอิมเพียงอย่างเดียว แต่เจ้าสามารถดูแลงานที่นั่นได้สะดวกยิ่งขึ้น.....”
มารดาเอ่ยต่อเมื่อจิบชาเสร็จ แจจุงรีบยกมือขึ้นรับถ้วยชาใบสวยจากมือบอบบางเรียวเล็กของมารดาอย่างนอบน้อม......ไร้ซึ่งสุ่มเสียงใดของบุตรชาย
“ได้เวลาที่แม่จะส่งเจ้าคืนให้โฮจินแล้ว......ไม่ต้องห่วงแม่แจจุง”
นางเอ่ยถึงพ่อของแจจุงที่เสียไปแล้วพร้อมรอยยิ้ม แม้แววตาของนางจะเศร้าหมองก็ตาม มือบอบบางยกลูบเรือนผมดำนุ่มของบุตรชายอย่างรักใคร่ นานแค่ไหนแล้วที่นางเลี้ยงแจจุงมาตามลำพังหลังจากแยกทางกับโฮจิน แม้เขาทั้งสองจะต้องห่างกันเพราะการงานก็เถอะ......แต่สุดท้ายเขาทั้งสองก็ต้องห่างกันไกลแสนไกล....
กี่ปีแล้วนะ นับตั้งแต่วันแรกที่พบกัน.....คิมโฮจิน
“ท่านแม่.....”
เสียงทุ้มไม่สามารถเอ่ยสิ่งใด นอกเสียจากเอ่ยเรียกผู้เป็นมารดาอย่างเคารพ ร่างสูงจึงก้มโน้มตัวคำนับมารดาจนศีรษะจรดพื้นเสื่อ ก่อนจะยกกายขึ้นและขยับเข้าไปโอบกอดร่างของมารดา
แจจุงรู้ท่านแม่เข้มแข็งเสมอ ไม่ว่าจะตกอยู่ในภาวะไหน เพียงเพราะเกิดมาในตระกูลที่แข็งแกร่ง ความเศร้า ความเสียใจ ความเจ็บปวด หรือแม้กระทั่งความรัก มันอยู่ไม่เคยยืนยาว มีเพียงความเข้มแข็งเท่านั้นที่อยู่คู่กับพวกเราไปจนวันตาย.....แต่สิ่งหนึ่งที่จะอยู่คู่ไปกับท่านแม่คือความรักที่มีต่อพ่อที่แสนอ่อนแอของเขา
พ่อที่แสนหวาดกลัว...แต่ก็ยังกล้าที่จะชกต่อยกับนักเลงเพื่อช่วยเหลือท่านแม่เอาวันในวันแรกที่ท่านทั้งสองได้พบกัน โดยไม่รู้ว่าท่านแม่คือคุณหนูของตระกูลยากูซ่าผู้ยิ่งใหญ่
พ่อที่แสนขี้อาย...แต่กลับตกลุมรักท่านแม่ อย่างถอดตัวไม่ขึ้นในวันแรกที่ช่วยท่านแม่ไว้ แม้จะมารับรู้ความจริงว่าท่านแม่คือลูกสาวของยากูซ่าในภายหลังก็ตาม
แต่ทั้งหมดก็ทำให้ท่านแม่รักและยอมที่จะฝากชีวิตของท่านไว้กับพ่อ รวมถึงท่านตาที่รักและไว้ใจพ่อ....พ่อที่แสนอ่อนแอของเขา....คิมโฮจิน
ท่านแม่รับช่วงต่อจากท่านตาแทนเขาซึ่งเป็นหลานชายเหมาะสมที่จะเป็นทายาทรุ่นต่อไป หากแต่ท่านแม่ไม่อยากให้เขาเป็น ท่านแม่จึงขอร้องต่อท่านตา.....เขาโตขึ้นมาด้วยความอ่อนหวานบวกความเข้มแข็งของท่านแม่ และความแข็งแกร่ง เด็ดเดี่ยวแบบท่านตา.....เขาจะไม่อ่อนแออย่างพ่อ
.
.
.
.
.
.
.
.
.
-สองอาทิตย์ต่อมา-
-โซล เกาหลีใต้-
*สนามบินอินชอน*
อาคารผู้โดยสารขาเข้าเนืองแน่นไปด้วยผู้คนมากมาย หลายเชื้อชาติ และเจ้าบ้านบางส่วนก็มาเพื่อยืนรอรับกรุ๊ปทัวร์ เพื่อน หรือญาติพี่น้อง เช่นเดียวกับเจ้าบ้านกลุ่มนี้ ปาร์คยูชอน ชิมชางมิน และคิมซองอิม นับรวมยูอาอินที่วันนี้อาสาขับรถให้ทั้งสามคนด้วยตัวเองอีกคน บุคคลทั้งสี่กำลังยืนรอ เพื่อน หรือน้องชาย จะสถานะไหนก็แล้วแต่ บุคคลที่ทั้งสี่กำลังรอ ก็คือคนคนเดียวกัน.....คิมแจจุง
รอกำหนดเวลาเครื่องลงไม่นาน ผู้โดยสารมากมายก็ทยอยเดินกันออกมา ก่อนทั้งสี่จะเผยรอยยิ้มเมื่อเห็นบุคคลที่รอคอยเดินปะปนมากับผู้คนมากมายเหล่านั้นด้วย ร่างสูงสง่าสวมสูทสีดำ ขับให้ดูมาดเข้ม ผมสั้นทุยดำขลับจัดทรงดูดี ปกปิดดวงตาคมด้วยแว่นดำยี่ห้อดัง รวมทั้งหมดคือคิมแจจุง....เจ้าตัวเดินเรื่อยๆอย่างไม่รีบร้อน สองฝ่ามือซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อสูทร่วมสมัย ส่วนกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่อยู่บนรถเข็น ก็มีลูกน้องคนสนิทเข็นตามหลังมาให้ เมื่อสายตาภายใต้แว่นมองเห็นกลุ่มคนที่ยืนรอรับตนอยู่ ริมฝีปากเรียวก็คลี่ยิ้มอย่างยินดี บุคคลผู้แรกที่รีบเดินเข้ามาหาแจจุงคือ ซองอิม พี่สาวของเขานั่นเอง หล่อนโอบกอดน้องชายร่างสูง เอาไว้แนบแน่น เช่นเดียวกับแจจุงที่รีบดึงมือออกมากระเป๋าเสื้อและกอดตอบพี่สาว
“ผมกลับมาแล้วครับพี่ซองอิม”
เพียงแค่ประโยคนี้ประโยคเดียวของน้องชาย ก็ทำเอาหล่อนดีใจจนน้ำตาเกือบไหล หล่อนดันร่างของน้องชายออกห่าง ก่อนจะไล้ฝ่ามือยังใบหน้าหล่อเหลาของน้องชายด้วยความคิดถึง แจจุงจึงยกมือขึ้นถอดแว่นตาออก เพื่อมองดวงหน้าของพี่สาวให้ชัดยิ่งขึ้น
“แจจุงของพี่โตขึ้นขนาดนี้เลยหรอเนี่ย”
ซองอิมแซวน้องชายขณะที่เลื่อนฝ่ามือลงจับท่อนแขนของแจจุง พลางยิ้มอ่อนหวาน.....พี่ซองอิมยิ้มสวยเหมือนท่านแม่
“ผม 26 แล้วนะครับพี่ซองอิม ไม่ใช่ 6 ขวบอย่างแต่ก่อน”
แจจุงต่อล้อต่อเถียงพี่สาวอย่างน่าเอ็นดู เรียกเสียงหัวเราะจากซองอิมได้มากโขทีเดียว
“ไปๆๆ...ไปทักทายเพื่อนเราก่อนเร็วเข้า”
เมื่อพูดคุยกับพี่สาวพอหอมปากหอมคอ ซองอิมก็ไล่ให้แจจุงไปทักทาย ยูชอนและชางมินที่ยืนรออยู่เบื้องหลังหล่อนทันที แจจุงยิ้มรับพี่สาว และเดินตรงไปหาเพื่อนรักทั้งสองคนในทันที
“ไงไอ้ยูชอน? ไอ้หมอ?” แจจุงเอ่ยทักทายเพื่อนยียวน
“แหม.....ไอ้คุณหนู กลับมาทั้งทีทักทายเพื่อนได้มีมารยาทมากเลยนะขอรับ”
เป็นชางมินที่ยียวนตอกกลับไปบ้าง นั่นยิ่งเรียกเสียงหัวเราะแผ่วเบาจากเพื่อนคนข้างๆ ได้พอควร ก่อนยูชอนจะเอ่ย
“ต้อนรับกลับบ้านนะเว้ยไอ้แจ”
เสียงทุ้มเอ่ยบอกเพื่อนพร้อมรอยยิ้ม ก่อนแจจุงจะเดินเข้ามาใกล้ทั้งยูชอนและชางมินมากขึ้น และออกแรงกระโดดโถมร่างเข้าล็อคคอกอดเพื่อนทั้งสอง เรียกเสียงโวยวายของยูชอนและชางมินได้มากมายเลยทีเดียว แต่เสียงที่ปะปนกับเสียงโวยวายนั้นกลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข เช่นเดียวกับซองอิมที่ยืนมองอยู่ใกล้ๆนี้
“กลับกันเถอะเด็กๆ ไปทานอาหารค่ำกันได้แล้ว”
ท่ามกลางผู้คนมากมายที่ต่างเฝ้ามอง ชายหนุ่มรูปหล่อสามคนหยอกล้อเล่นกันอย่างกับเด็กๆ เสียงหวานของผู้เป็นพี่สาวก็เอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน.....เด็กๆ
“นั่นสิ.....เกือบลืม ค่ำนี้แกจัดเลี้ยงต้อนรับให้ฉันใช่มั้ยไอ้ยูชอน? รีบไปเลยล่ะกันหิวจะแย่”
แจจุงทำเหมือนนึกขึ้นได้ เลยรวบรัดตัดบทอย่างรวดเร็ว ทำเอาชางมินหลุดขำออกมาอย่างเลี่ยงไม่ได้....คิมแจจุงยังเหมือนเดิม.....ยูชอนหันมามองหน้าชางมินอย่างรู้กัน.....กะล่อนเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน!
ก่อนที่แจจุงจะเดินกอดคอพี่ซองอิมไปเพื่อขึ้นรถ แจจุงไม่ลืมที่จะแนะนำลูกน้องคนสนิทให้ยูชอน ชางมิน และอาอินได้รู้จัก
“นี่ซงจุงกินะ ลูกน้องคนสนิทฉันเอง พวกแกคงจะไม่เคยเห็นเท่าไหร่ เพราะท่านแม่ส่งนายนี่มาดูความประพฤติฉันโดยเฉพาะเลยล่ะ ฮ่าๆ”
แจจุงแนะนำจุงกิให้เพื่อนได้รู้จัก รวมถึงอาอินด้วยอย่างอารมณ์ดี เพราะต่อไปพวกเขาทั้งหมดต้องร่วมงานกัน
“ยินดีที่ได้รู้ครับคุณยูชอน คุณชางมิน ผมฝากตัวด้วยนะครับ”
จุงกิโค้งคำนับทำความเคารพอย่างสุภาพเรียบร้อย และด้วยเพราะใบหน้าหวานหยด ทำให้ชางมินลิ่วตามองแจจุงแบบจับผิด และนั่นก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของจุงกิไปได้
“ผมเป็นลูกน้องคนสนิทของคุณหนูโทระเท่านั้นครับ ไม่ได้เป็น “ไอ้หนู” ”
จุงกิอธิบายทั้งหมดนออกไปอย่างฉะฉาน เมื่อเห็นสายตาหวาดระแหวงของชางมิน ภายใต้ใบหน้าหวานสวยที่เรียบเฉย
“ไอ้หมอเจอฤทธิ์ซงจุงกิเข้าแล้ว ฮ่าๆๆ” เรียกให้แจจุงระเบิดเสียงหัวเราะเพื่อนรักออกมาอย่างไม่เกรงใจ
“หึ....จุงกิ นี่ยูอาอินลูกน้องคนสนิทของฉัน ทำความรู้จักกันไว้สิ”
ยูชอนหัวเราะในลำคอให้กับอาการหน้าแตกของเพื่อนหมอ ก่อนจะหันมาผายมือแนะนำอาอิน ให้รู้จักกันเอาไว้
“ผม ยูอาอิน ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
“ผม ซงจุงกิ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ”
ทั้งอาอินและจุงกิ ต่างทำความรู้จักกันและกันอย่างนอบน้อม
“อาอินช่วยจุงกิ ขนกระเป๋าแจจุงไปไว้ที่รถด้วย”
ยูชอนสั่งอาอิน ก่อนจะเดินนำหน้าและพาทุกๆคนออกจากสนามบิน เพื่อมุ่งหน้าไปโรงแรมของเขา สถานที่ ที่ใช้จัดเลี้ยงมื้อค่ำเล็กๆภายในครอบครัวให้คิมแจจุงเพื่อนรัก
.
.
.
ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินไม่นาน ก็ถึงโรงแรมในเครือตระกูลปาร์คในเวลาต่อมา อาอินที่เป็นคนขับ กับจุงกิที่นั่งหน้ามาด้วยรีบลงจากรถ เมื่ออาอินจอดรถลงที่หน้าประตูโรงแรม ต่างฝ่ายต่างเปิดประตูต้อนรับเจ้านายของตนเองอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เมื่อทั้งหมดลงมาจากรถแล้ว อาอินและจุงกิต่างช่วยกันขนกระเป๋าเดินทางของแจจุงออกมา เพราะค่ำนี้แจจุงจะพักอยู่ที่โรงแรมของยูชอนก่อนจะกลับเข้าบ้านในวันพรุ่งนี้
พนักงานต้อนรับรีบกุลีกุจอเข้ามาทำความเคารพท่านประธานของโรงแรมและเพื่อนสนิท อย่างประจบประแจง และมันจะดูไม่เป็นเป้าสายตาเลย หากบุรุษทั้งสามและอีกหนึ่งสตรีจะไม่หน้าตาดีเช่นนี้ แขกของโรงแรมมากมายที่อยู่แถวล็อบบี้ หรือแม้แต่ในเขตคอฟฟี่ช็อป ต่างมองพวกเขาเป็นตาเดียว เมื่อแต่ละคนเดินงามสง่าเข้ามา
“โรงแรมแกหรูดีนะยูชอน....ดูสิแขกเข้าพักเยอะเชียว หวังว่าห้องของฉันคนจะไม่เดินวุ่นวายนะโวย”
แจจุงมองสำรวจไปทั่วโรงแรมหรูของเพื่อน ขณะที่กำลังเดินไปยังห้องอาหาร แต่ก็ยังไม่วายจิกกัดเพื่อนไปตามประสาคนกวนอารมณ์
“ขอบใจที่ชม....ชั้นที่แกพักจะไม่มีวุ่นวายแน่นอน แต่มันก็ไม่แน่ หากคืนนี้แกจะหิ้วแม่สาวเกาหลีแสนสวยขึ้นห้อง”
ยูชอนเอ่ยขอบใจเพื่อนในช่วงแรก ก่อนจะตอบถึงส่วนของห้องพักให้เพื่อนฟัง แต่ไม่วายแซวเพื่อนเล่น....แต่เขารู้สุดท้าย ‘เรื่องแซว’ ก็จะกลายเป็น ‘เรื่องจริง’
แจจุงหันมามองหน้ายูชอน ก่อนทั้งสองจะยิ้มให้กันอย่างรู้ทัน ทำเอาพี่สาวอย่างซองอิมขนลุกแปลกๆ หล่อนจึงรีบเอ่ยขึ้นขัดอย่างหวงน้องชาย
“ยูชอน อย่าชี้โพรงให้เจ้าเสือของพี่นะ ดูสินั่นตาวาวเป็นอะไรเลย”
ซองอิมตีไหล่แจจุงไปหนึ่งทีโทษฐานเผยรอยยิ้มบวกทำสายตาเจ้าเล่ห์ไปตามคำพูดของยูชอน แต่เธอเองก็พูดทีเล่นทีจริง ไม่ได้จริงจังอะไร ทั้งนั่นยังทำให้เธอยิ้มได้อย่างมากมายเสียอีก เพราะอย่างน้อยแจจุงก็อยู่กับเธอ อยู่ใกล้พี่สาวอย่างเธอ
“เขามีแต่ ชี้โพรงให้กระรอก นะครับพี่ซองอิม ผมออกจะเป็นกระรอกน้อย”
แจจุงออดอ้อน โอบกอดพี่สาวอย่างเอาใจ พลางทำปากยื่นปากยาวคล้ายจะน่ารัก แต่ก็ไม่
“อย่างแกน่ะมันเสือ ไม่ใช่กระรอกไร้เดียงสาแล้วไอ้แจ” หมอหนุ่มช่วยเสริมทัพอีกคน
หนุ่มสาวทั้งสี่คนเดินหัวเราะอย่างสนุกสนานไปตามทางของโรงแรม จวบจนทั้งหมดมาหยุดอยู่หน้าห้องอาหารอิตาเลี่ยนสุดหรู ที่เงียบสงบ และเติมไปด้วยเหล่าพนักงานที่ต่างพอกันยืนเรียงแถวเพื่อต้อนรับท่านประธานและเพื่อนท่านประธาน ผู้จัดการห้องอาหารอิตาเลี่ยน รีบเดินมาทำความเคารพและเชิญท่านประธาน และเพื่อนทั้งหมดเข้าไปภายใน......แน่นอน วันนี้ยูชอนสั่งปิดห้องอาหารอิตาเลี่ยน เพื่อไว้ต้อนรับเพื่อนรักอย่างคิมแจจุง แม้เขาจะขาดรายได้จากห้องอาหารสุดหรูนี้ไปมากมายก็ตาม
ในขณะที่บุคคลทั้งสี่กำลังรับประทานอาหารเคล้าเสียงเพลงคลาสสิคที่เริ่มบรรเลง ทั้งเสียงหัวเราะ และเสียงพูดคุยกันอย่างคุ้นเคยสนุกสนานไม่เคยเงียบสงบลงไปเลย พี่น้องได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง และเพื่อนได้กลับมาเที่ยวเล่นด้วยกันอีกครั้ง มันจะมีความสุขไหนยิ่งใหญ่ไปกว่านี้ เมื่ออดีตกับปัจจุบันกลับมาเป็นเช่นเดิมแล้ว
หลังจากอาหารมื้อค่ำสิ้นสุดลง หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวอย่างซองอิมก็ต้องกลับบ้านก่อนที่จะค่ำไปมากกว่านี้ แม้แจจุงจะอ้อนให้พี่สาวพักด้วยกันที่โรงแรมของยูชอน แต่หล่อนกลับปฏิเสธด้วยความเกรงใจ สุดท้ายยูชอนจึงให้อาอินขับรถไปส่งซองอิมที่บ้านหล่อนก่อนใครเพื่อน ส่วนหมอชางมินต้องเข้าเวรรอบดึก เลยขอตัวกลับไปทำงานในเวลาต่อมา บัดนี้จึงเหลือเพียงยูชอนและแจจุงที่ย้ายจากร้านอาหารอิตาเลี่ยน ไปนั่งดื่มกันที่เลาจน์บาร์ภายในโรงแรมหลังมื้ออาหาร เพื่อนสนิททั้งสองนั่งพูดคุยเรื่องส่วยตัวกันไปบ้าง เรื่องงานปะปนกันไปบ้าง แม้จะไม่จริงจังเรื่องงานเท่าที่ควร เพราะแจจุงเอาแต่สอดสายตามองสาวสวยที่เอาแต่เดินผ่านไปผ่านมาคล้ายทอดสะพานหลากหลายนาง
“แกพักที่นี่หรือเปล่ายูชอน?” ปากถามไถ่เพื่อนแต่สายตากลับมองเลยไปเบื้องหลังยูชอนนู่น
“ไม่....ค่ำนี้ฉันว่าไปเคลียร์งานที่ผับแถวอินซาน”
ยูชอนว่า ก่อนจะกระดกวอดก้าจนหมดแก้ว ชายหนุ่มล้วงมือเข้ากระเป๋าเสื้อสูทก่อนจะวางบางสิ่งลงบนโต๊ะแก้วตรงหน้าแจจุง
“นี่รถแก จอดอยู่ในโซนวีไอพี” ยูชอนวางพวงกุญแจรถยนต์ลงบนโต๊ะ เพื่อให้เพื่อนรัก
“โห่....นี่แกใจดีถึงขนาดซื้อรถให้ฉันใช้ฉลองกลับเกาหลีเลยหรอว่ะเพื่อน”
แจจุงหยิบพวงกุญแจรถขึ้นโยนเล่น พลางเอ่ยแซวเพื่อนอย่างอารมณ์ดี
“เงินของแกนั่นแหละไอ้แจ....เฮ้ย ฉันกลับก่อนนะ เที่ยวให้สนุกล่ะ อย่าก่อเรื่องนะไอ้คุณหนู พรุ่งนี้มีนัดรับของ”
ยูชอนเอ่ยบอกเสียงเรียบว่าที่ซื้อก็เงินของแจจุงทั้งนั้น ก่อนจะตัดบทกระดกวอดก้าแก้วสุดท้าย และเอ่ยลาเพื่อนกลับก่อน แต่ยังไม่วายทิ้งท้ายยียวน
“เออๆ ไอ้คุณชายขี้งก!” เสียงทุ้มต่ำต่อว่าเพื่อนรักอย่างเซ็งๆ ที่แท้รถนี้ก็เงินของเขาเอง
“ว่าแต่จะท่องราตรีที่ไหนดีว่ะ.....ไม่คุ้นกับเกาหลีซะด้วยสิ”
แจจุงนั่งไขว่ห้างใช้ความคิด หลังเพื่อนเดินจากไปแล้ว ก่อนจะเหลือบสายตาไปเห็นสาวสวยคนที่เขานั่งมองอยู่พักใหญ่ แจจุงยิ้มมุมปากอย่างเป็นต่อ เมื่อหล่อนเดินตรงเข้ามาหาเขาแล้ว
‘สงสัยต้องหาใครนำทางซะแล้วมั้ง’
.
.
.
.
.
.
.
-ทางด้านจุนซู-
สองอาทิตย์ผ่านมาแล้วที่ร่างเล็กยังไม่มีทีท่าว่าจะบอกป้าว่าจะเรียนต่อ เพียงเพราะกลัวผู้เป็นป้าด่าว่าเอา ร่างเล็กจึงมาช่วยงานที่แผงปลาทุกวัน และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่ร่างเล็กช่วยงานป้าอย่างขยันขันแข็ง
ตอนนี้ค่ำแล้วทั้งจุนซูและซูจินป้าของจุนซูต่างช่วยกันเก็บแผงปลา เพื่อจะได้กลับบ้านกินข้าวเย็นพร้อมกันกับจินซอก
“อาทิตย์หน้าแกลองไปสมัครงานที่ร้านสะดวกซื้อดูสิจุนซู จะได้ช่วยค่ารักษาจินซอกอีกแรง”
ซูจินพูดขณะที่มือก็เก็บแผงปลาไปเรื่อยๆ โดยไม่เห็นสีหน้าของหลานชายเลยว่ารู้สึกอึดอัดกับคำว่าทำงานมากน้อยแค่ไหน เพราะจนถึงตอนนี้ซูจินก็ยังอยากให้จุนซูทำงานมากกว่าเรียนหนังสือต่อไป
“ครับป้า....ผมจะลองไปสมัครดูครับ”
จุนซูกล้ำกลืนตอบผู้เป็นป้าอย่างเลี่ยงไม่ได้ อย่างน้อยถ้าตอนนี้เขาได้งานทำ มันก็ยังดีที่เขาจะได้เงินเพิ่มจากที่อื่น เพื่อจะได้นำเงินมาซื้อยารักษาพ่อ
“ไงสองป้าหลาน....ยังเก็บแผงไม่เสร็จอีกหรอ.....จ๊ะ!”
เสียงยียวนกวนอารณ์ดังขึ้น เรียกให้ทั้งซูจินและจุนซูหันไปมอง.....พวกเลวนี่อีกแล้ว
“จุนซูแกกลับบ้านไปก่อน....เดี๋ยวฉันตามไป”
ซูจินบอกให้จุนซูล่วงหน้ากลับบ้านไปก่อน เพราะหล่อนเกลียดสายตาของไอ้พวกสาระเลวพวกนี้เวลามองหลานชายของเธอ
“ต...แต่ว่าป้าครับ”
จุนซูเห็นอยู่แล้วว่าผู้ชายพวกนี้มาเพื่ออะไร แต่การที่ป้าบอกให้เขากลับก่อนมันจะดีหรือ ถึงอย่างไงป้าก็เป็นผู้หญิง ถ้าเกิดอะไรขึ้นและเขาจะทำอย่างไร
“กลับไปเถอะน่า!!”
ซูจินตะคอดหลานชายเสียงไม่ดังนัก แต่มันก็มีอำนาจมากพอที่จะทำให้จุนซูทำตาม จุนซูวางของที่กำลังเก็บแผงอยู่ลงกับพื้น ก่อนจะหยิบกระเป๋าใบเล็กขึ้นสะพาย และเตรียมเดินออกจากตลาดไปเพื่อกลับบ้าน
“ให้พี่ไปส่งไหมจ๊ะน้องจุนซู”
ไอ้ยองพิลเดินมาขว้างทางจุนซูเอาไว้ พลางเอ่ยก้อร่อก้อติกอย่างน่าหมั่นไส้ ครั้นจุนซูจะเดินเลี่ยงก็ยังจะหน้าด้านยื่นมือไปสัมผัสแก้มนวลให้ชื่นใจก่อนจะหัวเราะอย่างถูกใจราวกับคนบ้าสติไม่เต็มเต่ง ก่อนจะปล่อยให้ร่างเล็กเดินจากไป พร้อมกับสายตาแสนหื่นกระหายของมัน
“จะเอาเงินก็มาทางนี้”
ซูจินรำคาญยองพิลจึงเอ่ยเรียกเสียงดัง คลายแววตาหื่นกระหายนั้นได้มากโข หล่อนหยิบเงินออกจากกระเป๋าและส่งให้ไอ้ฮยองวอนหัวหน้าไอ้ยองพิลอีกที ที่ยืนอยู่ใกล้หล่อนตั้งแต่แรก
“นี่คิมซูจิน...หลานชายเธอหน้าตาดีนะ สนใจมาทำงานให้เจ้านายฉันมั้ยล่ะ? ได้เงินดีนะ”
เสียงฮยองวอนเอ่ยไล่หลังซูจิน เมื่อหล่อนจ่ายเงินให้พวกมันแล้ว หล่อนก็หันหลังมาเพื่อเก็บร้านที่เหลืออีกนิด เพื่อรีบๆกลับบ้าน โดยที่เสียงของไอ้ฮยองวอนก็ดังเข้าประสาทการรับรู้ของเธอทุกประโยค แต่หล่อนไม่คิดจะหันไปสนใจในสิ่งที่ฮยองวอนพูด เพราะเธอรู้ว่างานที่ว่านั้นมันคืออะไร
เมื่อฮยองวอนเห็นซูจินทำเป็นไม่ได้ยินหรือสนใจในสิ่งที่ตนพูด สีหน้าที่เคยแย้มยิ้มอย่างผู้ชนะในคราแรกก็เปลี่ยนเป็นโกรธขึง โดยมียองพิลและลูกน้องอีกคนคอยผสมโรงด้วยอีกคน
“หยิ่งไปเถอะมึง แล้วกูจะคอยดูว่าใครมันจะชนะ....เฮ้ยกลับเว้ย!”
น้ำเสียงและประโยคเลวทรามตะคอกดังก้องอย่างยิ่งใหญ่คับฟ้า ก่อนจะพากันออกไปจากตลาด ซูจินได้ยินทุกประโยคชัดเจน ดูท่าไอ้พวกนี้มันจะไม่ปล่อยหลานเธอไปง่ายๆเสียแล้ว ซูจินรีบเดินออกจากแผงร้าน เพื่อกลับให้ทันเจอจุนซูที่หล่อนปล่อยให้กลับไปคนเดียวก่อนหน้านี้อย่างเป็นห่วง
.
.
.
จากตลาดกลับมาถึงบ้านใช้เวลาเดินไม่นาน จุนซูจึงถึงบ้านอย่างปลอดภัย ร่างเล็กรีบเดินเข้าบ้านพร้อมรอยยิ้ม เพราะไม่ว่าเขาจะพบเจอกับอะไรมา เมื่อกลับถึงบ้านแล้วพบรอยยิ้มของพ่อ ความเหนื่อยล้า ท้อแท้ในหัวใจก็จะจางหายไป
“พ่อจ๋า.....หนูกลับมาแล้ว”
เสียงใสเอ่ยประโยคประจำหลังจากเปิดประตูบ้านหลังเล็กเข้าไป และเช่นเคยพ่อจะนั่งพร้อมส่งรอยยิ้มกลับมาให้เขา.....แต่วันนี้
“พ่อ!!!!”
เสียงหวานเรียกบิดาเรียงหลง พลางวิ่งถลาเข้าไปในตัวบ้าน เมื่อภาพที่ปรากฏแก่สายตาเรียว ไม่ใช่รอยยิ้มของพ่อเหมือนเช่นเคย ร่างของจินซอกนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นบ้าน.....นานแค่ไหนแล้วก็มิอาจทราบได้
“พ....พ่อ...พ่อ อึก.....พ่อได้ยินเสียงหนูมั้ย?....พ่อจ๋า”
เสียงหวานเรียกบิดาปนเสียงสะอื้นไห้ น้ำตามากมายพรั่งพรูออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ร่างเล็กของลูกนั่งพยุงร่างผอมบางของบิดาไว้แนบอก ใบหน้าซีดเซียวและเปลือกตาที่หลับสนิทของจินซอกทำให้จุนซูใจไม่ดี รวมถึงคราบเลือดที่ไหลออกจากปลายจมูกของพ่อ จุนซูใช้ฝ่ามือลูบเช็คคราบเลือดออกจากปลายจมูกของพ่ออย่างแผ่วเบา......พ่อยังหายใจ
แม้จินซอกจะไม่ได้สติ เพราะร่างกายที่ป่วยจนแทบจะเยื้อเอาไว้ไม่ไหว เขาสู้กับมันมาตลอด ไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้ลูกได้เห็น แต่ในวันนี้ เขาดูเหมือนจะต่อสู้กับมันไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
“...น.....หนูจะพาพ่อไป..อึก...ฮือ....หาหมอนะ”
ร่างเล็กไม่รอช้า หรือรอให้ป้ากลับมาถึงบ้านก่อน เขาพยุงกายตนให้ลุกขึ้น และแบกร่างที่ไร้สติของจินซอกขึ้นหลัง แม้ขาของจุนซูแทบจะไร้เรียวแรงให้ก้าวเดิน แต่ด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแพ้และจะไม่ยอมให้พ่อแพ้ต่อโรคร้าย เขาจะต้องพาพ่อไปให้ถึงมือหมอให้ได้......ด้วยสองขานี้ของลูก
จุนซูแบกร่างจินซอกขึ้นหลัง และเดินออกมาจนถึงถนนหน้าบ้าน ช่วงเวลานี้ประมาณสอง-สามทุ่มโดยประมาณ เขตอินซานแม้จะไม่ไกลจากโซล แต่ก็ไม่ใกล้ บนถนนเส้นที่รถลาพากันวิ่งแบบไม่สนใจสิ่งใด จุนซูต้องการเพียงรถแท็กซี่สักคันที่จอดรับเขาและพ่อ
ในเวลานั้นมีรถยนต์สุดหรูคันหนึ่งวิ่งผ่านหน้าของจุนซูไป ด้วยความเร็วเพื่อตรงไปผับ ที่เขาเป็นเจ้าของ
โชคชะตาได้วิ่งผ่านหน้าพวกเขาทั้งสองไปอีกครั้งแล้ว.....
ไม่นานก็มีแท็กซี่คันหนึ่งก็จอดรับจุนซูและพ่อ.....หากแต่ในความโชคดีก็ยังมีความโชคร้าย
“จะไปไหน?” น้ำเสียงทุ้มห้วน ของชายหนุ่มที่ขับแท็กซี่ถามผู้โดยสารร่างเล็กด้วยความไม่ใส่ใจ
“ไปโรงพยาบาลโซล ฮึก...ครับ”
เสียงปนสะอื้นไห้ของเด็กชายไม่ได้ทำให้หนุ่มขับแท็กซี่เป็นเดือดเป็นร้อนอะไรเลย เมื่อรถเคลื่อนตัวออกไป จุนซูก็จับร่างของจินซอกนอนหนุนตักของเขา น้ำตาของจุนซูไม่ได้หยุดไหลเลยแม้แต่หยดเดียว เขากลัว เขากลัวไปหมดแล้ว....เขากลัวจะเสียพ่อไป
“พ...พี่ชาย...ขับเร็วกว่านี้ อึก...หน่อยได้มั้ยครับ”
เมื่อใช้เวลามาสักพัก แท็กซี่ก็ขับเข้าเขตโซล แต่คนขับกลับไม่ได้รู้สึกรู้สาถึงความร้อนใจของจุนซูเลยสักนิด ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าได้รับคนป่วยขึ้นมา ทั้งยังใส่อารมณ์หักรถเข้าไปจอดนิ่งอยู่ข้างทาง
“ที่ให้ขึ้นมาถึงนี่ก็บุญแล้ว...เงินก็ไม่มีจ่ายด้วยใช่มั้ยเนี่ย?....ไปเลย ลงไปเลย”
นี่หรือน้ำใจของคน.....น้ำใจที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่เดือดร้อนเป็นเช่นนี้เองหรือ
“พ...พี่ชายพาพ่อผมไปส่งโรงบาลก่อนนะครับ...แล้วเงินผมจะจ่ายให้”
จุนซูอ้อนวอนทั้งน้ำตา มือเล็กบีบฝ่ามือแสนเย็นเฉียบของพ่อเอาไว้จนแน่น ด้วยความกลัว
“ไหนเงินเอามาสิ นี่ห้าพันวอนแล้ว ถ้ามีจะพาไปส่ง!” คนขับหน้าเลือดต่อรอง พร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
จุนซูรู้อยู่แกใจว่าเขาไม่มีเงินมากขนาดนั้น ที่มีติดตัวแต่ล่ะวันก็ไม่ถึงห้าพันวอนอยู่แล้ว แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าแท็กซี่ได้ เขาก็ได้แต่หวังในน้ำใจของเพื่อนมนุษย์ที่จะช่วยเหลือกันในยามเดือดร้อนเช่นนี้ก็เท่านั้น แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับเป็นความเห็นแก่เงินเช่นนี้หรือ?
ร่างเล็กเอาแต่นั่งร้องไห้ กอดร่างไร้สติของพ่อเอาไว้ เพราะเขาไม่มีเงิน เขาไม่มี......
“ลงไป!!”
เสียงทุ้มตะคอกดังลั่นรถ เด็กชายสะดุ้งตกใจด้วยหวาดกลัว ไม่มีทางใดที่เขาจะทำได้นอกเสียจาก เปิดประตูและแบกร่างของพ่อขึ้นหลัง ลงจากรถ....เพียงแค่ยืนอยู่ริมฟุตบาทถนนในเมืองหลวง ที่รถลาควักไขว่ คนเมืองที่เดินผ่านไปมา มองเด็กชายร่างเล็กแบกชายวัยกลางคนอยู่บนหลัง ราวกับเป็นสิ่งแปลกประหลาด
ขาจุนซูแทบอ่อนแรง คล้ายสิ้นความหวัง น้ำตาที่ไหลรินเมื่อเงยขึ้นมองสบสิ่งรอบกาย ช่างพล่ามัว จากจุดนี้ไปโรงพยาบาลโซลยังอีกไกล เรียวขาบอบบางเริ่มก้าวเดินไปตามฟุตบาทอีกครั้ง ท่ามกลางสายตาของผู้คนรอบข้าง......เขาจะสู้ต่อไป ไม่ใช่เพื่อชีวิตเขาแต่เพื่อชีวิตพ่อ
แต่เมื่อก้าวเดินไปได้สองสามก้าว ก็มีรถยนต์สีดำคันสวย ขับเข้ามาจอดตัดทางเดินของเขา หนุ่มเจ้าของรถ รีบเปิดประตู ก้าวยาวๆมาทางเขา และหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขา จุนซูมองไล่ตั้งแต่ปลายเท้า ก่อนจะค่อยๆเลื่อนสายตาที่พล่ามัวไปด้วยหยดน้ำตาขึ้นมองบุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้า ชุดสูทสีดำดูดี บวกกับใบหน้าหล่อคมคาย ทั้งหมดของชายหนุ่มตรงหน้าไม่ได้ทำให้จุนซูมีรอยยิ้มขึ้นมาได้ หากไม่ได้ยินประโยค ประโยคนี้จากอีกฝ่าย
“น้องชายมีอะไรให้พี่ช่วยมั้ยครับ?”
เพียงแค่ประโยคนี้ประโยคเดียวจริงๆ ที่เขารอเพื่อนมนุษย์สักคนที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยพ่อเขาไว้
“พี่ชาย....พี่ชาย ฮึก...พาพ่อผมไปโรงพยาบาลโซลทีครับ”
จุนซูยิ้มให้อีกฝ่ายทั้งน้ำตา ร่างเล็กจึงไม่รีรอให้ลมหายใจของพ่อหมดไป เสียงหวานสั่นเครือเอ่ยบอกพี่ชายใจดีให้รีบช่วยเหลือ ชายหนุ่มตรงหน้าก็ไม่รีรอเช่นกันเมื่อเด็กหนุ่มเอ่ยขอ ร่างสูงเข้าไปช่วยพยุงร่างผอมบางของจินซอกลงมาจากหลังของจุนซู ก่อนจะพยุงร่างของจินซอก เดินตรงไปยังรถ รีบเปิดประตูรถ บอกให้จุนซูเข้าไปนั่งด้านใน และช่วยกันจับร่างไร้สติของจินซอกเข้าไป เรียบร้อยชายหนุ่มก็รีบวิ่งมานั่งประจำที่คนขับ และขับกระชากรถออกไปด้วยความเร็ว
“พ่อจ๋า....พ่อได้ยินเสียงหนูมั้ย....ม..มี..ฮึก พี่ชายใจดี...กำลังพาพ่อไปหาหมอแล้วนะ พ....พ่ออย่าเป็นอะไรนะจ๊ะ”
เสียงหวานสะอื้นไห้ แต่ก็ยังคอยพูดให้จินซอกได้ยินเสียง พลางเอ่ยถึงพี่ชายใจดีที่ว่าให้จินซอกฟังด้วย ร่างเล็กนั่งกอดร่างของจินซอกไปตลอดทาง...ลมหายใจของพ่อคือชีวิตของเขา
ขณะที่ขับรถชายหนุ่มก็ชำเลืองสายตามองเด็กหนุ่มร่างเล็กอยู่เป็นระยะๆ ทำไมมันถึงช่างเป็นภาพที่แสนจะสะเทือนใจเช่นนี้นะ ภาพของเด็กชายอายุไม่น่าจะเกิน15-16ปี ที่มีความกตัญญูรู้คุณบิดาที่ป่วยหนัก อาการแย่ ยืนแบกร่างของผู้เป็นพ่อทั้งที่ขาตนแทบหมดเรี่ยวแรง แต่บุคคลรอบข้างกลับมองเด็กหนุ่มราวกับเป็นตัวประหลาด บ้างมองเลยผ่านไม่แยแสต่อความเดือดร้อนที่กำลังรอความหวังนี้...ลมหายใจของพ่อก็เหมือนลมหายใจของลูก
ที่เขาตัดสินใจช่วยเด็กหนุ่มคนนี้ ก็เพราะความกตัญญูที่มีต่อบิดายามที่ท่านกำลังหมดแรง และเป็นเหมือนได้ทดแทนช่วงเวลาที่ผ่านเลยระหว่างเขาและพ่อ...วันสุดท้ายของพ่อ เขาไม่ได้ทำในสิ่งที่เด็กหนุ่มคนนี้กำลังทำ
TBC…
“คุณอาอินยังไม่กลับมาเลยครับคุณชาย”
เสียงหวานตอบ และยังคงเดินตามหลังยูชอนไปเรื่อยๆ จนมาหยุดตรงทางขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของตัวบ้าน
“ถ้าอาอินกลับมาแล้ว ให้เขาไปพบฉันที่ห้องทำงาน”
ยูชอนหันกลับมาสั่งฮยอกแจ ก่อนจะหันหลังและเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบน
“ครับคุณชาย”
ฮยอกแจรับโค้งตัวรับคำสั่ง ก่อนจะเดินตามหลังยูชอนขึ้นบันไดไปด้วย โดยเบื้องหลังฮยอกแจ มีหญิงสาวรับใช้นางหนึ่งเดินถือถาดที่มีแก้วน้ำตามมาด้วย
ยูชอนเลี่ยงตัวเข้าห้องทำงานที่เมื่อเดินขึ้นมาชั้นบนก็จะถึงทันที ให้หลังยูชอนไม่นานหญิงรับใช้คนที่เดินตามหลังฮยอกแจขึ้นมาก็เดินตามเข้าไป หล่อนโค้งกายทำความเคารพก่อนจะบรรจงวางแก้วน้ำเย็นลงยังที่วางบนโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ โดยไม่ลืมที่จะถามว่าเจ้านายต้องการจะรับของวางอะไรหรือเปล่า
“คุณชายต้องการรับของวางอะไรไหมคะ?”
“ขอกาแฟให้ฉันแก้ว....อินฮยอง”
ร่างสูงพูดขณะที่ทิ้งกายลงนั่งบนเก้าอี้บุหนังสีดำตัวใหญ่ สีหน้าแสดงถึงความเหนื่อยล้าจากการที่นั่งเครียดประชุมมาทั้งวัน
“ค่ะคุณชาย”
หล่อนรับคำสั่งก่อนจะรีบเดินออกมาจากห้อง และลงไปยังชั้นล่างของบ้าน ส่วนฮยอกแจที่เดินตามหลังยูชอนมาเป็นคนแรกนั้น ได้เดินเลยห้องทำงานของเจ้านายไป ตามทางเดินที่ทอดยาวบนชั้นสองของบ้าน เมื่อเลี้ยวซ้ายจะพบประตูห้องมากมาย และห้องที่ปิดทางเดิน ห้องสุดท้ายนั้นคือห้องของคุณชายของเขา ฮยอกแจหมุนลูกบิดเพื่อเปิดประตูห้อง และก้าวเข้าไป เดินเลี้ยงขวาเข้าไปในตัวห้องจะเป็นส่วนของตู้เก็บเสื้อผ้า เด็กหนุ่มหยิบสูทที่ตนพาดแขนมาขึ้นแขวนกับไม้แขวนอย่างดี ก่อนจะใช้ฝ่ามือลูบปัดสูทตัวนั้นเบาๆ และนี่ก็คือหน้าที่ ที่ฮยอกแจต้องดูแลอยู่เป็นประจำทุกวัน ดูแลพวกเครื่องแต่งกายของคุณชาย
ร่างผอมบางกำลังเดินลงบันไดมายังด้านล่าง เพื่อไปรอใครอีกคนที่คุณชายสั่งเอาไว้ และเมื่อลงมาถึงด้านล่าง รถคันคุ้นตาก็แล่นเข้ามาจอดหน้าประตูบ้านพอดิบพอดี ร่างบางจึงรีบวิ่งออกไปยืนรอที่หน้าประตู
ชายหนุ่มรูปร่างผอมสูงสมส่วน แต่งกายด้วยสูทสีดำ ทรงผมสั้นดำ ใบหน้าหล่อเข้มเพราะไว้หนวดและสวมแว่นตาดำ......ยูอาอิน
“คุณอาอินครับ.....คุณชายให้ขึ้นไปพบที่ห้องทำงานเดี๋ยวนี้เลยครับ”
ฮยอกแจรีบบอกเมื่อชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้ อาอินยกมือขึ้นเพื่อถอดแว่นตาออกก่อนจะยกยิ้มให้ฮยอกแจอย่างเอ็นดู
“ขอบใจมากฮยอกแจ...ฉันจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”
อาอินเอ่ยขอบใจฮยอกแจเสร็จ ก็เดินผ่านร่างบางเข้าไปในตัวบ้านทันที จุดหมายของชายหนุ่มคือห้องทำงานของเจ้านาย ส่วนฮยอกแจก็เดินกลับเข้าไปในห้องครัวที่อยู่หลังบ้าน
“ฮยอกแจ....คุณชายกลับมาแล้วหรอลูก?
เสียงของหญิงวัยกลางคนที่มีศักดิ์เป็นมารดาของลีฮยอกแจ เอ่ยถามออกมาขณะที่หล่อนเดินล่ะออกมาจากการสั่งการให้สาวใช้คนอื่นในการทำครัว
ร่างบางทิ้งกายลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ ที่เบื้องหน้าเป็นโต๊ะกินข้าวของบรรดาคนรับใช้ หญิงสาวมากมายหลายคนกำลังเดินกันไปมาอยู่ในนี้ เพราะกำลังเตรียมมื้อเย็นเพื่อตั้งโต๊ะ
“ครับแม่.....ดูสีหน้าคุณชายไม่ค่อยดีเลยนะครับ”
“คุณชายคงจะงานยุ่งมาก....ลูกอย่าทำอะไรที่มันดูขัดใจนะรู้มั้ย?....นี่อาอินคงกลับมาแล้วล่ะสิ อินฮยองก็พึ่งจะยกกาแฟขึ้นไปเมื่อกี้ ลูกก็รีบยกชาขึ้นไปให้อาอินเร็วเข้า......ไป”
“ครับแม่”
ลีฮยองมี แม่บ้านวัย 40 กลางๆ จะเรียกให้ถูก หล่อนก็คือแม่นมของปาร์คยูชอนนั่นเอง หล่อนอยู่ที่นี่มานาน เลี้ยงคุณชายคนโตของตระกูลปาร์คมาตั้งแต่ยังเล็ก เข้าอกเข้าใจคุณชายทุกอย่าง ทั้งยังรักมากกว่าลูกในไส้อย่างลีฮยอกแจและลีอินฮยองเสียอีก หล่อนอาจจะรักปาร์คยูชอนมากกว่า เพราะปาร์คยูชอนมาก่อน และเกิดก่อนอินฮยองและฮยอกแจ ตอนนี้คุณชายของหล่อนอายุได้ 26 ปีแล้ว ส่วนลูกสาวคนโตของเธอ อินฮยองนั้นอายุ 21 ปี ส่วนลูกชายคนเล็ก ฮยอกแจ อายุเพียง 15 ปีเท่านั้น และด้วยความรักและความซื้อสัตย์ต่อตระกูลปาร์คที่คอยดูแลเธอและครอบครัวมาตลอด ทำให้ฮยองมีรักที่จะอยู่รับใช้ที่นี่ รับใช้คุณชายของเธอ ทั้งนี้คุณชายของเธอยังส่งเสียค่าเล่าเรียนให้กับอินฮยองและฮยอกแจอีกด้วย
เธอจึงคอยพร่ำบอกให้ลูกของเธอรักและเคารพปาร์คยูชอน เช่นเดียวกับปาร์คยูชอนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่เกาหลีเพียงลำพังหลังจากเสียพ่อผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว และแม่ของเขากับน้องชาย ต่างก็ยังทำใจไม่ได้กับจากไป ทั้งสองจึงย้ายไปอาศัยอยู่ที่อเมริกา ตั้งแต่น้องชายของเขายังเล็กๆ ทุกวันนี้ยูชอนจึงรักและเคารพฮยองมีเหมือนเป็นแม่คนที่สองที่คอยดูแลเขา รวมถึงอินฮยองและฮยอกแจ ที่เป็นเหมือนพี่เหมือนน้องของเขา ยูชอนจึงดูแลทั้งสามคนแม่ลูกเป็นอย่างดี
.
.
.
.
.
*ก็อกๆ*
“เข้ามา”
ยูชอนไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากแฟ้มเอกสารตรงหน้าเลย เจ้าตัวยังคงนั่งมองและเซ็นชื่อไปเรื่อย เพราะเขารู้ดีว่าใครกำลังจะเข้ามา
“สวัสดีครับคุณชาย”
เสียงทุ้มของลูกน้องคนสนิทโค้งทำความเคารพพร้อมเอ่ยทักทายผู้เป็นนาย
“นั่งสิอาอิน......วันนี้งานเป็นอย่างไรบ้าง?”
ยูชอนปิดแฟ้มเอกสารลง ก่อนจะเอ่ยถามงานจากอาอินเมื่อเห็นอีกฝ่ายนั่งลงตรงข้ามกับตนแล้ว
“ครับคุณชาย.....การเจรจาเรียบร้อยดีครับ และของจะนัดรับที่ท่าเรือในอีกสองอาทิตย์ คุณชายไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ของมาไม่ช้า เราไม่เสียลูกค้าแน่นอน”
“ดี...อีกสองอาทิตย์ไอ้แจก็จะมาจากญี่ปุ่นแล้ว ถ้ามีปัญหาอะไร บอกให้คนของแจจุงจัดการได้เลย แล้วโรงแรม รีสอร์ท ผับ ไม่มีปัญหาอะไรใช่มั้ย? มีพวกที่คอยขัดขาหรือเปล่า?”
“เรื่องโรงแรมและรีสอร์ทที่อื่นไม่มีปัญหาครับคุณชาย....จะมีก็แต่ผับแถวอินซาน เพราะช่วงนี้ลูกชายของ
ชเวซึงฮวาน ชเวซึงฮยอนมันไปเปิดผับแข่งกับของเรา แถมยังมีการขายบริการทั้งผู้หญิง ผู้ชาย”
ลูกน้องคนสนิทกำลังเล่าถึงคู่แข่งทางธุรกิจคนสำคัญให้กับเจ้านายฟัง เสียจนยูชอนชักสีหน้าไม่พอใจ
“ไอ้ชเวซึงฮยอนงั้นหรอ? ไอ้นี่มันเลวไม่ได้ต่างไปจากพ่อของมันเลยจริงๆ...หึ”
เบื้องหลังของประธานหนุ่มนามว่าปาร์คยูชอน ใครเลยจะรู้ว่าทำธุรกิจลับอะไรไว้บ้าง แต่ก็คงจะไม่เลวเท่า
ชเวซึงฮวาน ตระกูลชเวเป็นคู่แข่งกับตระกูลปาร์คมาตั้งแต่รุ่นพ่อของเขายังมีชีวิตอยู่ แน่นอนเบื้องหน้าของตระกูลปาร์คคือพวกโรงแรมสุดหรูมากมาย แต่เบื้องหลังกิจการต่างๆ ปาร์คยูชอนกลับทำในสิ่งที่มืดดำ เขาไม่ได้ค้าผู้หญิง หรือเปิดคาสิโนอย่างที่ตระกูลชเวทำ หากแต่เขาทำในเรื่องการค้าอาวุธสงคราม และการเปิดผับของตระกูลปาร์คก็เป็นเพียงกิจกาจบังหน้า พอๆกับธุรกิจโรงแรมสุดหรูมากมาย การพนันและยาเสพติดก็ยังถือว่าเป็นเรื่องรองลงมา และของที่อาอินบอกว่าจะถึงในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้าก็คืออาวุธสงครามนี่แหละ ส่วนคิมแจจุงเพื่อนรักของเขาที่อยู่ญี่ปุ่นก็เป็นตัวการสำคัญในการทำธุรกิจนี้เช่นกัน
“บอกให้แทคยอนดูแลผับที่นั่นให้ดี...อย่าได้เอาของดีๆจากตระกูลปาร์คไปเกลือกกลั้วกับพวกต่ำช้าอย่างพวกมัน!”
ยูชอนถ่ายทอดคำสั่งผ่านยูอาอินลูกน้องคนสนิท ก่อนจะยกยิ้ม หัวเราะในลำคออย่างเป็นต่อ
“รับทราบครับคุณชาย”
อาอินลุกจากเก้าอี้ พร้อมโค้งตอบรับคำสั่ง เตรียมจะออกจากห้องทำงานของเจ้านายไป
“อาอิน....สั่งงานแทคยอนแล้ว นายช่วยบอกกับป้าฮยองมีด้วยว่าให้ตั้งโต๊ะเผื่อพี่ซองอิมด้วยค่ำนี้”
“ได้ครับคุณชาย...ผมขอตัวนะครับ”
ยูชอนพยักตอบรับลูกน้องคนสนิท ก่อนที่จะก้มหน้าลงสนใจงานในแฟ้มเอกสารต่อ...อาอินเดินออกจากห้องไปแล้ว...สักพักยูชอนก็คว้าเครื่องมือสื่อสารที่วางอยู่ข้างกายขึ้นมากดเบอร์และต่อสายโทรออก
“แม่ครับ”
ต่อสายได้ไม่นาน.....เสียงทุ้มอ่อนโยนก็กรอกเสียงลงไปตามสายที่มีคนรับแล้ว
“//ลูก......ยูชอน?//”
เสียงเล็กหวานเคล้าความอ่อนโยน เอ่ยทักทายลูกชายจากทางไกล ด้วยหัวใจที่เปลี่ยมสุข
“แม่สบายดีนะครับ?......อากาศที่นั่นเป็นอย่างไรบ้างครับ?”
เสียงทุ้มเอ่ยถามผู้เป็นมารดาอย่างห่วงใย ไม่เคยมีใครเห็นแววตาอ่อนโยนของเขาเลย...ไม่มีสักคน
“//ยูชอน...ยูชอนถามแม่ทุกวันว่า ‘เป็นอย่างไรบ้าง สบายดีมั้ย อากาศเป็นอย่างไงบ้าง’ ลูกไม่เบื่อบ้างหรอจ๊ะ ถ้าแม่จะบอกว่าทุกอย่างยังเหมือนกับวันก่อนๆที่ลูกโทรมาถาม...แม่สบายดีจ่ะ แล้วก็คิดถึงลูกมาก//”
น้ำเสียงหวานจากปลายสายทางไกล ทำให้หัวใจที่หนักอึ้งจากงานเบาลง จนแทบไม่เหลือความกังวลอยู่อีกเลย
“ผมก็คิดถึงแม่มากครับ...แม่ควรจะกลับมาบ้านเราได้แล้วนะครับ? ผมเป็นห่วงแม่กับน้องมาก แม่รู้ใช่มั้ยครับ?”
เขาอยากให้แม่และน้องกลับมาอยู่ด้วยกัน กลับมาอยู่บ้านของเราพร้อมหน้าพร้อมตา เหมือนแต่ก่อน
“//แม่สัญญาว่าแม่จะกลับไปอยู่บ้านเรา...ตอนนี้ยูฮวานอยู่ในช่วงสอบจบเกรด 9 อีกสองเดือนแม่จะกลับไปพร้อมน้องนะจ๊ะ//”
“แม่ครับ...ผมดีใจที่เราจะได้อยู่ด้วยกันแล้ว ผมจะไปรับแม่กับยูฮวานเองครับ...แม่รู้มั้ยวันนี้ผมมีความสุขที่สุดเลย......ผมรักแม่มากนะครับ”
“//แม่ก็รักยูชอนที่สุดจ่ะ...แม่ขอโทษที่เห็นแก่ตัว.....ลูกคงเหนื่อยกับงานที่ต้องสืบทอดต่อจากพ่อมาตั้งแต่ยังเล็ก แม่ทิ้งให้ลูกเผชิญหน้ากับมันตามลำพัง แม่ผิดเอง....//”
น้ำเสียงหวานเริ่มขาดหายเมื่อเธอนึกถึงอดีตที่ต้องสูญเสียคนรักไปอย่างกะทันหัน เธอทำใจยอมรับมันไม่ได้เลยแม้สักวินาทีเดียว ปาร์คยูจิน คนนี้ทำใจไม่ได้จริงๆ
“แม่ครับ...แม่อย่าโทษตัวเองเลย ตอนนี้ผมมีกำลังมากพอที่จะปกป้องแม่และยูฮวานแล้ว แม่มั่นใจในตัวลูกชายคนนี้นะครับ”
“//แม่เชื่อใจลูกชายของแม่เสมอ......ยูชอน...หากลูกเหนื่อยกับงาน ลูกควรมีใครสักคนไว้พักพิงข้างกายนะ...ลูกมีคนนั้นหรือยัง?//”
อยู่ๆยูจินก็ถามถึงคนข้างกายของลูกชาย เธอไม่ได้ต้องการจับลูกชายแต่งงาน เพียงแต่ ยูชอนทุ่มเทกับชีวิตการทำงานจนมากเกินไป จนไม่สนใจการที่จะมีใครสักคนเอาไว้พักพิงใจในยามที่เหนื่อยล้าและต้องการกำลังใจจากคนรักที่อยู่ใกล้ตัว
“ทำไมอยู่ๆ แม่ถึงถามผมแบบนั้นล่ะครับ?”
เครื่องหน้าหล่อเหลา ขมวดคิ้วเข้าหากันจนเกิดปม
“//แม่แค่อยากให้ยูชอนมีคนรัก...ลูกจะได้กำลังใจจากเธอคนนั้นในยามที่ลูกเหนื่อย...ลูกจะยิ้มได้เมื่อลูกได้เห็นลูกของลูกเองเรียกลูกว่าพ่อ....สำหรับแม่คงจะตายตาหลับหากลูกจะมีครอบครัวที่สมบูรณ์//”
ยูชอนยอมรับ เขาไม่เคยจริงจังกับผู้หญิงคนไหนที่เขามาในชีวิตเลย ทุกคนช่างน่าเบื่อ เขาไม่ชอบการผูกมัด และเขารักในความอิสระ การที่เขาจะสร้างครอบครัวจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก
ในชีวิตของปาร์คยูชอน
จะมีผู้หญิงคนไหนที่เข้าหาเขาโดยไม่มองเงิน
จะมีผู้หญิงคนไหนที่เข้าหาเขาโดยไม่มองฐานะและหน้าตาทางสังคม
จะมีผู้หญิงคนไหนที่จะรักผู้ชายแสนเย็นชาและเจ้าอารมณ์อย่างเขาได้ลง หากเขาไม่มีเงินหยิบยื่นให้
มันไม่มีคนที่เขาตามหามาตลอดชีวิตหรอก คนที่จะเข้าใจในความเป็นเขาจริงๆ มันหาไม่ได้ คนที่จะมอบความรักอย่างจริงใจให้กับเขาโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนที่เรียกว่าชื่อเสียงและเงินตรา มันหาไม่ได้จากโลกใบนี้
“แม่ครับ.....คนนั้นของผม เขาคงยังไม่เกิดหรอกครับแม่.....แม่ครับ ผมต้องเซ็นเอกสารต่อ ไว้พรุ่งนี้ผมจะโทรหานะครับ ฝากบอกยูฮวานด้วยว่าผมคิดถึง”
“//จ่ะ...แม่รักยูชอนนะลูก//”
“ผมก็รักแม่ครับ”
ปลายสายจากทางไกลตัดลงไปแล้ว ยูชอนวางเครื่องมือสื่อสารลงบนโต๊ะเบื้องหน้า ก่อนสายตาคมจะไปสะดุดเข้ากับกุญแจรถคันโปรด ที่หากก่อนหน้านี้ไม่มีคนเก็บและเอามาคืนมันก็คงจะหายไป
“ยังไม่ทันได้เห็นหน้าเด็กคนนั้นเลย...ถ้าเห็นสักหน่อยไปเจอกันที่อื่นก็พอจะขอบคุณได้บ้างหรอก”
เสียงทุ้มพึมพำกับตนเองเบาๆ ในขณะที่มือก็เปิดแฟ้มและเริ่มเซ็นเอกสารไปเรื่อยๆ
“คุณชายครับ.....คุณซองอิมมาถึงแล้วครับ”
ฮยอกแจเป็นคนเดินเข้ามาบอกเจ้านายถึงแขกคนสำคัญที่มาถึงก่อนเวลาอาหารเย็นจะเริ่ม
“หืม?..พี่ซองอิมมาถึงแล้วหรอ...นี่มันพึ่งสี่โมงเย็นเองนะ”
ยูชอนเงยหน้าออกมาจากกองเอกสาร ก่อนจะมองดูนาฬิกาด้วยและขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“ครับ...คุณซองอิมกำลังช่วยแม่ผมเตรียมอาหารอยู่ในครัวด้วย...คุณชายจะให้ผมลงไปเรียกคุณซองอิมว่าอย่างไรดีครับ?” ฮยอกแจถามนอบน้อม
“ฉันคงลงไปตอนนี้ไม่ได้ งานยังกองอีกเยอะ....ฝากป้าฮยองมีดูแลพี่ซองอิมแทนด้วยล่ะ”
ยูชอนฝากฝั่งกับฮยอกแจก่อนจะก้มหน้าดูเอกสารต่อ เขาไม่ใช่คนไม่มีมารยาทแต่ซองอิมก็เป็นแขกประจำของบ้านนี้อยู่แล้ว หล่อนคงไม่แปลกใจที่ยูชอนจะไม่ลงไปดูแลเธอด้วยตนเอง
เมื่อฮยอกแจออกไปจากห้องแล้ว ยูชอนก็สนใจกองเอกสารตรงหน้าต่อ
.
.
.
.
“คุณซองอิมครับ...คุณชายยังทำงานไม่เสร็จ คงจะอีกสักพักกว่าจะลงมาได้นะครับ”
ฮยอกแจรายงานไปตามที่เจ้านายบอก ก่อนจะเดินเข้าไปในครัวและช่วยเป็นลูกมือให้กับซองอิมและพี่สาวของตน
“จ้าฮยอกแจ....ฉันเข้าใจ ที่มาก่อนเวลานี่ก็อยากจะมาช่วยทำอาหารหรอก ป้าฮยองมีจะได้ไม่เหนื่อย”
เสียงของหญิงสาวอายุราวยี่สิบปลายๆ กล่าวออกมาอย่างอารมณ์ดีและเป็นกันเอง ไม่ถือตัวสักนิดว่าเธอนั้นคือคุณหนู
“คุณซองอิมมาทีไรก็ช่วยป้าตลอด....ป้าชักจะเกรงใจแล้วนะคะเนี่ย” เสียงแม่นมใหญ่ของบ้าน เอ่ยเว้าวอน
“หนูมากินข้าวบ้านป้าแถมยังเป็นผู้หญิงก็ต้องช่วยเข้าครัวสิคะ...ไม่เหนื่อยสักนิด ป้าฮยองมีอย่าห้ามหนูเลยค่ะ”
“แล้วมีครั้งไหนที่ป้าห้ามคุณซองอิมได้ล่ะคะ”
จบประโยคของฮยองมี เสียงหัวเราะมากมายก็ตามมาอย่างสนุกสนาน
“คุณซองอิมครับผมได้ข่าวมาว่า คุณแจจุงจะกลับมาเกาหลีหรือครับ?” ฮยอกแจล้างผักไปถามอีกฝ่ายไป ด้วยความอยากรู้
“ใช่แล้วจ่ะ....ท่านแม่จะให้แจจุงกลับมาอยู่เกาหลี ฉันเองก็คิดถึงไอ้ตัวร้ายจะแย่”
คิมซองอิม ตอบฮยอกแจด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม หล่อนดีใจเหลือเกินที่น้องชายจะกลับมาอยู่ด้วยกัน แม้ท่านแม่จะมาเกาหลีไม่ได้ก็เถอะ ซองอิมมาอยู่เกาหลีตั้งแต่ยังเล็กและบินไปกลับญี่ปุ่นตลอด เพราะพ่อของเธอเป็นคนเกาหลี ส่วนแม่เป็นคนญี่ปุ่น ช่วงที่ซองอิมเกิด พ่อของหล่อนทำงานอยู่ที่ญี่ปุ่น พออายุได้ 10 ขวบ แม่ก็ตั้งท้องน้องชาย นั่นก็คือแจจุง แต่ว่าพ่อต้องย้ายกลับเกาหลี
พ่อและแม่ของเธอไม่ได้เลิกกัน แต่แม่ตามพ่อกลับเกาหลีไม่ได้ เธอจึงเป็นตัวแทนของแม่ที่ต้องมาอยู่กับพ่อที่เกาหลี เธอเดินทางไปญี่ปุ่นทุกๆปิดภาคเรียนเพื่อไปเจอน้องชายและแม่ และเช่นเดียวกับแจจุงที่เดินทางมาเกาหลีในวันปิดภาคเรียนเพื่อเจอพ่อ สองพี่น้องต้องห่างกัน แต่ระยะทางไม่ใช่อุปสรรค์ของความสัมพันธ์ในครอบครัวเลย จวบจนเวลาล่วงเลย พ่อของทั้งสองก็เสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์พร้อมๆกับพ่อของปาร์คยูชอน ฝ่ายญาติทางพ่อขอเลี้ยงซองอิมไว้ที่เกาหลี ส่วนแจจุงก็ยังคงอยู่กับแม่ที่ญี่ปุ่น
แม้จะเสียพ่อไปแล้ว แต่ซองอิมกับแจจุงก็ยังคงไปมาหาสู่กันอยู่ในฐานะพี่และน้อง จนกระทั่งวันหนึ่ง วันที่แม่บอกกับซองอิมว่าจะส่งแจจุงกลับมาอยู่เกาหลีอย่างถาวร ซึ่งนั่นก็คืออีกสองอาทิตย์ต่อจากนี้
.
.
.
.
-โต๊ะอาหารเย็นตระกูลปาร์ค-
“พี่ซองอิมสวัสดีครับ พอดีงานผมยุ่งมาก....ขอโทษที่ให้มานั่งรอนะครับ”
ยูชอนเอ่ยทักทายพี่สาวของเพื่อนรักอย่างคุ้นเคย ขณะที่เดินเข้ามาภายในห้องอาหาร อาหารบนโต๊ะจัดวางไว้เรียบร้อยแล้ว รวมถึงซองอิมที่นั่งรอเจ้าของบ้านอยู่ที่โต๊ะอาหารนี้แล้วหลังจากที่ช่วยฮยองมีลงครัวเองทุกอย่าง ยูชอนทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวสวยยังหัวโต๊ะในฐานะเจ้าของบ้าน และมันคือเก้าอี้ตำแหน่งตัวประจำ
“สวัสดีจ่ะยูชอน....พี่เข้าใจว่าน้องชายพี่คนนี้งานยุ่งแค่ไหน”
ซองอิมไม่กล่าวโทษยูชอน หากแต่หล่อนยังมอบรอยยิ้มอบอุ่นส่งไปให้น้องชายคนนี้เช่นเคย
“ขอบคุณครับ.....พี่ซองอิมจะมาคุยเรื่องไอ้แจใช่มั้ยครับ?”
ยูชอนเปิดบนสนทนาได้ตรงจุด ขณะที่ยกน้ำขึ้นจิบไปด้วย
“แจจุงคงบอกยูชอนแล้วว่าจะกลับเกาหลีในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า.....เรื่องงานจะไม่มีปัญญาอะไรใช่มั้ยยูชอน?”
“ครับ ไอ้แจบอกผมแล้ว....ส่วนเรื่องงานไม่มีปัญญาอะไรครับ ไอ้แจจะจัดการทุกอย่างที่ญี่ปุ่นเอง พี่ซองอิมไม่ต้องห่วงนะครับ.....อีกสองอาทิตย์เราไปรับไอ้แจพร้อมกัน พี่ซองอิมทานข้าวเถอะครับ”
ซองอิมรู้ว่าน้องชายและเพื่อนน้องชายทำสิ่งใดอยู่ หล่อนจึงเป็นห่วง แต่เมื่อยูชอนมั่นใจว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย หล่อนก็สบายใจ ก่อนจะพยักหน้าตกลงในสิ่งที่ยูชอนบอก และทานอาหารค่ำกันเพียงสองคน....มันเป็นเช่นนี้มานานเหลือเกินแล้ว ต่อจากนี้มันคงจะไม่เงียบเหงาอย่างเช่นนี้ทุกวันนี้ หากแจจุงกลับมาเกาหลีแล้ว
.
.
.
.
.
.
.
-ญี่ปุ่น-
“ท่านแม่.....จะให้ลูกกลับเกาหลีจริงๆหรือครับ?.....ลูกไม่อยากไปเท่าไหร่ ท่านแม่ก็ป่วยๆอยู่ด้วย”
เสียงทุ้มเอ่ยสำเนียงญี่ปุ่นคล่องแคล่ว ถามหญิงวัยกลางคนผู้เป็นมารดา ด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก ขณะที่มือใหญ่ของบุตรชายยกถ้วยชาส่งให้ หล่อนยกรับมันด้วยท่าทีอ่อนช้อยภายใต้ชุดยูกาตะสีหวานเข้ม นั่งสวยสง่าอยู่บนเบาะรองนั่งเนื้อนุ่มสีทองอมแดง.....บ่งบอกถึงตำแหน่งเจ้าบ้านของตระกูลยากูซ่า ฉากหลังเป็นแท่น เหนือขึ้นไป เป็นภาพวาดจากปลายพู่กันรูปเสือโคร่งคำราม พร้อมกับตัวอักษรคันจิซึ่งเป็นนามสกุลของตระกูลยากูซ่าอันเก่าแก่…..โทระ รุ่นที่ 9
“แม่ไม่เป็นไรเลยแจจุง....เจ้ากลับไปเกาหลีนั่นแหละดีที่สุดแล้ว.....เจ้าไม่คิดถึงซองอิมรึ?”
เสียงหวานเอ่ยน้ำเสียงอันน่าเกรงขามต่อบุตรชาย พลางจิบน้ำชาพร้อมรอยยิ้ม ทำให้แจจุงไม่สามารถเอ่ยประโยคต่อไปได้ ในเมื่อตัวเขาเองก็คิดถึงพี่สาวเช่นเดียวกับที่ผู้เป็นแม่เอ่ยบอก
“เจ้ากลับเกาหลีไปแล้วไม่ใช่แต่จะได้อยู่กับซองอิมเพียงอย่างเดียว แต่เจ้าสามารถดูแลงานที่นั่นได้สะดวกยิ่งขึ้น.....”
มารดาเอ่ยต่อเมื่อจิบชาเสร็จ แจจุงรีบยกมือขึ้นรับถ้วยชาใบสวยจากมือบอบบางเรียวเล็กของมารดาอย่างนอบน้อม......ไร้ซึ่งสุ่มเสียงใดของบุตรชาย
“ได้เวลาที่แม่จะส่งเจ้าคืนให้โฮจินแล้ว......ไม่ต้องห่วงแม่แจจุง”
นางเอ่ยถึงพ่อของแจจุงที่เสียไปแล้วพร้อมรอยยิ้ม แม้แววตาของนางจะเศร้าหมองก็ตาม มือบอบบางยกลูบเรือนผมดำนุ่มของบุตรชายอย่างรักใคร่ นานแค่ไหนแล้วที่นางเลี้ยงแจจุงมาตามลำพังหลังจากแยกทางกับโฮจิน แม้เขาทั้งสองจะต้องห่างกันเพราะการงานก็เถอะ......แต่สุดท้ายเขาทั้งสองก็ต้องห่างกันไกลแสนไกล....
กี่ปีแล้วนะ นับตั้งแต่วันแรกที่พบกัน.....คิมโฮจิน
“ท่านแม่.....”
เสียงทุ้มไม่สามารถเอ่ยสิ่งใด นอกเสียจากเอ่ยเรียกผู้เป็นมารดาอย่างเคารพ ร่างสูงจึงก้มโน้มตัวคำนับมารดาจนศีรษะจรดพื้นเสื่อ ก่อนจะยกกายขึ้นและขยับเข้าไปโอบกอดร่างของมารดา
แจจุงรู้ท่านแม่เข้มแข็งเสมอ ไม่ว่าจะตกอยู่ในภาวะไหน เพียงเพราะเกิดมาในตระกูลที่แข็งแกร่ง ความเศร้า ความเสียใจ ความเจ็บปวด หรือแม้กระทั่งความรัก มันอยู่ไม่เคยยืนยาว มีเพียงความเข้มแข็งเท่านั้นที่อยู่คู่กับพวกเราไปจนวันตาย.....แต่สิ่งหนึ่งที่จะอยู่คู่ไปกับท่านแม่คือความรักที่มีต่อพ่อที่แสนอ่อนแอของเขา
พ่อที่แสนหวาดกลัว...แต่ก็ยังกล้าที่จะชกต่อยกับนักเลงเพื่อช่วยเหลือท่านแม่เอาวันในวันแรกที่ท่านทั้งสองได้พบกัน โดยไม่รู้ว่าท่านแม่คือคุณหนูของตระกูลยากูซ่าผู้ยิ่งใหญ่
พ่อที่แสนขี้อาย...แต่กลับตกลุมรักท่านแม่ อย่างถอดตัวไม่ขึ้นในวันแรกที่ช่วยท่านแม่ไว้ แม้จะมารับรู้ความจริงว่าท่านแม่คือลูกสาวของยากูซ่าในภายหลังก็ตาม
แต่ทั้งหมดก็ทำให้ท่านแม่รักและยอมที่จะฝากชีวิตของท่านไว้กับพ่อ รวมถึงท่านตาที่รักและไว้ใจพ่อ....พ่อที่แสนอ่อนแอของเขา....คิมโฮจิน
ท่านแม่รับช่วงต่อจากท่านตาแทนเขาซึ่งเป็นหลานชายเหมาะสมที่จะเป็นทายาทรุ่นต่อไป หากแต่ท่านแม่ไม่อยากให้เขาเป็น ท่านแม่จึงขอร้องต่อท่านตา.....เขาโตขึ้นมาด้วยความอ่อนหวานบวกความเข้มแข็งของท่านแม่ และความแข็งแกร่ง เด็ดเดี่ยวแบบท่านตา.....เขาจะไม่อ่อนแออย่างพ่อ
.
.
.
.
.
.
.
.
.
-สองอาทิตย์ต่อมา-
-โซล เกาหลีใต้-
*สนามบินอินชอน*
อาคารผู้โดยสารขาเข้าเนืองแน่นไปด้วยผู้คนมากมาย หลายเชื้อชาติ และเจ้าบ้านบางส่วนก็มาเพื่อยืนรอรับกรุ๊ปทัวร์ เพื่อน หรือญาติพี่น้อง เช่นเดียวกับเจ้าบ้านกลุ่มนี้ ปาร์คยูชอน ชิมชางมิน และคิมซองอิม นับรวมยูอาอินที่วันนี้อาสาขับรถให้ทั้งสามคนด้วยตัวเองอีกคน บุคคลทั้งสี่กำลังยืนรอ เพื่อน หรือน้องชาย จะสถานะไหนก็แล้วแต่ บุคคลที่ทั้งสี่กำลังรอ ก็คือคนคนเดียวกัน.....คิมแจจุง
รอกำหนดเวลาเครื่องลงไม่นาน ผู้โดยสารมากมายก็ทยอยเดินกันออกมา ก่อนทั้งสี่จะเผยรอยยิ้มเมื่อเห็นบุคคลที่รอคอยเดินปะปนมากับผู้คนมากมายเหล่านั้นด้วย ร่างสูงสง่าสวมสูทสีดำ ขับให้ดูมาดเข้ม ผมสั้นทุยดำขลับจัดทรงดูดี ปกปิดดวงตาคมด้วยแว่นดำยี่ห้อดัง รวมทั้งหมดคือคิมแจจุง....เจ้าตัวเดินเรื่อยๆอย่างไม่รีบร้อน สองฝ่ามือซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อสูทร่วมสมัย ส่วนกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่อยู่บนรถเข็น ก็มีลูกน้องคนสนิทเข็นตามหลังมาให้ เมื่อสายตาภายใต้แว่นมองเห็นกลุ่มคนที่ยืนรอรับตนอยู่ ริมฝีปากเรียวก็คลี่ยิ้มอย่างยินดี บุคคลผู้แรกที่รีบเดินเข้ามาหาแจจุงคือ ซองอิม พี่สาวของเขานั่นเอง หล่อนโอบกอดน้องชายร่างสูง เอาไว้แนบแน่น เช่นเดียวกับแจจุงที่รีบดึงมือออกมากระเป๋าเสื้อและกอดตอบพี่สาว
“ผมกลับมาแล้วครับพี่ซองอิม”
เพียงแค่ประโยคนี้ประโยคเดียวของน้องชาย ก็ทำเอาหล่อนดีใจจนน้ำตาเกือบไหล หล่อนดันร่างของน้องชายออกห่าง ก่อนจะไล้ฝ่ามือยังใบหน้าหล่อเหลาของน้องชายด้วยความคิดถึง แจจุงจึงยกมือขึ้นถอดแว่นตาออก เพื่อมองดวงหน้าของพี่สาวให้ชัดยิ่งขึ้น
“แจจุงของพี่โตขึ้นขนาดนี้เลยหรอเนี่ย”
ซองอิมแซวน้องชายขณะที่เลื่อนฝ่ามือลงจับท่อนแขนของแจจุง พลางยิ้มอ่อนหวาน.....พี่ซองอิมยิ้มสวยเหมือนท่านแม่
“ผม 26 แล้วนะครับพี่ซองอิม ไม่ใช่ 6 ขวบอย่างแต่ก่อน”
แจจุงต่อล้อต่อเถียงพี่สาวอย่างน่าเอ็นดู เรียกเสียงหัวเราะจากซองอิมได้มากโขทีเดียว
“ไปๆๆ...ไปทักทายเพื่อนเราก่อนเร็วเข้า”
เมื่อพูดคุยกับพี่สาวพอหอมปากหอมคอ ซองอิมก็ไล่ให้แจจุงไปทักทาย ยูชอนและชางมินที่ยืนรออยู่เบื้องหลังหล่อนทันที แจจุงยิ้มรับพี่สาว และเดินตรงไปหาเพื่อนรักทั้งสองคนในทันที
“ไงไอ้ยูชอน? ไอ้หมอ?” แจจุงเอ่ยทักทายเพื่อนยียวน
“แหม.....ไอ้คุณหนู กลับมาทั้งทีทักทายเพื่อนได้มีมารยาทมากเลยนะขอรับ”
เป็นชางมินที่ยียวนตอกกลับไปบ้าง นั่นยิ่งเรียกเสียงหัวเราะแผ่วเบาจากเพื่อนคนข้างๆ ได้พอควร ก่อนยูชอนจะเอ่ย
“ต้อนรับกลับบ้านนะเว้ยไอ้แจ”
เสียงทุ้มเอ่ยบอกเพื่อนพร้อมรอยยิ้ม ก่อนแจจุงจะเดินเข้ามาใกล้ทั้งยูชอนและชางมินมากขึ้น และออกแรงกระโดดโถมร่างเข้าล็อคคอกอดเพื่อนทั้งสอง เรียกเสียงโวยวายของยูชอนและชางมินได้มากมายเลยทีเดียว แต่เสียงที่ปะปนกับเสียงโวยวายนั้นกลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข เช่นเดียวกับซองอิมที่ยืนมองอยู่ใกล้ๆนี้
“กลับกันเถอะเด็กๆ ไปทานอาหารค่ำกันได้แล้ว”
ท่ามกลางผู้คนมากมายที่ต่างเฝ้ามอง ชายหนุ่มรูปหล่อสามคนหยอกล้อเล่นกันอย่างกับเด็กๆ เสียงหวานของผู้เป็นพี่สาวก็เอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน.....เด็กๆ
“นั่นสิ.....เกือบลืม ค่ำนี้แกจัดเลี้ยงต้อนรับให้ฉันใช่มั้ยไอ้ยูชอน? รีบไปเลยล่ะกันหิวจะแย่”
แจจุงทำเหมือนนึกขึ้นได้ เลยรวบรัดตัดบทอย่างรวดเร็ว ทำเอาชางมินหลุดขำออกมาอย่างเลี่ยงไม่ได้....คิมแจจุงยังเหมือนเดิม.....ยูชอนหันมามองหน้าชางมินอย่างรู้กัน.....กะล่อนเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน!
ก่อนที่แจจุงจะเดินกอดคอพี่ซองอิมไปเพื่อขึ้นรถ แจจุงไม่ลืมที่จะแนะนำลูกน้องคนสนิทให้ยูชอน ชางมิน และอาอินได้รู้จัก
“นี่ซงจุงกินะ ลูกน้องคนสนิทฉันเอง พวกแกคงจะไม่เคยเห็นเท่าไหร่ เพราะท่านแม่ส่งนายนี่มาดูความประพฤติฉันโดยเฉพาะเลยล่ะ ฮ่าๆ”
แจจุงแนะนำจุงกิให้เพื่อนได้รู้จัก รวมถึงอาอินด้วยอย่างอารมณ์ดี เพราะต่อไปพวกเขาทั้งหมดต้องร่วมงานกัน
“ยินดีที่ได้รู้ครับคุณยูชอน คุณชางมิน ผมฝากตัวด้วยนะครับ”
จุงกิโค้งคำนับทำความเคารพอย่างสุภาพเรียบร้อย และด้วยเพราะใบหน้าหวานหยด ทำให้ชางมินลิ่วตามองแจจุงแบบจับผิด และนั่นก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของจุงกิไปได้
“ผมเป็นลูกน้องคนสนิทของคุณหนูโทระเท่านั้นครับ ไม่ได้เป็น “ไอ้หนู” ”
จุงกิอธิบายทั้งหมดนออกไปอย่างฉะฉาน เมื่อเห็นสายตาหวาดระแหวงของชางมิน ภายใต้ใบหน้าหวานสวยที่เรียบเฉย
“ไอ้หมอเจอฤทธิ์ซงจุงกิเข้าแล้ว ฮ่าๆๆ” เรียกให้แจจุงระเบิดเสียงหัวเราะเพื่อนรักออกมาอย่างไม่เกรงใจ
“หึ....จุงกิ นี่ยูอาอินลูกน้องคนสนิทของฉัน ทำความรู้จักกันไว้สิ”
ยูชอนหัวเราะในลำคอให้กับอาการหน้าแตกของเพื่อนหมอ ก่อนจะหันมาผายมือแนะนำอาอิน ให้รู้จักกันเอาไว้
“ผม ยูอาอิน ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
“ผม ซงจุงกิ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ”
ทั้งอาอินและจุงกิ ต่างทำความรู้จักกันและกันอย่างนอบน้อม
“อาอินช่วยจุงกิ ขนกระเป๋าแจจุงไปไว้ที่รถด้วย”
ยูชอนสั่งอาอิน ก่อนจะเดินนำหน้าและพาทุกๆคนออกจากสนามบิน เพื่อมุ่งหน้าไปโรงแรมของเขา สถานที่ ที่ใช้จัดเลี้ยงมื้อค่ำเล็กๆภายในครอบครัวให้คิมแจจุงเพื่อนรัก
.
.
.
ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินไม่นาน ก็ถึงโรงแรมในเครือตระกูลปาร์คในเวลาต่อมา อาอินที่เป็นคนขับ กับจุงกิที่นั่งหน้ามาด้วยรีบลงจากรถ เมื่ออาอินจอดรถลงที่หน้าประตูโรงแรม ต่างฝ่ายต่างเปิดประตูต้อนรับเจ้านายของตนเองอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เมื่อทั้งหมดลงมาจากรถแล้ว อาอินและจุงกิต่างช่วยกันขนกระเป๋าเดินทางของแจจุงออกมา เพราะค่ำนี้แจจุงจะพักอยู่ที่โรงแรมของยูชอนก่อนจะกลับเข้าบ้านในวันพรุ่งนี้
พนักงานต้อนรับรีบกุลีกุจอเข้ามาทำความเคารพท่านประธานของโรงแรมและเพื่อนสนิท อย่างประจบประแจง และมันจะดูไม่เป็นเป้าสายตาเลย หากบุรุษทั้งสามและอีกหนึ่งสตรีจะไม่หน้าตาดีเช่นนี้ แขกของโรงแรมมากมายที่อยู่แถวล็อบบี้ หรือแม้แต่ในเขตคอฟฟี่ช็อป ต่างมองพวกเขาเป็นตาเดียว เมื่อแต่ละคนเดินงามสง่าเข้ามา
“โรงแรมแกหรูดีนะยูชอน....ดูสิแขกเข้าพักเยอะเชียว หวังว่าห้องของฉันคนจะไม่เดินวุ่นวายนะโวย”
แจจุงมองสำรวจไปทั่วโรงแรมหรูของเพื่อน ขณะที่กำลังเดินไปยังห้องอาหาร แต่ก็ยังไม่วายจิกกัดเพื่อนไปตามประสาคนกวนอารมณ์
“ขอบใจที่ชม....ชั้นที่แกพักจะไม่มีวุ่นวายแน่นอน แต่มันก็ไม่แน่ หากคืนนี้แกจะหิ้วแม่สาวเกาหลีแสนสวยขึ้นห้อง”
ยูชอนเอ่ยขอบใจเพื่อนในช่วงแรก ก่อนจะตอบถึงส่วนของห้องพักให้เพื่อนฟัง แต่ไม่วายแซวเพื่อนเล่น....แต่เขารู้สุดท้าย ‘เรื่องแซว’ ก็จะกลายเป็น ‘เรื่องจริง’
แจจุงหันมามองหน้ายูชอน ก่อนทั้งสองจะยิ้มให้กันอย่างรู้ทัน ทำเอาพี่สาวอย่างซองอิมขนลุกแปลกๆ หล่อนจึงรีบเอ่ยขึ้นขัดอย่างหวงน้องชาย
“ยูชอน อย่าชี้โพรงให้เจ้าเสือของพี่นะ ดูสินั่นตาวาวเป็นอะไรเลย”
ซองอิมตีไหล่แจจุงไปหนึ่งทีโทษฐานเผยรอยยิ้มบวกทำสายตาเจ้าเล่ห์ไปตามคำพูดของยูชอน แต่เธอเองก็พูดทีเล่นทีจริง ไม่ได้จริงจังอะไร ทั้งนั่นยังทำให้เธอยิ้มได้อย่างมากมายเสียอีก เพราะอย่างน้อยแจจุงก็อยู่กับเธอ อยู่ใกล้พี่สาวอย่างเธอ
“เขามีแต่ ชี้โพรงให้กระรอก นะครับพี่ซองอิม ผมออกจะเป็นกระรอกน้อย”
แจจุงออดอ้อน โอบกอดพี่สาวอย่างเอาใจ พลางทำปากยื่นปากยาวคล้ายจะน่ารัก แต่ก็ไม่
“อย่างแกน่ะมันเสือ ไม่ใช่กระรอกไร้เดียงสาแล้วไอ้แจ” หมอหนุ่มช่วยเสริมทัพอีกคน
หนุ่มสาวทั้งสี่คนเดินหัวเราะอย่างสนุกสนานไปตามทางของโรงแรม จวบจนทั้งหมดมาหยุดอยู่หน้าห้องอาหารอิตาเลี่ยนสุดหรู ที่เงียบสงบ และเติมไปด้วยเหล่าพนักงานที่ต่างพอกันยืนเรียงแถวเพื่อต้อนรับท่านประธานและเพื่อนท่านประธาน ผู้จัดการห้องอาหารอิตาเลี่ยน รีบเดินมาทำความเคารพและเชิญท่านประธาน และเพื่อนทั้งหมดเข้าไปภายใน......แน่นอน วันนี้ยูชอนสั่งปิดห้องอาหารอิตาเลี่ยน เพื่อไว้ต้อนรับเพื่อนรักอย่างคิมแจจุง แม้เขาจะขาดรายได้จากห้องอาหารสุดหรูนี้ไปมากมายก็ตาม
ในขณะที่บุคคลทั้งสี่กำลังรับประทานอาหารเคล้าเสียงเพลงคลาสสิคที่เริ่มบรรเลง ทั้งเสียงหัวเราะ และเสียงพูดคุยกันอย่างคุ้นเคยสนุกสนานไม่เคยเงียบสงบลงไปเลย พี่น้องได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง และเพื่อนได้กลับมาเที่ยวเล่นด้วยกันอีกครั้ง มันจะมีความสุขไหนยิ่งใหญ่ไปกว่านี้ เมื่ออดีตกับปัจจุบันกลับมาเป็นเช่นเดิมแล้ว
หลังจากอาหารมื้อค่ำสิ้นสุดลง หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวอย่างซองอิมก็ต้องกลับบ้านก่อนที่จะค่ำไปมากกว่านี้ แม้แจจุงจะอ้อนให้พี่สาวพักด้วยกันที่โรงแรมของยูชอน แต่หล่อนกลับปฏิเสธด้วยความเกรงใจ สุดท้ายยูชอนจึงให้อาอินขับรถไปส่งซองอิมที่บ้านหล่อนก่อนใครเพื่อน ส่วนหมอชางมินต้องเข้าเวรรอบดึก เลยขอตัวกลับไปทำงานในเวลาต่อมา บัดนี้จึงเหลือเพียงยูชอนและแจจุงที่ย้ายจากร้านอาหารอิตาเลี่ยน ไปนั่งดื่มกันที่เลาจน์บาร์ภายในโรงแรมหลังมื้ออาหาร เพื่อนสนิททั้งสองนั่งพูดคุยเรื่องส่วยตัวกันไปบ้าง เรื่องงานปะปนกันไปบ้าง แม้จะไม่จริงจังเรื่องงานเท่าที่ควร เพราะแจจุงเอาแต่สอดสายตามองสาวสวยที่เอาแต่เดินผ่านไปผ่านมาคล้ายทอดสะพานหลากหลายนาง
“แกพักที่นี่หรือเปล่ายูชอน?” ปากถามไถ่เพื่อนแต่สายตากลับมองเลยไปเบื้องหลังยูชอนนู่น
“ไม่....ค่ำนี้ฉันว่าไปเคลียร์งานที่ผับแถวอินซาน”
ยูชอนว่า ก่อนจะกระดกวอดก้าจนหมดแก้ว ชายหนุ่มล้วงมือเข้ากระเป๋าเสื้อสูทก่อนจะวางบางสิ่งลงบนโต๊ะแก้วตรงหน้าแจจุง
“นี่รถแก จอดอยู่ในโซนวีไอพี” ยูชอนวางพวงกุญแจรถยนต์ลงบนโต๊ะ เพื่อให้เพื่อนรัก
“โห่....นี่แกใจดีถึงขนาดซื้อรถให้ฉันใช้ฉลองกลับเกาหลีเลยหรอว่ะเพื่อน”
แจจุงหยิบพวงกุญแจรถขึ้นโยนเล่น พลางเอ่ยแซวเพื่อนอย่างอารมณ์ดี
“เงินของแกนั่นแหละไอ้แจ....เฮ้ย ฉันกลับก่อนนะ เที่ยวให้สนุกล่ะ อย่าก่อเรื่องนะไอ้คุณหนู พรุ่งนี้มีนัดรับของ”
ยูชอนเอ่ยบอกเสียงเรียบว่าที่ซื้อก็เงินของแจจุงทั้งนั้น ก่อนจะตัดบทกระดกวอดก้าแก้วสุดท้าย และเอ่ยลาเพื่อนกลับก่อน แต่ยังไม่วายทิ้งท้ายยียวน
“เออๆ ไอ้คุณชายขี้งก!” เสียงทุ้มต่ำต่อว่าเพื่อนรักอย่างเซ็งๆ ที่แท้รถนี้ก็เงินของเขาเอง
“ว่าแต่จะท่องราตรีที่ไหนดีว่ะ.....ไม่คุ้นกับเกาหลีซะด้วยสิ”
แจจุงนั่งไขว่ห้างใช้ความคิด หลังเพื่อนเดินจากไปแล้ว ก่อนจะเหลือบสายตาไปเห็นสาวสวยคนที่เขานั่งมองอยู่พักใหญ่ แจจุงยิ้มมุมปากอย่างเป็นต่อ เมื่อหล่อนเดินตรงเข้ามาหาเขาแล้ว
‘สงสัยต้องหาใครนำทางซะแล้วมั้ง’
.
.
.
.
.
.
.
-ทางด้านจุนซู-
สองอาทิตย์ผ่านมาแล้วที่ร่างเล็กยังไม่มีทีท่าว่าจะบอกป้าว่าจะเรียนต่อ เพียงเพราะกลัวผู้เป็นป้าด่าว่าเอา ร่างเล็กจึงมาช่วยงานที่แผงปลาทุกวัน และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่ร่างเล็กช่วยงานป้าอย่างขยันขันแข็ง
ตอนนี้ค่ำแล้วทั้งจุนซูและซูจินป้าของจุนซูต่างช่วยกันเก็บแผงปลา เพื่อจะได้กลับบ้านกินข้าวเย็นพร้อมกันกับจินซอก
“อาทิตย์หน้าแกลองไปสมัครงานที่ร้านสะดวกซื้อดูสิจุนซู จะได้ช่วยค่ารักษาจินซอกอีกแรง”
ซูจินพูดขณะที่มือก็เก็บแผงปลาไปเรื่อยๆ โดยไม่เห็นสีหน้าของหลานชายเลยว่ารู้สึกอึดอัดกับคำว่าทำงานมากน้อยแค่ไหน เพราะจนถึงตอนนี้ซูจินก็ยังอยากให้จุนซูทำงานมากกว่าเรียนหนังสือต่อไป
“ครับป้า....ผมจะลองไปสมัครดูครับ”
จุนซูกล้ำกลืนตอบผู้เป็นป้าอย่างเลี่ยงไม่ได้ อย่างน้อยถ้าตอนนี้เขาได้งานทำ มันก็ยังดีที่เขาจะได้เงินเพิ่มจากที่อื่น เพื่อจะได้นำเงินมาซื้อยารักษาพ่อ
“ไงสองป้าหลาน....ยังเก็บแผงไม่เสร็จอีกหรอ.....จ๊ะ!”
เสียงยียวนกวนอารณ์ดังขึ้น เรียกให้ทั้งซูจินและจุนซูหันไปมอง.....พวกเลวนี่อีกแล้ว
“จุนซูแกกลับบ้านไปก่อน....เดี๋ยวฉันตามไป”
ซูจินบอกให้จุนซูล่วงหน้ากลับบ้านไปก่อน เพราะหล่อนเกลียดสายตาของไอ้พวกสาระเลวพวกนี้เวลามองหลานชายของเธอ
“ต...แต่ว่าป้าครับ”
จุนซูเห็นอยู่แล้วว่าผู้ชายพวกนี้มาเพื่ออะไร แต่การที่ป้าบอกให้เขากลับก่อนมันจะดีหรือ ถึงอย่างไงป้าก็เป็นผู้หญิง ถ้าเกิดอะไรขึ้นและเขาจะทำอย่างไร
“กลับไปเถอะน่า!!”
ซูจินตะคอดหลานชายเสียงไม่ดังนัก แต่มันก็มีอำนาจมากพอที่จะทำให้จุนซูทำตาม จุนซูวางของที่กำลังเก็บแผงอยู่ลงกับพื้น ก่อนจะหยิบกระเป๋าใบเล็กขึ้นสะพาย และเตรียมเดินออกจากตลาดไปเพื่อกลับบ้าน
“ให้พี่ไปส่งไหมจ๊ะน้องจุนซู”
ไอ้ยองพิลเดินมาขว้างทางจุนซูเอาไว้ พลางเอ่ยก้อร่อก้อติกอย่างน่าหมั่นไส้ ครั้นจุนซูจะเดินเลี่ยงก็ยังจะหน้าด้านยื่นมือไปสัมผัสแก้มนวลให้ชื่นใจก่อนจะหัวเราะอย่างถูกใจราวกับคนบ้าสติไม่เต็มเต่ง ก่อนจะปล่อยให้ร่างเล็กเดินจากไป พร้อมกับสายตาแสนหื่นกระหายของมัน
“จะเอาเงินก็มาทางนี้”
ซูจินรำคาญยองพิลจึงเอ่ยเรียกเสียงดัง คลายแววตาหื่นกระหายนั้นได้มากโข หล่อนหยิบเงินออกจากกระเป๋าและส่งให้ไอ้ฮยองวอนหัวหน้าไอ้ยองพิลอีกที ที่ยืนอยู่ใกล้หล่อนตั้งแต่แรก
“นี่คิมซูจิน...หลานชายเธอหน้าตาดีนะ สนใจมาทำงานให้เจ้านายฉันมั้ยล่ะ? ได้เงินดีนะ”
เสียงฮยองวอนเอ่ยไล่หลังซูจิน เมื่อหล่อนจ่ายเงินให้พวกมันแล้ว หล่อนก็หันหลังมาเพื่อเก็บร้านที่เหลืออีกนิด เพื่อรีบๆกลับบ้าน โดยที่เสียงของไอ้ฮยองวอนก็ดังเข้าประสาทการรับรู้ของเธอทุกประโยค แต่หล่อนไม่คิดจะหันไปสนใจในสิ่งที่ฮยองวอนพูด เพราะเธอรู้ว่างานที่ว่านั้นมันคืออะไร
เมื่อฮยองวอนเห็นซูจินทำเป็นไม่ได้ยินหรือสนใจในสิ่งที่ตนพูด สีหน้าที่เคยแย้มยิ้มอย่างผู้ชนะในคราแรกก็เปลี่ยนเป็นโกรธขึง โดยมียองพิลและลูกน้องอีกคนคอยผสมโรงด้วยอีกคน
“หยิ่งไปเถอะมึง แล้วกูจะคอยดูว่าใครมันจะชนะ....เฮ้ยกลับเว้ย!”
น้ำเสียงและประโยคเลวทรามตะคอกดังก้องอย่างยิ่งใหญ่คับฟ้า ก่อนจะพากันออกไปจากตลาด ซูจินได้ยินทุกประโยคชัดเจน ดูท่าไอ้พวกนี้มันจะไม่ปล่อยหลานเธอไปง่ายๆเสียแล้ว ซูจินรีบเดินออกจากแผงร้าน เพื่อกลับให้ทันเจอจุนซูที่หล่อนปล่อยให้กลับไปคนเดียวก่อนหน้านี้อย่างเป็นห่วง
.
.
.
จากตลาดกลับมาถึงบ้านใช้เวลาเดินไม่นาน จุนซูจึงถึงบ้านอย่างปลอดภัย ร่างเล็กรีบเดินเข้าบ้านพร้อมรอยยิ้ม เพราะไม่ว่าเขาจะพบเจอกับอะไรมา เมื่อกลับถึงบ้านแล้วพบรอยยิ้มของพ่อ ความเหนื่อยล้า ท้อแท้ในหัวใจก็จะจางหายไป
“พ่อจ๋า.....หนูกลับมาแล้ว”
เสียงใสเอ่ยประโยคประจำหลังจากเปิดประตูบ้านหลังเล็กเข้าไป และเช่นเคยพ่อจะนั่งพร้อมส่งรอยยิ้มกลับมาให้เขา.....แต่วันนี้
“พ่อ!!!!”
เสียงหวานเรียกบิดาเรียงหลง พลางวิ่งถลาเข้าไปในตัวบ้าน เมื่อภาพที่ปรากฏแก่สายตาเรียว ไม่ใช่รอยยิ้มของพ่อเหมือนเช่นเคย ร่างของจินซอกนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นบ้าน.....นานแค่ไหนแล้วก็มิอาจทราบได้
“พ....พ่อ...พ่อ อึก.....พ่อได้ยินเสียงหนูมั้ย?....พ่อจ๋า”
เสียงหวานเรียกบิดาปนเสียงสะอื้นไห้ น้ำตามากมายพรั่งพรูออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ร่างเล็กของลูกนั่งพยุงร่างผอมบางของบิดาไว้แนบอก ใบหน้าซีดเซียวและเปลือกตาที่หลับสนิทของจินซอกทำให้จุนซูใจไม่ดี รวมถึงคราบเลือดที่ไหลออกจากปลายจมูกของพ่อ จุนซูใช้ฝ่ามือลูบเช็คคราบเลือดออกจากปลายจมูกของพ่ออย่างแผ่วเบา......พ่อยังหายใจ
แม้จินซอกจะไม่ได้สติ เพราะร่างกายที่ป่วยจนแทบจะเยื้อเอาไว้ไม่ไหว เขาสู้กับมันมาตลอด ไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้ลูกได้เห็น แต่ในวันนี้ เขาดูเหมือนจะต่อสู้กับมันไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
“...น.....หนูจะพาพ่อไป..อึก...ฮือ....หาหมอนะ”
ร่างเล็กไม่รอช้า หรือรอให้ป้ากลับมาถึงบ้านก่อน เขาพยุงกายตนให้ลุกขึ้น และแบกร่างที่ไร้สติของจินซอกขึ้นหลัง แม้ขาของจุนซูแทบจะไร้เรียวแรงให้ก้าวเดิน แต่ด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแพ้และจะไม่ยอมให้พ่อแพ้ต่อโรคร้าย เขาจะต้องพาพ่อไปให้ถึงมือหมอให้ได้......ด้วยสองขานี้ของลูก
จุนซูแบกร่างจินซอกขึ้นหลัง และเดินออกมาจนถึงถนนหน้าบ้าน ช่วงเวลานี้ประมาณสอง-สามทุ่มโดยประมาณ เขตอินซานแม้จะไม่ไกลจากโซล แต่ก็ไม่ใกล้ บนถนนเส้นที่รถลาพากันวิ่งแบบไม่สนใจสิ่งใด จุนซูต้องการเพียงรถแท็กซี่สักคันที่จอดรับเขาและพ่อ
ในเวลานั้นมีรถยนต์สุดหรูคันหนึ่งวิ่งผ่านหน้าของจุนซูไป ด้วยความเร็วเพื่อตรงไปผับ ที่เขาเป็นเจ้าของ
โชคชะตาได้วิ่งผ่านหน้าพวกเขาทั้งสองไปอีกครั้งแล้ว.....
ไม่นานก็มีแท็กซี่คันหนึ่งก็จอดรับจุนซูและพ่อ.....หากแต่ในความโชคดีก็ยังมีความโชคร้าย
“จะไปไหน?” น้ำเสียงทุ้มห้วน ของชายหนุ่มที่ขับแท็กซี่ถามผู้โดยสารร่างเล็กด้วยความไม่ใส่ใจ
“ไปโรงพยาบาลโซล ฮึก...ครับ”
เสียงปนสะอื้นไห้ของเด็กชายไม่ได้ทำให้หนุ่มขับแท็กซี่เป็นเดือดเป็นร้อนอะไรเลย เมื่อรถเคลื่อนตัวออกไป จุนซูก็จับร่างของจินซอกนอนหนุนตักของเขา น้ำตาของจุนซูไม่ได้หยุดไหลเลยแม้แต่หยดเดียว เขากลัว เขากลัวไปหมดแล้ว....เขากลัวจะเสียพ่อไป
“พ...พี่ชาย...ขับเร็วกว่านี้ อึก...หน่อยได้มั้ยครับ”
เมื่อใช้เวลามาสักพัก แท็กซี่ก็ขับเข้าเขตโซล แต่คนขับกลับไม่ได้รู้สึกรู้สาถึงความร้อนใจของจุนซูเลยสักนิด ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าได้รับคนป่วยขึ้นมา ทั้งยังใส่อารมณ์หักรถเข้าไปจอดนิ่งอยู่ข้างทาง
“ที่ให้ขึ้นมาถึงนี่ก็บุญแล้ว...เงินก็ไม่มีจ่ายด้วยใช่มั้ยเนี่ย?....ไปเลย ลงไปเลย”
นี่หรือน้ำใจของคน.....น้ำใจที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่เดือดร้อนเป็นเช่นนี้เองหรือ
“พ...พี่ชายพาพ่อผมไปส่งโรงบาลก่อนนะครับ...แล้วเงินผมจะจ่ายให้”
จุนซูอ้อนวอนทั้งน้ำตา มือเล็กบีบฝ่ามือแสนเย็นเฉียบของพ่อเอาไว้จนแน่น ด้วยความกลัว
“ไหนเงินเอามาสิ นี่ห้าพันวอนแล้ว ถ้ามีจะพาไปส่ง!” คนขับหน้าเลือดต่อรอง พร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
จุนซูรู้อยู่แกใจว่าเขาไม่มีเงินมากขนาดนั้น ที่มีติดตัวแต่ล่ะวันก็ไม่ถึงห้าพันวอนอยู่แล้ว แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าแท็กซี่ได้ เขาก็ได้แต่หวังในน้ำใจของเพื่อนมนุษย์ที่จะช่วยเหลือกันในยามเดือดร้อนเช่นนี้ก็เท่านั้น แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับเป็นความเห็นแก่เงินเช่นนี้หรือ?
ร่างเล็กเอาแต่นั่งร้องไห้ กอดร่างไร้สติของพ่อเอาไว้ เพราะเขาไม่มีเงิน เขาไม่มี......
“ลงไป!!”
เสียงทุ้มตะคอกดังลั่นรถ เด็กชายสะดุ้งตกใจด้วยหวาดกลัว ไม่มีทางใดที่เขาจะทำได้นอกเสียจาก เปิดประตูและแบกร่างของพ่อขึ้นหลัง ลงจากรถ....เพียงแค่ยืนอยู่ริมฟุตบาทถนนในเมืองหลวง ที่รถลาควักไขว่ คนเมืองที่เดินผ่านไปมา มองเด็กชายร่างเล็กแบกชายวัยกลางคนอยู่บนหลัง ราวกับเป็นสิ่งแปลกประหลาด
ขาจุนซูแทบอ่อนแรง คล้ายสิ้นความหวัง น้ำตาที่ไหลรินเมื่อเงยขึ้นมองสบสิ่งรอบกาย ช่างพล่ามัว จากจุดนี้ไปโรงพยาบาลโซลยังอีกไกล เรียวขาบอบบางเริ่มก้าวเดินไปตามฟุตบาทอีกครั้ง ท่ามกลางสายตาของผู้คนรอบข้าง......เขาจะสู้ต่อไป ไม่ใช่เพื่อชีวิตเขาแต่เพื่อชีวิตพ่อ
แต่เมื่อก้าวเดินไปได้สองสามก้าว ก็มีรถยนต์สีดำคันสวย ขับเข้ามาจอดตัดทางเดินของเขา หนุ่มเจ้าของรถ รีบเปิดประตู ก้าวยาวๆมาทางเขา และหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขา จุนซูมองไล่ตั้งแต่ปลายเท้า ก่อนจะค่อยๆเลื่อนสายตาที่พล่ามัวไปด้วยหยดน้ำตาขึ้นมองบุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้า ชุดสูทสีดำดูดี บวกกับใบหน้าหล่อคมคาย ทั้งหมดของชายหนุ่มตรงหน้าไม่ได้ทำให้จุนซูมีรอยยิ้มขึ้นมาได้ หากไม่ได้ยินประโยค ประโยคนี้จากอีกฝ่าย
“น้องชายมีอะไรให้พี่ช่วยมั้ยครับ?”
เพียงแค่ประโยคนี้ประโยคเดียวจริงๆ ที่เขารอเพื่อนมนุษย์สักคนที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยพ่อเขาไว้
“พี่ชาย....พี่ชาย ฮึก...พาพ่อผมไปโรงพยาบาลโซลทีครับ”
จุนซูยิ้มให้อีกฝ่ายทั้งน้ำตา ร่างเล็กจึงไม่รีรอให้ลมหายใจของพ่อหมดไป เสียงหวานสั่นเครือเอ่ยบอกพี่ชายใจดีให้รีบช่วยเหลือ ชายหนุ่มตรงหน้าก็ไม่รีรอเช่นกันเมื่อเด็กหนุ่มเอ่ยขอ ร่างสูงเข้าไปช่วยพยุงร่างผอมบางของจินซอกลงมาจากหลังของจุนซู ก่อนจะพยุงร่างของจินซอก เดินตรงไปยังรถ รีบเปิดประตูรถ บอกให้จุนซูเข้าไปนั่งด้านใน และช่วยกันจับร่างไร้สติของจินซอกเข้าไป เรียบร้อยชายหนุ่มก็รีบวิ่งมานั่งประจำที่คนขับ และขับกระชากรถออกไปด้วยความเร็ว
“พ่อจ๋า....พ่อได้ยินเสียงหนูมั้ย....ม..มี..ฮึก พี่ชายใจดี...กำลังพาพ่อไปหาหมอแล้วนะ พ....พ่ออย่าเป็นอะไรนะจ๊ะ”
เสียงหวานสะอื้นไห้ แต่ก็ยังคอยพูดให้จินซอกได้ยินเสียง พลางเอ่ยถึงพี่ชายใจดีที่ว่าให้จินซอกฟังด้วย ร่างเล็กนั่งกอดร่างของจินซอกไปตลอดทาง...ลมหายใจของพ่อคือชีวิตของเขา
ขณะที่ขับรถชายหนุ่มก็ชำเลืองสายตามองเด็กหนุ่มร่างเล็กอยู่เป็นระยะๆ ทำไมมันถึงช่างเป็นภาพที่แสนจะสะเทือนใจเช่นนี้นะ ภาพของเด็กชายอายุไม่น่าจะเกิน15-16ปี ที่มีความกตัญญูรู้คุณบิดาที่ป่วยหนัก อาการแย่ ยืนแบกร่างของผู้เป็นพ่อทั้งที่ขาตนแทบหมดเรี่ยวแรง แต่บุคคลรอบข้างกลับมองเด็กหนุ่มราวกับเป็นตัวประหลาด บ้างมองเลยผ่านไม่แยแสต่อความเดือดร้อนที่กำลังรอความหวังนี้...ลมหายใจของพ่อก็เหมือนลมหายใจของลูก
ที่เขาตัดสินใจช่วยเด็กหนุ่มคนนี้ ก็เพราะความกตัญญูที่มีต่อบิดายามที่ท่านกำลังหมดแรง และเป็นเหมือนได้ทดแทนช่วงเวลาที่ผ่านเลยระหว่างเขาและพ่อ...วันสุดท้ายของพ่อ เขาไม่ได้ทำในสิ่งที่เด็กหนุ่มคนนี้กำลังทำ
TBC…
edit @ 27 Jan 2012 13:21:08 by masoo
Tags: ficyoosu, jyj4 Comments








อันยอง...

#1 By ammonia (124.122.222.19) on 2012-01-27 16:17