[Fic]~Choice~ทางเลือกของหัวใจ[2Kim]Part.18
posted on 18 Feb 2012 13:48 by makiya-junsu in ChoicesSubject : [Fic] ……~Choice~……ทางเลือกของหัวใจ
Author : masoo
Part : 18
Character : 2Kim
Rate : PG-13
ปล.ขอบคุณประกอบฟิคงามๆจากน้องแพรวนะจ๊ะ
ปล.อาจมีภาษาที่ผิดพลาด ก้อยขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ^^
**ฟิคชั่นเรื่องนี้คู่หลักคือทูคิมนะคะ คิมแจจุงและคิมจุนซู หากไม่นิยมชมชอบ
** ฟิคชั่นเรื่องนี้เกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้แต่งหาได้มีส่วนของความเป็นจริงไม่

พอเถอะ...หยุดเถอะ.....หัวใจอันแสนปวดร้าว....
จบมันลงเสียที
.
.
.
.
.
ปลายทางของหัวใจกำลังจะสิ้นสุดลง...ด้วยลมหายใจอันแผ่วเบา
.
.
.
.
.
.
.
.
.
ยูชอนนั่งทรุดกายอยู่ที่สถานีรถไฟแห่งเดิม หลังจากแจจุงพาจุนซูออกไปนานนับชั่วโมง เขาก็ยังคงถูกลูกน้องของอดีตเพื่อนรักจับกุมตัวเอาไว้ไม่ยอมปล่อยไปไหน และเมื่อหนึ่งในนั้นได้รับโทรศัพท์ กลุ่มชายฉกรรจ์ชุดดำจึงยอมปล่อยเขาให้เป็นอิสระ โดยที่ร่างกายไม่มีรอยฟกช้ำตรงจุดไหนเลย นอกเสียจากหัวใจ
ใช้เวลาไม่นานยูชอนก็กลับขึ้นห้องพักในโรงแรม...หากแต่เมื่อเปิดประตูเข้าไป ร่างของน้องชายกลับวิ่งโผเข้ามากอดเค้าไว้พร้อมกับร้องไห้ฟูมฟาย
“ฮึก.....ฮืออออ...พ....พี่...ฮึก....ยูชอน...หายไป...ฮึก....ไหน....ฮือ...มา...ผมกลัว....ผมกลัว.....”
เสียงหวานเอ่ยสะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร พลางกอดรัดร่างสูงโปร่งของพี่ชายเอาไว้แน่น...ยูฮวานกลัวเมื่อเผลอตื่นขึ้นมาแล้วไม่พบพี่ชายอยู่ในห้อง จะออกไปตามข้างนอกก็กลัวจะพบแจจุง ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไหร่ และพี่ชายก็ยังไม่กลับมา เด็กหนุ่มจึงกังวลกลัวว่าแจจุงจะจับตัวพี่ชายของเขาไปทำร้าย และเมื่อพี่ชายกลับมาอย่างปลอดภัย ยูฮวานจึงร่ำไห้ด้วยความดีใจ....และที่สำคัญยูฮวานกลัวการอยู่เพียงลำพังที่สุด
“ไม่เอาไม่ร้องนะ เด็กดีของพี่....พี่ออกไปซื้อของกินแต่กลับช้าไปหน่อย ไม่ร้องนะ ไม่ร้องพี่อยู่นี่แล้ว”
ยูชอนที่ไม่รู้ว่าน้องชายไปเจออะไรมาบ้างก่อนหน้านี้จึงไม่คิดว่ายูฮวานจะห่วงเขาด้วยเรื่องของแจจุง พี่ชายคิดไปว่าน้องชายเผลอตื่นขึ้นมากลางดึก เมื่อไม่เห็นเขาเลยออกอาการหวาดกลัวอย่างที่เห็น ยูชอนยกยิ้มอย่างอ่อนโยน มือใหญ่ลูบไล้เลือนผมนุ่มของน้องชายอย่างปลอบประโลม กลีบปากอิ่มพร่ำบอกว่าไม่เป็นไร ให้น้องชายอุ่นใจ และคลายก้อนสะอื้นไห้ให้เบาบางลงเรื่อยๆ จนมันจางหายไป ก่อนที่พี่ชายที่แสนดีจะจูงมือน้องชายสุดที่รักไปไปล้มตัวนอนอีกรอบ ยูฮวานว่าง่ายรีบล้มตัวลงนอน มือเล็กกอบกุมมือของพี่ชายเอาไว้ไม่ยอมปล่อย จนกระทั่งหัวใจดวงน้อยสงบลง เปลือกตาบางหลับพริ้มลงในที่สุด
“หลับซะเด็กดีของพี่”
เสียงทุ้มอ่อนโยนเอ่ยขับกล่อมเมื่อเห็นเปลือกตาเรียวบางของน้องชายพริ้มหลับลง ลมหายใจสม่ำเสมอ ยูชอนลูบหลังมือเล็กของน้องชายที่ยังจับมือเค้าไม่ยอมปล่อยอย่างแผ่วเบา
ปาร์คยูฮวานเป็นเด็กน่ารัก ว่านอนสอนง่าย และเขาไม่น่าเป็นเหยื่อของความแค้นของคิมแจจุงเลย
เมื่อน้องชายหลับแล้ว ยูชอนก็ออกมานั่งรับลมที่ระเบียงห้องพัก ชายหนุ่มนั่งครุ่นคิดหาหนทางเพื่อให้รู้ว่าแจจุงพาจุนซูไปอยู่ที่ใด และยูชอนมั่นใจว่าแจจุงยังไม่พาจุนซูออกไปจากเกาะเชจูเป็นแน่ ชายหนุ่มนั่งหน้าเครียดอยู่ครึ่งค่อนคืนไม่ได้หลับได้นอน จนกระทั่งแสงพระอาทิตย์โผล่ขึ้นเหนือท้องทะเลยามเช้า กลายเป็นเช้าวันใหม่
ยูชอนเชื่อว่าการที่เขาได้พบจุนซูครั้งนึงแล้ว มันก็ต้องมีครั้งต่อไป และต่อไป หัวใจที่เชื่อมโยงกันไว้ ต่อให้ห่างไกลแค่ไหน เขาก็จะตามไปหาอีกฝ่ายให้เจอ
“ผมจะไม่ยอมปล่อยให้คุณหลุดลอยไป คิมจุนซู”
.
.
.
.
.
.
.
.
-บ้านเกาะ-
ยามเช้าอันแสนสดใส แสงแดดอ่อนๆอาบไล้บ้านสีขาวหลังใหญ่บนพื้นที่เกาะส่วนตัว สวยงามราวกับสรวงสวรรค์ในภาพวาด เรื่อยไปยังห้องนอนหลังใหญ่ หน้าต่างทุกบานเปิดรับลม ที่พัดพากลิ่นอายของท้องทะเลให้รู้สึกสดชื่น ผ้าม่านพลิ้วไสวตามแรงลม เตียงนอนหลังใหญ่ประดับด้วยเรือนกายบอบบางภายใต้นวมผืนหนา เปลือกตาหลับพริ้มแนบสนิท ดวงหน้าหวานใสระเรื่อสีชมพู ปลายจมูกมนรั้นผ่อนลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ กลีบปากเรียวเล็กสวยรับกับดวงหน้าหวาน...สวยงาม บอบบาง น่าทะนุถนอม....ทุกๆองค์ประกอบรวมกันออกมาเป็นคิมจุนซู
มาเฟียหนุ่มเจ้าของบ้านไม่ได้ไปไหน หากแต่นั่งอยู่ริมเตียงนี้ ไม่ไปไหน....ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว หลังจากที่จุนซูเป็นลมล้มพับลงไป แจจุงก็อุ้มร่างบางเข้าห้องนอน และดูแลจุนซูด้วยตัวเองไม่เคยห่าง....แจจุงรู้ตัวดีว่าจุนซูทำให้เขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จุนซูทำให้เขาเปลี่ยนไปเหมือนเมื่อก่อน ยามที่จินกิยังอยู่...หัวใจของเขาอบอุ่นขึ้น แม้ความรู้สึกที่แสดงออกมาจะทำให้หัวใจเจ็บปวดเป็นครั้งคราวก็ตาม
แจจุงยังไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน เขานั่งเฝ้ามองจุนซูในยามหลับตลอดค่ำคืนที่ผ่านมา จนกระทั่งแสงอาทิตย์ยามเช้าสอดส่อง ริมฝีปากร้ายเผยยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อสายตาคมมองสบใบหน้าหวานที่กำลังหลับพริ้ม บ่อยครั้งที่มาเฟียหนุ่มโน้มเครื่องหน้าหล่อเหลาลง เพื่อเข้าใกล้ดวงหน้าหวานนั้นของจุนซู และแนบจุมพิตแผ่วเบายังหน้าผากมน ปรางแก้ม และกลีบปากเรียว...ครั้นในเช้านี้ก็เช่นกัน แจจุงโน้มใบหน้าตัวเองลง เรียวปากแนบจุมพิตแผ่วเบายังกลีบปากเรียวบางกับเรือนร่างที่หลับพริ้ม ก่อนมาเฟียหนุ่มจะผละริมฝีปากออก เคลื่อนใบหน้าออกห่างเพียงนิด ดวงตาคมไล้มองกลีบปากเล็ก เลื่อนขึ้นไปก็พบกับดวงตากลมใสที่ลืมตา ตื่นขึ้นจากนิทราพอดี....จุนซูตื่นแล้ว
เพียงแค่ลืมตาตื่นขึ้นมา และเห็นชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้า ดวงตากลมใสก็คลอเคล้าไปด้วยหยาดน้ำตาอย่างห้ามไม่อยู่
จะมีสักวันไหมที่เค้าลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วไม่ร้องไห้....จะมีสักครั้งไหม คิมแจจุง?
เพียงแค่เห็นหน้าคุณ จังหวะการเต้นของหัวใจของผม มันก็เต้นช้าลง ช้าลง....คุณช่วยหยุดลมหายใจผมได้มั้ย....ขืนผมยังอยู่ ผมก็ยิ่งเกลียดตัวเองที่มันกลายเป็นของคุณ...ผมเกลียดโซ่ที่มันรั้งหัวใจผมไว้ให้อยู่กับคุณ....ผมเกลียดหัวใจตัวเอง ที่มันเผลอไปอยู่คุณ....ผมเกลียดมือตัวเองที่ทำหัวใจของยูชอนหล่นหาย เพียงเพราะมาเจอผู้ชายใจร้ายอย่างคุณ.....คิมแจจุง
ทั้งหมดมันแปลว่า คุณเป็นเหตุผลที่ผมยังหายใจ....แต่คุณรู้มั้ยว่าผมหายใจไม่ออก....
ทางเลือกของคุณ คือ ช่วยหยุดลมหายใจผมที....คิมแจจุง
ยิ่งพร่ำคิดอยู่ในใจ ก็ยิ่งขับให้หยาดน้ำตาไหลรินออกมา ภาพของแจจุงเริ่มพร่าเลือนเพราะม่านน้ำตา มาเฟียหนุ่มเองก็ปวดใจอยู่ไม่น้อย เมื่อเห็นว่าสิ่งแรกที่จุนซูทำเมื่อพบเขาคือการร้องไห้ เหมือนกับทุกครั้ง มือใหญ่ยกขึ้นไล้คราบน้ำตาให้อย่างนุ่มนวล มืออีกข้างสอดกอบกุมประสานเรียวนิ้วเรียวเข้ากับมือเล็กของร่างบางภายใต้ผืนผ้านวม
“อย่าร้องไห้ได้มั้ย จุนซู?”
ชั้นทรมานทุกครั้งเมื่อเห็นหยดน้ำตาของนาย...จุนซู ชั้นไม่ใช่คนดี ไม่ใช่ผู้ชายที่ดีแบบยูชอน นายคงเกลียดชั้น หวาดกลัวชั้น แต่นายรู้มั้ย ต่อให้นายเกลียดชั้นหรือหวาดกลัวชั้นมากแค่ไหน มือคู่นี้ที่กอบกุมมือนายอยู่ชั้นจะไม่มีวันปล่อยมันไป ชั้นจะเห็นแก่ตัวอย่างถึงที่สุด ใช้โซ่ตรวนของหัวใจชั้นรั้งนายเอาไว้ แม้หัวใจชั้นจะเจ็บปวดมากเพียงใดก็ตาม....ชั้นไม่เคยรักใคร นายคือคนแรก คนแรกที่ทำให้หัวใจชั้นเปลี่ยนไป ทำให้มันกลับมาเต้นอีกครั้ง....นายคือคนแรกและคนเดียวที่ชั้นจะรัก....คิมจุนซู
ทางเลือกของนาย ก็คือชีวิตของชั้น...นายเป็นเหมือนลมหายใจของชั้น....จุนซู
“ผมเกลียดคุณ”
เสียงแหบหวานเอ่ย ขณะที่ยังนอนน้ำตาไหล มองเครื่องหน้าหล่อร้ายที่อยู่ห่างเพียงนิด มือเล็กข้างที่ถูกแจจุงกอบกุมเอาไว้ไม่สามารถดึงให้หลุดออกจากมือใหญ่ได้ แม้จุนซูจะพูดออกมาว่าเกลียดแจจุง แต่สิ่งที่อยู่ภายในใจกลับตรงกันข้าม....รัก
แจจุงแย้มริมฝีปากยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้านกับประโยคนั้นของจุนซูเลย และนั่นยิ่งทำให้จุนซูรู้สึกเจ็บปวด มันดีที่สุดแล้วที่จุนซูพูดออกมาว่าเกลียดเขา นั้นแสดงว่าจุนซูยังมีความรู้สึกกับตัวเขาอยู่ เขาดีใจที่จุนซูเกลียดเขา....อย่างน้อยในเสี้ยวของความรู้สึกจุนซูก็ไม่ได้ลืมเขาไป
“ชั้นรู้แล้ว”
เสียงทุ้มเอ่ยมันออกมาอย่างราบเรียบพร้อมรอยยิ้มแสนอ่อนโยน อย่างที่จุนซูไม่เคยพบเห็นมาก่อน และมันก็ทำให้น้ำตาของร่างบางยิ่งไหลริน แจจุงบีบฝ่ามือเล็กที่เขากอบกุมเอาไว้เสียแน่นเมื่อเห็นสีหน้าน่าสงสารนั้นของจุนซู มืออีกข้างที่เคยเช็คคราบน้ำตาให้ ยกขึ้นอีกครั้งหมายจะเช็คให้อีกครั้ง หากแต่จุนซูกลับยกมือที่เป็นอิสระขึ้นปัดมือของมาเฟียหนุ่มทิ้งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบผลิกร่างเป็นท่านอนตะแคงหันหลังให้กับแจจุง มือที่แจจุงเคยกอบกุมจึงหลุดออกมาโดยอัตโนมัติ แจจุงมองแผ่นหลังบอบบางที่นอนหันหลังให้กับตนอย่างเจ็บปวด มาเฟียหนุ่มยันกายลุกขึ้นยืน หากแต่สายตาไม่ได้ล่ะไปจากร่างของจุนซูเลย สองมือกำเข้าหากันจนแน่นอย่างอดกลั้น ก่อนที่มาเฟียหนุ่มจะตัดสินใจหันหลังและเดินออกจากห้องนอนไป
เพียงแค่ได้ยินเสียงประตูห้องเปิดและปิดลง จุนซูก็ปล่อยเสียงสะอื้นไห้ออกมาอย่างห้ามเอาไว้ไม่อยู่ มือเล็กกำปลายหมอนใบนุ่มเสียจนเต็มฝ่ามือ น้ำตารินไหลเป็นสายหยดลงหมอนใบขาวจนเปียกชุ่ม มืออีกข้างยกขึ้นทาบที่หน้าอกด้านซ้าย ก่อนฝ่ามือเล็กจะเปลี่ยนเป็นกำขยุ้มเสื้อ พร้อมปล่อยโฮจนกายบางตัวโยน หัวใจเขามันจะรับมันไม่ไหวแล้ว เจ็บปวดเหลือเกิน....พอเสียที....หยุดเสียที
หลังจากที่แจจุงออกมาจากห้องนอนแล้ว มาเฟียหนุ่มก็เดินลงมาด้านล่างของตัวบ้าน เพื่อไปห้องครัว เช้านี้บ้านหลังใหญ่บนเกาะส่วนตัวเงียบสงบ แจจุงเดินจนมาหยุดอยู่ในห้องครัว ที่ถ้าเป็นประจำทุกวันจะต้องมีแทมินอยู่ที่นี่ แต่เช้านี้กลับว่างเปล่า แน่นอน....ทั้งชางมินและแทมินไม่ได้อยู่บ้าน ชางมินพาแทมินไปทำพิธีฝังร่างไร้วิญญาณของคีย์ผู้เป็นพี่ชาย ที่เนินเขาลึกเข้าไปทางด้านหลังบ้าน มื้อเช้าที่ควรจะตั้งโต๊ะให้นายจึงไม่มี และแจจุงเองก็รู้ดีว่าแทมินเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนมากแค่ไหน มาเฟียหนุ่มจึงอยากให้แทมินพักผ่อน และเช้านี้ก็คงเป็นเขาที่จะเตรียมมื้อเช้าแสนพิเศษนั้นเอง
แจจุงตั้งใจจะทำอาหารเช้าง่ายๆเพื่อทานกับจุนซูสองคน....นานแค่ไหนแล้วที่มือสองคู่นี้ไม่เคยจับเครื่องครัวนอกจากปืน.....สองปีมาแล้วนับตั้งแต่เสียน้องชายสุดที่รักไป ความอ่อนโยนที่เคยมี แจจุงทิ้งมันไปกับร่างไร้วิญญาณของจินกิ ความสุขที่เคยมี รอยยิ้ม หัวใจ และความรัก เขาทิ้งมันไปหมดแล้ว แต่วันนี้ ทุกๆอย่างที่เคยทิ้งไป มันกำลังย้อนกลับคืนมา....และเขาหวังว่ามันจะคงอยู่กับเขาตลอดไป....คิมจุนซู
แจจุงลงมือทำข้าวต้มหมูอย่างเก้ๆกังๆเพราะห่างหายจากงานครัวมานานแล้ว แต่ทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อยดี มาเฟียหนุ่มยกถ้วยข้าวต้มร้อนๆถือและเดินขึ้นตัวบ้าน แจจุงไม่ได้จะพาจุนซูมานั่งทานอาหารเช้าที่ระเบียงอย่างเคย หากแต่จะทานด้วยกันภายในห้องนอน เมื่อเปิดประตูห้องเข้ามา แจจุงก็เห็นจุนซูลุกขึ้นนั่งอยู่ที่เตียงนอนแล้ว และร่างบางก็คงรับรู้ได้ว่าเขาได้เข้ามาภายในห้อง
จุนซูนั่งหันหลังให้แจจุงอยู่บนเตียง แจจุงเดินลากเก้าอี้ตัวที่ตนใช้นั่งเมื่อครู่เข้าไปด้วย และมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าร่างบาง แจจุงวางถาดข้าวต้มกลิ่นหอมน่าทางลงบนเก้าอี้ไม้ตัวสวยเบื้องหน้าจุนซู หากแต่จุนซูกลับไม่สนใจชามข้าวต้มนั้นหรือแม้แต่มาเฟียหนุ่มเองจุนซูก็ยังไม่สนใจ ดวงหน้าหวานเสมองออกไปนอกหน้าต่างห้อง ดวงหน้าหวานนิ่งเฉย และไร้คราบน้ำตา
“แทมินไม่อยู่....ข้าวต้มนี่ชั้นทำเอง....กินซะ”
เสียงทุ้มเอ่ยอ่อนโยนพร้อมรอยยิ้ม....แม้แจจุงจะเห็นว่าจุนซูไม่ได้หันมามองเขาเลยก็ตาม ร่างบางยังคงสนใจท้องทะเลนอกหน้าต่างเช่นเดิม และนั่นก็ทำให้แจจุงรู้สึกแย่ไม่น้อย ที่เขาอุตส่าห์เปลี่ยนไปมากขนาดนี้ แต่จุนซูกลับทำเย็นชาใส่เขา....แต่มันก็สมควรแล้ว
“นายรีบกินซะสิจุนซู....ข้าวต้มกำลังร้อนๆ หรืออยากให้ชั้นป้อน? ได้สิ ชั้นป้อนนายเอง”
แจจุงพูดเองเออเองอยู่ฝ่ายเดียวอย่างเจ็บปวด หากแต่มาเฟียหนุ่มก็ไม่ยอมแพ้ แจจุงยกถาดที่วางชามข้าวต้มขึ้นจากเก้าอี้ไม้ และร่างของเขาก็ทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวนั้นแทน วางถาดข้าวต้มไว้บนหน้าตัก มือซ้ายยกชามข้าวต้มขึ้นมา มือขวาจับช้อนตักข้าวต้มร้อนๆไว้อย่างพอดีคำ เตรียมท่าจะป้อนให้กับร่างบางอย่างที่เคยบอก....แจจุงจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เขาทำอย่างนี้คือวันที่จินกิป่วย
ทุกอย่างที่แจจุงกำลังทำ แม้จุนซูพยายามจะไม่สนใจ แต่มันก็คงเป็นไปไม่ได้ ทุกอย่างที่แจจุงกำลังทำ มันทำให้เขาอยากหายตัวไปจากตรงนี้ เขาไม่อยากรับรู้ความรู้สึกอ่อนโยนหรืออบอุ่นแบบนี้อีกแล้ว เขากลัว เขากลัวที่อยู่กับมัน เขาทำผิดต่อทุกคนทั้งยูชอน และคีย์ เขาคือคนเดียวที่รับความรู้สึกทั้งหมด และยิ่งแจจุงทำเช่นนี้กับเขา ความรู้สึกรักอีกฝ่ายก็ยิ่งชัดเจน เขาเจ็บปวดกับมันเหลือเกิน.....
จุนซูหันหน้ากลับมาเผชิญหน้ากับแจจุงที่นั่งอยู่เบื้องหน้าเขา กลิ่นหอมของข้าวต้มอยู่ใกล้ๆ มันกลับไม่ทำให้ร่างบางรู้สึกหิว ดวงตากลมมองสบสายตาคมที่จ้องมองกลับมาด้วยความรู้สึกหวั่นไหว รอยยิ้มของแจจุงไม่เหมือนแต่ก่อน มันไม่ใช่รอยยิ้มของผู้ชนะในการแก้แค้นนี้เลย มันไม่ใช่....ไม่ใช่รอยยิ้มร้ายกาจอย่างที่เคยพบเห็น...แต่มันเป็นรอยยิ้มที่แสนอบอุ่นและอ่อนโยน....
สุดท้ายจุนซูจะไม่ใช่คนที่มีความสุข....เพราะสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจของเขาคือการจากไปของคีย์
เสียงชามกระเบื้องตกกระทบพื้นจนแตกออกเป็นเสี่ยงๆดังก้องอยู่ภายในห้องนอน ทุกอย่างเงียบสงบลงหลังจากนั้น มีเพียงเสียงคลื่นทะเลพัดซดเข้าฝั่ง และลมทะเลยามเช้าที่พัดพากลิ่นอายผ่านบานหน้าต่างเข้ามาอบอวนอยู่ภายในห้องนอนใหญ่....บนพื้นห้องเปรอะเปื้อนไปด้วยเศษของชามกระเบื้องสีขาวผสมปนเปไปกับข้าวต้มหน้าตาหน้ากิน ที่เมื่อสักครู่มาเฟียหนุ่มได้ถือมันอยู่ในมือ แต่บัดนี้ทุกอย่างกลับกลายเป็นเศษขยะกระจัดกระจายอยู่บนพื้น
จุนซูใช้มือปัดชามข้าวต้มและช้อนที่แจจุงตักข้าวไว้เตรียมจะป้อนให้เขาทิ้งอย่างเย็นชา เป็นผลให้ทุกอย่างตกลงแตก ร่างบางยันกายลุกขึ้นจากเตียงหลังจากทำสิ่งร้ายแรงลงไป หากแต่มันคือความตั้งใจของร่างบางเอง แจจุงได้แต่นั่งนิ่งงันกับสิ่งที่เกิดขึ้น....แน่นอนมันไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับมาเฟียหนุ่มผู้กุมอำนาจทุกอย่างไว้ และไม่เคยมีใครทำเช่นนี้กับเขามาก่อน....แจจุงพยายามเก็บอารมณ์ทุกอย่างในจมลึกลงไป เขาจะไม่ทำร้ายจุนซูอีกแล้ว ไม่ว่าจุนซูจะดื้อรั้นกับเขามากเพียงใด....เขาจะทะนุถนอมจุนซูเอาไว้
“เดี๋ยวชั้นไปตักมาให้ใหม่”
ร่างสูงยันกายขึ้นยืน พลางเงยหน้าขึ้นมามองจุนซู พร้อมส่งรอยยิ้มอ่อนโยนไปให้ แจจุงกำลังจะเดินข้ามเศษชามออกไปหากแต่เสียงของจุนซูกลับฉุดรั้งร่างของเขาเอาไว้เสียก่อน
“ผมไม่ต้องการ....คุณกำลังโกรธที่ผมทำแบบนี้กับข้าวต้มที่คุณทำมาให้ใช่มั้ยคิมแจจุง? ....เอาสิ! ลงโทษผมเลย ใช้กำลังทำร้ายผมอย่างที่คุณเคยทำมาตลอดไง บังคับขืนใจผมอย่างที่คุณเคยทำ หรือคุณจะฆ่าผมอย่างที่ทำกับคีย์ก็ได้! .......คิมแจจุง!! ฆ่าผมสิ ฆ่าผม!!!”
เมื่อจุนซูเห็นแจจุงนิ่งเฉย ไม่เผยอารมณ์โกรธออกมา ร่างบางก็ระเบิดอารมณ์ทั้งหมดออกมาอย่างอดกลั้น ยิ่งเห็นแจจุงไม่มีทีท่าโกรธเกรี้ยวอะไรหัวใจของจุนซูก็ยิ่งเจ็บปวด ร่างบางไม่ต้องการสิ่งใดนอกจากให้แจจุงปล่อยเขาไป อย่ารั้งเขาไว้ในห้วงของความรู้สึกรักเช่นนี้อีกเลย
แจจุงไม่สามารถเดินออกไปจากห้องได้ เมื่อเห็นจุนซูพูดทำร้ายจิตใจตนเองเช่นนี้ ทั้งร่างบางยังร้องไห้อย่างหนัก มันยิ่งทำให้เขาอยากจะโอบกอดและปลอบประโลมร่างบางด้วยความรู้สึกทั้งหมดที่เขามี แจจุงเดินเข้าไปใกล้ร่างของจุนซูและออกแรงรั้งร่างบอบบางเข้ามาโอบกอดอย่างแนบแน่น แม้จุนซูจะพยายามดิ้นรนและทุบตีเขามากแค่ไหนก็ตาม
“ชั้นจะไม่ทำร้ายนายอีกแล้วจุนซู....ชั้นจะไม่ทำร้ายนายอีก ชั้นสัญญา อยู่กับชั้น...อยู่กับชั้นตลอดไปนะจุนซู”
แจจุงโอบกอดจุนซูเอาไว้ด้วยความรู้สึกรักอย่างท่วมท้น มาเฟียหนุ่มให้สัญญากับร่างบางว่าจะไม่ทำร้ายอีกฝ่ายอีก ขอเพียงแค่อยู่ด้วยกัน อยู่ด้วยกันตลอดไป....
“ผมเกลียด...ฮึก....ผมเกลียดคุณคิมแจจุง”
เสียงแหบหวานเอ่ยปนสะอื้นไห้ในอ้อมอกของมาเฟียหนุ่ม
“ชั้นรู้จุนซู....ชั้นรู้ว่านายเกลียดชั้น.....นายไม่เคยรักชั้น”
‘เหมือนที่ชั้นรักนาย’ อยากจะต่อประโยคนี้ใจจะขาด แต่สิ่งที่มาเฟียหนุ่มสามารถเอ่ยออกไปได้มันมีเพียงแค่นี้ ในเมื่อจุนซูบอกว่าเกลียดตนเหลือเกิน แจจุงก็ไม่มาสารถเอ่ยมันออกไปได้ว่ารักจุนซูมากมายขนาดไหน
น้ำตาของจุนซูไหลรินไหล่กว้างของแจจุงจนเสื้อเชิ้ตมาเฟียหนุ่มเปียกชุ่ม เรือนผมนุ่มถูกมือใหญ่ลูบขึ้นลงราวกับปลอบประโลมว่าไม่เป็นไร และบอกว่าเป็นการรับรู้ถึงความรู้สึกทั้งหมดที่ร่างบางกำลังสื่อออกมา
แจจุงโอบกอดจุนซูอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน รอจนกว่าจุนซูสงบลง แจจุงหอมเรือนผมนุ่มบ่อยครั้ง เพื่อให้จุนซูรู้สึกปลอดภัยในอ้อมกอดนี้ของเขา
คนเลวอย่างคิมแจจุงคู่ควรกับนางฟ้าอย่างคิมจุนซูที่สุดแล้ว
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก* เสียงเคาะประตูอย่างสุภาพดังขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน แจจุงที่ยังคงโอบกอดจุนซูเอาไว้ ไม่ยอมปล่อยได้แต่นิ่งเฉยต่อเสียงเคาะนั้น จวบจนจุนซูพยายามขืนตัวให้ออกห่าง แจจุงถึงยอมปล่อยให้ร่างบางได้เป็นอิสระ และทันทีที่แจจุงปล่อยร่างของตอน จุนซูก็ยืนหันหลังให้กับแจจุงในทันที
“เข้ามา!!” เสียงทรงอำนาจเอ่ยบอกลูกน้องด้านนอกที่เคาะประตูห้องให้เปิดเข้ามาได้ และเมื่อได้รับคำอนุญาตประตูห้องก็ถูกเปิดออก เผยให้เห็นร่างของเด็กรับใช้คนที่ว่า....แทมิน
“นายท่านฮะ...ผมพึ่งกลับมาเมื่อสักพัก แล้วได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรแตก ผมก็เลย......”
แทมินก้มหน้าก้มตาพูด ไม่กล้าที่จะเงยหน้าขึ้นมองสบดวงตาของผู้เป็นนาย ใบหน้าอ่อนเยาว์ดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด หากแต่หน้าที่ที่ต้องทำก็ต้องสำคัญกว่าสิ่งที่ตนเองกำลังประสบอยู่ แทมินที่พึ่งกลับลงมาจากเขากับชางมินเมื่อสักครู่ ได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรแตก ภายในห้องของนายท่าน ตนจึงรีบมาเคาะประตูห้อง และเมื่อเปิดประตูเข้าไป สิ่งที่แทมินคาดคิดก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า บนพื้นเต็มไปด้วยเศษของชามกระเบื้องที่แตกกระจัดกระจาย พร้อมๆเศษอาหารที่กระจายอยู่โดยรอบ
“แทมิน ชั้นฝากจัดการทางนี้ด้วยนะ”
แจจุงพูดทิ้งไว้แค่นั้น ก่อนจะเหลือบสายตาไปมองจุนซูเป็นครั้งสุดท้ายและก้าวเดินออกจากห้องไป ในขณะที่แจจุงก้าวออกไปจากห้องแล้วนั้น แทมินก็โค้งกายให้นายที่เดินผ่าน โดยไม่มีใครสังเกตเลยว่า จุนซูที่ยืนนิ่งอยู่นั้นได้โน้มกายก้มลงมาหยิบบางสิ่งที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา และรีบซ่อนสิ่งนั้นเข้าใต้หมอนใบใหญ่ พร้อมๆกับทรุดกายลงนั่งบนเตียง เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น....จนกระทั่งแทมินหันมาสนใจจุนซูอีกครั้ง
“คุณจุนซูอย่าพึ่งเดินไปไหนนะฮะ เดี๋ยวผมทำความสะอาดพื้นห้องก่อน”
น้ำเสียงอ่อนหวานสุภาพเอ่ยบอกกับจุนซูด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าจะได้รับความบาดเจ็บ เมื่อแทมินเห็นจุนซูนั่งนิ่งๆอยู่บนเตียงโดยไม่ตอบหรือปฏิเสธใดๆ เด็กหนุ่มจึงเดินออกไปจากห้องและกลับเข้ามาด้วยความรวดเร็วพร้อมอุปการณ์ที่เตรียมมาทำความสะอาดพื้นห้อง แทมินก้มลงหยิบเศษชามกระเบื้องสีขาวที่เป็นชิ้นใหญ่ๆลงถังขยะใบเล็ก พลางใช้ไม้กวาดขนาดเล็กปัดกวาดเช็ค และปิดท้ายด้วยผ้าชุปน้ำยา ขัดถูบริเวณโดยรอบให้สะอาดเอี่ยมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“แทมิน...ชั้นขอโทษ เป็นเพราะชั้นเองคีย์ถึง.....ฮึก....ช...ชั้นขอโทษ....”
อยู่ๆจุนซูก็เอ่ยประโยคขอโทษออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือพร้อมกับสะอื้นไห้ ขณะที่ร่างบางเห็นแทมินนั่งทำความสะอาดพื้นอยู่เบื้องหน้าตน จุนซูรู้สึกสะเทือนใจอย่างที่สุด ที่เห็นน้องชายของบุคคลที่ตายเพราะเขาเป็นต้นเหตุ ยังมานั่งทำดีกับเขาเช่นนี้.....เขาควรทำอย่างไรดี เขาควรทำอย่างไรเพื่อชดใช้ความผิดนี้ดี
ทางด้านแทมินที่ได้ยินจุนซูเอ่ยขอโทษ เด็กหนุ่มก็ไม่คิดที่จะพูดขัดหรือแสดงอาการไม่พอใจใดๆออกมาเลย นอกเสียจากก้มหน้าก้มตาลงกับพื้นห้อง รวมถึงมือเล็กๆที่จับผ้าก็เอาแต่ออกแรกถูพื้นต่อไปโดยไม่ยอมเงยศีรษะขึ้นมามองสบหรือพูดคุยโต้ตอบกับจุนซูที่นั่งสะอื้นไห้อยู่บนเตียงเบื้องหน้าเขา หากแต่น้ำตากลับรินไหลออกมาอย่าห้ามไม่อยู่ บนพื้นที่เช็คถูจนสะอาดเมื่อผืนผ้าปัดผ่านไปแล้ว กลับมีหยาดน้ำตาหยดลงบนพื้น จนมือเล็กต้องออกแรงถูไปยังที่เดิมซ้ำๆ ซ้ำๆ และแน่นอนว่าภาพเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตาของจุนซู
“คุณจุนซูไม่ผิดหรอกฮะ และนายท่านก็ทำถูกแล้ว...คนที่ผิดคือตัวของพี่คีย์เอง”
ในที่สุดแทมินก็เงยขึ้นมา ทั้งยังเอ่ยบอกจุนซูพร้อมกับรอยยิ้ม แม้น้ำตาจะยังรินไหลออกมาก็เถอะ รอยยิ้มของแทมินมันไม่ได้เสแสร้งเลยสักนิด รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกของความเป็นจริง ก่อนที่ร่างเล็กๆจะยันกายลุกขึ้นยืน และเดินตรงเข้ามาหาจุนซูที่นั่งอยู่บนเตียง
“คุณจุนซูเลิกโทษตัวเองเถอะฮะ และได้โปรดอย่าเกลียดนายท่าน คุณจุนซูรู้มั้ยฮะ นายท่านไม่เคยทำอาหารให้ใครทานเลย คุณจุนซูคือคนแรกนะฮะ นายท่านเปลี่ยนไปมากเมื่อมีคุณอยู่ด้วย คุณจุนซูอย่าทิ้งนายท่านไปเลยนะฮะ”
แทมินเดินมาจับมือของจุนซู พร้อมกับมองเข้ายังดวงตากลมที่ลื่นไปด้วยน้ำตานั้นของจุนซูพร้อมกับเอ่ยความรู้สึกทั้งหมดออกมาให้จุนซูรับรู้ถึงหัวใจของนายท่าน และเพียงแค่แทมินเอ่ยปากขอให้เขาอยู่กับแจจุง น้ำตามากมายก็รินไหลออกมาอีกครั้ง ภาพใบหน้าของแทมินเริ่มพล่ามัวจนแทบจับความชัดเจนของใบหน้าเด็กหนุ่มไม่ได้ แทมินไม่สามารถรับรู้ว่าสุดท้ายสิ่งที่จุนซูเลือกคือทางใด ระหว่าง....คงอยู่ หรือจากไป
“แทมิน...ถ้าชั้นจะบอกว่า...ม....ฮึก.....มันเป็นไปไม่ได้ล่ะ....ชั้นไม่สามารถอยู่กับเจ้านายของแทมินได้ แทมินจะคิดว่าชั้นผิดมากหรือเปล่า?”
“ทั้งหมดมันอยู่ที่นี่ฮะ.....” แทมินเอามือลงไปทาบยังแผ่นอกด้านซ้ายของจุนซู พร้อมกับส่งรอยยิ้มอ่อนหวานไปให้
“นี่ก็เริ่มจะสายแล้ว ผมขอตัวไปทำอาหารให้คุณจุนซูทานก่อนดีกว่าฮะ”
แทมินทิ้งท้ายทั้งหมดไว้แค่นั้นก่อนจะรีบเดินถืออุปกรณ์ทำความสะอาดทั้งหมดออกจากห้องไป เมื่อเสียงประตูถูกปิดลง ความเงียบสงบก็เข้าครอบคลุมห้องนอนหลังใหญ่ จุนซูยกมือบางขึ้นทามทาบแผ่นอกด้านซ้าย ตำแหน่งเดียวกับที่แทมินวางมือทาบเมื่อสักครู่ เปลือกตาเรียวค่อยๆพริ้มหลับลงขณะที่มือยังคงทาบอยู่บนอกด้านซ้าย
สายลมทะเลพัดพากลิ่นอายความสงบอันหนาวเหน็บ ซึมลึกผ่านเข้าไปในหัวใจ ฝ่ามือบางสัมผัสถึงอัตราการเต้นของก้อนเนื้อในอกได้เป็นอย่างดี ภาพความมืดเมื่อได้ปิดเปลือกตาลงแลดูอ้างว้าง และโดดเดี่ยว แต่เมื่อเสียงจากจิตใต้สำนึกได้เรียกร้องหาใครบางคน ภาพที่มืดมิดนั้นได้ค่อยๆจางหายไป และเป็นแสงสว่างสีขาวนวล หากแต่สิ่งที่หัวใจรับรู้ได้กลับทวีความปวดร้าว แสนเจ็บปวด หนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ
จากที่เคยรับรู้ถึงเสียงคลื่นทะเลที่พัดเข้าชายฝั่ง บัดนี้เสียงนั้นกลับเงียบสนิท หลงเหลือเพียงเสียงของก้อนเนื้อที่กำลังเต้นระรัว จุนซูสัมผัสสิ่งนั้นผ่านฝ่ามือที่แนบทาบอก และเสียงที่ใบหูได้ยิน ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะเบาบางลงเรื่อยๆ เรื่อยๆ พร้อมกับความเจ็บปวดอย่างถึงที่สุดของก้อนเนื้อที่บีบรัดเข้าหากันจนแน่น ฝ่ามือบางเผลอจิกขย้ำผิวเนื้อผ่านเสื้อที่สวมใส่ คิ้วเรียวเริ่มขมวดจนเกิดปม เมื่อความเจ็บปวดของหัวใจเริ่มรุมเร้า ก่อนที่ร่างบางจะหยุดฝืนทน และปรือตาขึ้นมาในที่สุด
สุดท้ายสิ่งที่ทำให้หัวใจของเขาเจ็บปวดก็คือโซ่ตรวนที่ยึดติด....ต่อให้หมดลมหายใจก็ไม่มีวันดึงมันขาด
มันคือโซ่ตรวนที่คิมแจจุงได้ล่ามหัวใจของเขาเอาไว้.....ตลอดไป
“จินกิ...เหมือนผมจะเริ่มรู้สึกเจ็บปวดเหมือนๆกับคุณ ผมไม่รู้ว่าผมชดใช้ให้กับความต้องการของพี่ชายคุณเพียงพอมากน้อยแค่ไหน แต่ผมเจ็บปวดมากพอที่จะรักเขา และรู้สึกผิดต่อยูชอน ผมได้เดินมาสุดทางแล้วนะคุณรู้มั้ย? ทางเลือกสุดท้ายของผม ท้ายที่สุดแล้วผมกำหนดมันเอง หรือใครกำลังกำหนด? หรือจะเป็นตัวคุณเองที่กำหนดให้ผม ผมทรมานกับความรู้สึกนี้เหลือเกิน......เหนื่อยเหลือเกิน”
เสียงแหบหวานเอ่ยกับตัวเองและสายลมที่พัดผ่านบานหน้าต่างเข้ามา ความวูบไหวของกระแสลมที่พัดผ่านร่างกาย ช่างเศร้าหมองอย่างจับต้องได้ สายตาเรียวที่คลอไปด้วยหยาดน้ำตามองผ่านม่านที่ปลิวไสวบนบานหน้าต่างออกไป ท้องทะเลที่กว้างใหญ่ และท้องฟ้าที่ร่างบางโหยหามาซึ่งอิสรภาพของหัวใจ สิ่งที่โอบกอดเขาเอาไว้มีเพียงท้องฟ้า.....
“คุณเป็นท้องฟ้าของผม......คิมแจจุง”
.
.
.
.
.
.
“คุณแจจุง ทานอะไรหรือยังครับ?”
ชางมินที่เดินขึ้นมายังระเบียงบนตัวบ้าน ก็เห็นเจ้านายยืนมองท้องทะเลเบื้องหน้าอยู่นิ่งๆ ชายหนุ่มจึงถือวิสาสะเอ่ยถามออกไป ชางมินรู้ว่ามันเป็นเรื่องยากมากสำหรับแจจุงในขณะนี้ ทุกๆอย่างมันได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว แจจุงรักจุนซูอย่างไม่ต้องสงสัย
“ชั้นไม่ค่อยหิว.....ขอบใจที่ถามนะชางมิน เรื่องคีย์เรียบร้อยดีใช่มั้ย?”
เสียงทุ้มตอบลูกน้องหนุ่มคนสนิท พลางถามถึงเรื่องฝังร่างของคีย์ หากแต่ไม่ยอมหันหน้ามาสบตาพูดคุย สายตาคมมองทอดยาวไกลไปยังท้องทะเลเบื้องหน้าอย่างนิ่งสงบ แม้ในใจของมาเฟียหนุ่มตอนนี้ว้าวุ่นใจจนแทบนิ่งเฉยไม่ได้แล้วก็ตาม
“ทุกอย่างเรียบร้อยครับ....”
แจจุงครางรับในลำคอบางเบา ก่อนจะถามถึงสถานการณ์ของอดีตเพื่อนรัก
ชางมินรายงานเจ้านายไปตามที่ชีวอนได้โทรมารายงานให้ตนได้ฟังอีกที
“ชางมิน....” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกชื่อลูกน้องสนิท ขณะที่ค่อยๆหันหน้ากลับมา เพื่อพูดคุยกับลูกน้องหนุ่ม
“ครับคุณแจจุง” ชางมินตอบรับเจ้านายด้วยการเอ่ยชื่อแจจุงอย่างสุภาพ พร้อมก้มศีรษะลงเล็กน้อย
“พรุ่งนี้ชั้นจะพาจุนซูกลับโซล นายช่วยจัดการเครื่องตั๋วเครื่องบินให้ชั้นด้วย”
“รับทราบครับคุณแจจุง”
ชางมินรับคำสั่งทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ร่างสูงโปร่งก็หันหลังและเดินลงจากตัวบ้านไป เพื่อจัดการทุกอย่างตามที่นายสั่ง.....
“ทุกอย่างกำลังจะจบลงแล้วสินะครับคุณแจจุง.....” ชางมินพูดกับเองเพียงลำพังขณะที่กำลังเปิดประตูห้องส่วนตัวเข้าไปเพื่อจัดการธุระทั้งหมด
.
.
.
.
.
แจจุงหันกลับไปมองท้องทะเลเช่นเดิม ขยับศีรษะเคลื่อนขึ้นมองไปบนท้องฟ้า ลมทะเลพัดพาวูบไหวผ่านเรือนกายสูงสง่า เส้นผมสีดำขลับพลิ้วไสวตามกระแสลมที่ตรงเข้าปะทะเรือนร่าง ริมฝีปากเรียวยกยิ้มให้กับก้อนเมฆที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้าที่แสนจะสดใส หากแต่รอยยิ้มนั้นกลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ลมทะเลที่พัดโชยคล้ายกับพัดพาบางสิ่งที่ห่างไกลให้เคียงใกล้ ความรู้สึกที่มาเฟียหนุ่มรับรู้ได้ผ่านสายลมที่พัดวูบ คือความเศร้าหมอง
น้องชายของพี่......
“จินกิ...ทำไมหัวใจของพี่ถึงได้รู้สึกเจ็บปวดแบบนี้นะ พี่ควรจะยินดีกับความเจ็บปวดที่ยูชอนได้รับ แต่ทำไมพี่ถึงกลายเป็นฝ่ายเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสเสียเอง เป็นพี่เองใช่มั้ยที่ทำร้ายทุกคน พี่เป็นคนทำร้ายน้องด้วยความแค้นที่พี่ก่อขึ้นมาเอง หัวใจพี่เจ็บปวดกับความรักที่ไม่มีวันจะได้รับการให้อภัยจากจุนซู....แม้พี่จะเจ็บปวด แต่พี่จะไม่ยอมปล่อยคิมจุนซูไป.....จินกิพี่ชายคนนี้คงเลวมากเลยสินะ.....พี่ขอโทษ”
ดวงตาคมที่แดงก่ำยังคงเงยขึ้นจ้องมองท้องฟ้า ก่อนจะเคลื่อนมองต่ำลงมามองท้องทะเลเช่นเดิม....สิ่งที่ซื่อสัตย์ต่อท้องฟ้าคือทะเล ทะเลที่แม้จะไม่สามารถติดตามท้องฟ้าไปได้ตลอดในทุกๆพื้นที่ หากแต่เมื่อมองมายังทะเล ทะเลจะคงยังสะท้อนภาพของท้องฟ้าเสมอ......สิ่งที่อยู่เคียงข้างเขาคือทะเล
“นายคือท้องทะเลของชั้น.....คิมจุนซู”
.
.
.
.
.
.
.
.
.
-ทางด้านยูชอน-
ยูชอนที่ไม่ได้นอนทั้งคืนนั้น หลังจากนั่งครุ่นคิดหาหนทางเพื่อตามหาจุนซู ในที่สุดชายหนุ่มก็สามารถคิดหาหนทางได้แล้ว และเช้านี้รวมถึงทั้งวันนี้เขาก็จะเริ่มที่จะทำตามสิ่งที่ได้คิดไว้ เช้านี้ยูฮวานตื่นเร็วมาก จนยูชอนที่นั่งอยู่นอกระเบียงทั้งคืนต้องรีบกลับเข้าห้องไปเพื่อดูแลน้องชายยามตื่น เช้านี้ยูชอนพายูฮวานลงมาทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม และด้วยความบังเอิญหรืออะไรก็ไม่ทราบเมื่อความลับที่แจจุงพยายามปิดไว้ทั้งหมดได้เปิดเผยออกมา
เมื่อยูชอนได้เหลือบไปเห็นชีวอน เดินผ่านบานกระจกใสของห้องอาหารไป เพราะโต๊ะที่ยูชอนนั่งนั้นอยู่ติดกระจกใสริมทางเดินทำให้ยูชอนเห็นชีวอนได้อย่างชัดเจน และเมื่อยูชอนเห็นอย่างนั้น ยูฮวานที่นั่งอยู่ข้างกายพี่ชายก็เริ่มใช้มือเล็กดึงแขนเสื้อยูชอนอย่างตื่นกลัว เมื่อสายตาเรียวเล็กเหลือบไปเห็นชายหนุ่มท่าทางน่าสงสัยยืมสังเกตการณ์ตนและพี่ชายอยู่ ยูชอนเห็นท่าทางแปลกๆของยูฮวานจึงมองตามสายตาของน้องชายไปก็พบกับชายหนุ่มสองคนยืมอยู่ในมุมที่จะสังเกตตนและยูฮวานได้
“แจจุงมันอยู่แค่ปลายจมูกเราเอง....นี่คงเป็นโรงแรมของมันสินะ ช่างบังเอิญเสียจริง”
ยูชอนเอ่ยออกมาเบาๆกับตัวเอง ขณะที่ลำแขนแกร่งก็โอบกอดร่างของน้องชายไปด้วย อะไรหลายๆอย่างทำให้ยูชอนรับรู้ได้ว่า แจจุงได้สั่งให้มีคนคอยจับตาดูเขาและยูฮวานอยู่เสมอ และแบบนี้เขาจะออกตามหาจุนซูได้อย่างไงกัน คงต้องหาวิธีหลอกล่อแล้วสินะ
“ยูฮวานน้องไม่ต้องกลัวนะ ไม่มีใครทำอะไรยูฮวานของพี่ได้ วันนี้เรากลับบ้านกันมั้ย? ยูฮวานอยากกลับหรือยัง?”
“กลับบ้าน ยูฮวานอยากกลับบ้านพี่ยูชอน”
เมื่อเห็นพี่ชายถามออกมาอย่างนั้น ยูฮวานที่ไม่อยากอยู่ที่นี่ไปนานมากกว่านี้ก็รีบพยักขึ้นลง พลางยิ้มออกมาอย่างร่าเริง
“งั้นกินอาหารเช้าเสร็จเราขึ้นไปเก็บของ กลับบ้านกันเลยนะ”
ยูชอนพูดชวนน้องชายพร้อมส่งยิ้มไปให้อย่างอ่อนโยน ยูฮวานยิ้มรับ พลางรีบตักอาหารเช้าเข้าปากอย่างน่าเอ็นดู ใช้เวลาไม่นานยูชอนก็พายูฮวานกลับขึ้นห้องเพื่อกลับของ และเตรียมเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรม ยูชอนตั้งใจจะส่งยูฮวานกลับโซลไปก่อน เพื่อหลอกให้ลูกน้องแจจุงเห็นว่าเขาและยูฮวานได้กลับไปแล้ว และอีกทางยูฮวานจะได้ปลอดภัยจากพวกลูกน้องของแจจุงด้วย เขาคงต้องโทรหาคุณหมอให้ส่งพยาบาลที่เคยดูแลยูฮวานมาช่วยรับยูฮวานที่สนามบินและช่วยให้อยู่ดูแลยูฮวานไปก่อนสักวันสองวัน
“//สวัสดีครับคุณหมอ ผมปาร์คยูชอนนะครับ ผมอยากจะขอความช่วยเหลืออะไรสักอย่างครับ คุณหมอช่วยให้คุณพยาบาลที่เคยดูแลยูฮวาน มารอรับยูฮวานที่สนามบินให้ทีสิครับ และช่วยอยู่ดูแลยูฮวานให้ผมสักวันสองวันจะได้มั้ยครับ คือตอนนี้ผมกับยูฮวานอยู่เชจู แต่ผมติดธุระยังกลับไปพร้อมยูฮวานไม่ได้ คุณหมอช่วยผมหน่อยครับ.......ครับคุณหมอ เครื่องจะลงตอน11โมงครับ ครับ ขอบคุณมากนะครับ สวัสดีครับ//”
ยูชอนสนทนายืดยาวกับคุณหมอเจ้าของไข้ของน้องชาย เพื่อฝากให้อีกฝ่ายดูแลน้องชายให้ และเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย รวมถึงตั๋วเครื่องบินที่ยูชอนโทรจองจัดการก่อนหน้าที่จะโทรไปบอกคุณหมอ ยูชอนก็เริ่มอธิบายทุกอย่างให้น้องเข้าใจ
“ยูฮวาน....พี่จะไปส่งยูฮวานขึ้นเครื่องกลับบ้านนะครับ แต่พี่ยังไม่กลับไปพร้อมยูฮวาน ที่สนามบินพี่ฮยองมินจะมารับยูฮวานนะ ยูฮวานจำพี่ฮยองมินได้มั้ย?”
ยูชอนตั้งใจพูดคุยและสบตากับยูฮวาน เพื่อให้น้องรับรู้ถึงเหตุผล พลางถามไปถึงชื่อของพยาบาลสาวคนที่เคยดูแลยูฮวาน ว่ายูฮวานยังจำได้หรือไม่ เมื่อน้องชายพยักหน้านั่นหมายความว่ายูฮวานจำได้ ยูชอนก็อธิบายต่อไป
“ดีมาก เด็กดีของพี่....พี่ฮยองมินจะมารับยูฮวานที่สนามบินและอยู่เป็นเพื่อนยูฮวานที่บ้านแทนพี่ ยูฮวานไม่กลัวใช่มั้ย?”
สีหน้าที่ดูตั้งอกตั้งใจฟังของยูฮวานทำให้ยูชอนรู้สึกดีมาก เพราะยูฮวานดูไม่หวาดกลัวเลย
“ไม่....ยูฮวานไม่กลัว ยูฮวานจะเป็นเด็กดีกับพี่ฮยองมิน พี่ยูชอนต้องกลับมาหายูฮวานนะ”
ยูฮวานรู้ว่าพี่ชายต้องทำอะไรต่อจากนี้ ยูฮวานจะเป็นเด็กดี ยูฮวานจะต้องอยู่คนเดียวให้ได้ แต่พี่ชายต้องไม่ทิ้งยูฮวานไป ยูฮวานชูนิ้วก้อยขึ้นมาตรงเบื้องหน้าพี่ชายพร้อมรอยยิ้ม
“พี่สัญญายูฮวาน แค่วันสองวัน แล้วพี่จะพาพี่จุนซูกลับไปหายูฮวาน แล้วเราสามคนจะไปอยู่ด้วยกันที่อเมริกา”
ยูชอนคล้องนิ้วก้อยตัวเองเข้ากับนิ้วก้อยเรียวเล็กของน้องชาย พร้อมเอ่ยปากให้สัญญาไปด้วย....ใช่ เราสามคนจะต้องกลับมาอยู่ด้วยกัน
หลังจากทำความเข้าใจกับน้องชายแล้ว ยูชอนก็ลากกระเป๋าเดินทางออกจากห้อง ลงจากลิฟต์และตรงไปเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรม แน่นอนว่าทุกย่างก้าวของสองพี่น้องมีสายตาของลูกน้องชีวอนคอยจับจ้องอยู่ จนกระทั่งยูชอนและยูฮวานออกจากโรงแรมเพื่อตรงไปสนามบินเชจู ลูกน้องของชีวอนก็ยังคงตามไปด้วย
เมื่อถึงสนามบินเชจู ยูชอนเดินไปออกตั๋วที่เค้าเตอร์ให้กับตนและน้องชาย ชายหนุ่มส่งกระเป๋าทั้งหมดเข้าเครื่องสแกนและส่งกระเป๋าทั้งหมดโหลดลงเครื่องไป เมื่อถึงเวลาที่ต้องเดินเข้าไปในเกท ยูชอนก็เดินจูงมือยูฮวานเข้าไป และนั่นเป็นภาพสุดท้ายที่ลูกน้องของชีวอนที่ตามมาเห็น ก่อนจะโทรไปรายงานกับชีวอนว่า ยูชอนและยูฮวานได้ขึ้นเครื่องออกจากเชจูไปแล้ว เมื่องานสำเร็จลูกน้องของชีวอนก็ออกจากสนามบินไป โดยไม่รู้เลยว่านั่นเป็นแผนของยูชอน
ยูชอนเดินเข้าเกทไปกับยูฮวานจริง แต่ยูชอนบอกกับพนักงานต้อนรับว่าเขาจะไม่ไปกับน้อง หากแต่ได้ฝากให้พนักงานต้อนรับคอยดูแลน้องชายของเขาด้วย โดยยูชอนอ้างเหตุผลว่ายูฮวานนั้นป่วย จึงต้องมีคนคอยดูแล และได้ฝากให้พนักงานต้อนรับสาวเดินมาส่งยูฮวานตอนที่เครื่องลงที่โซลแล้วด้วย เพราะเกรงว่ายูฮวานจะหลงทาง และเธอผู้นั้นก็รับปากเป็นอย่างดี
“ยูฮวานเป็นเด็กดีนะครับ”
ยูชอนบอกกับน้องชายเมื่อเดินเข้ามาภายใน ก่อนจะจุมพิตที่หน้าผากของยูฮวานอย่างอ่อนโยน และผละร่างออกมา ยูฮวานส่งยิ้มหวานให้พี่ชายอย่างสดใสไร้ซึ่งความกลัวและความกังวลใดๆ ยูชอนจึงได้เดินออกมาได้อย่างสบายใจ ยูชอนไม่เอาอะไรติดตัวไว้เลยแม้แต่กระเป๋าเดินทางของตน เขาส่งมันกลับไปพร้อมกับยูฮวาน เมื่อยูชอนค่อยๆออกมาจากเกทและมองสำรวจไปรอบๆบริเวณที่ลูกน้องของชีวอนเฝ้ามองเขาอยู่ แต่สุดท้ายทุกอย่างกลับว่างเปล่า นั่นแสดงว่าแผนของเขาได้ผล ยูชอนจึงรีบออกจากสนามบิน เรียกแท็กซี่และกลับไปใกล้ๆกับโรงแรมของแจจุงอีกครั้ง
ครั้นพอจะกลับไปยังสถานที่ ที่ใกล้กับโรงแรมของแจจุง ยูชอนกลับคิดขึ้นมาได้ว่าเขาควรไปหาข้อมูลของแจจุงที่จุดเดิมของเมื่อคืนที่เขาได้พบกับจุนซู....นั้นก็คือสถานีรถไฟ ยูชอนจึงบอกกับแท็กซี่ให้ไปสถานีรถไฟแทน เมื่อถึงสถานีรถไฟ ยูชอนได้เดินไปยังร้านกาแฟที่อยู่บริเวณนั้น ยูชอนนั่งลงที่เก้าอี้ของโต๊ะที่มีไว้บริการลูกค้า ก่อนจะมีพนักงานเด็กสาวรุ่นๆคนหนึ่ง เดินมารับออเดอร์ ยูชอนจึงสั่งอเมริกาโน่ร้อนไปหนึ่งแก้ว ใช้เวลาไม่นานพนักงานสาวคนนั้นก็เดินนำอเมริกาโน่ที่ส่งมาเสิร์ฟ และขณะที่ยูชอนนั่งดื่มกาแฟอยู่นั้นก็มีชายหนุ่มสองคนเดินเข้ามาภายในร้าน และนั่งโต๊ะใกล้ๆกับเขา ยูชอนจะไม่สนใจเลย หากเรื่องที่ชายสองคนนั้นพูดคุยจะไม่ชวนให้ตนเองสงสัย
“ซังวอน กูล่ะอยากเห็นบ้านเกาะสวรรค์เหลือเกินว่ะ....อยากรู้ว่ามันจะสวยขนาดไหน”
“มึงก็ลองล่องเรือไปชมสิ จะได้โดนฆ่าตายกลางทะเล...อยากเล่นของสูงหรอมึงน่ะ เออ...แต่ก็จริงของมึงนะ อยู่เชจูมาตั้งแต่เกิด มีแต่คนพูดถึงบ้านเกาะสวรรค์ แต่ก็ไม่มีใครกล้าไปหรอกมึง”
.
.
.
“บ้านเกาะสวรรค์......”
ยูชอนพึมพำชื่อนั้นออกมาเบาๆ อย่างใช้ความคิด หลังจากที่ได้ยินเด็กหนุ่มสองคนนั้นพูดคุยกับถึงบ้านเกาะสวรรค์ที่ว่า เชจูนั้นก็เป็นเกาะ และทำไมถึงจะมีเกาะเพิ่ม เขาไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน.....หรือว่าบ้านเกาะที่ว่านั่นคือของแจจุง!!
“น้องครับพี่ขอถามอะไรหน่อย”
ยูชอนเอ่ยเรียกเด็กสาวที่พึ่งเดินไปเสิร์ฟเครื่องดื่มให้กับโต๊ะข้างๆ เด็กสาวคนดั่งกล่าวเดินเข้ามาหายูชอนอย่างสุภาพ
“มีอะไรหรือคะพี่ชาย?”
“คือพี่ได้ยินคนพูดถึงบ้านเกาะสวรรค์ ที่เชจูมีที่แบบนั้นด้วยหรือครับ?”
ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าใคร่รู้ของยูชอน ที่แสดงออกไปทำให้เด็กสาวยิ้มออกมาพร้อมกับพยักหน้า เป็นคำตอบว่าใช่ มีสถานที่เช่นนั้นอยู่
“ค่ะ...เป็นพื้นที่เกาะส่วนตัวของเจ้าของโรงแรม In Heaven แต่ไม่มีใครสามารถไปที่นั่นได้หรอกนะคะ เพราะเป็นเกาะส่วนตัวค่ะ”
“อย่างนี้เจ้าของก็ต้องมีท่าเรือส่วนตัวใช่มั้ยครับ แล้วท่าเรืออยู่ที่ไหนหรือครับ?”
“ห่างออกไปจากโรงแรม In Heaven นิดเดียวก็ถึงแล้วค่ะพี่ชาย”
“อ่อ....ขอบคุณมากนะครับ”
เมื่อทุกอย่างชัดเจนแล้วว่าที่นั่นคือบ้านของแจจุง ก็เท่ากับว่าตอนนี้จุนซูอยู่ที่นั่น เขาจะต้องหาทางไปเกาะนั้นให้ได้ภายในเช้าวันพรุ่งนี้ เขาควรจะหาเรือเพื่อไปยังเกาะส่วนตัวนั้น...หลังจากนั้น ยูชอนก็ออกจากร้านกาแฟ ชายหนุ่มเดินย้อนกลับไปยังบริเวณโรงแรมอย่างระมัดระวัง จนยูชอนเดินมาหยุดอยู่ที่ท่าเรือส่วนตัวของแจจุง.....ที่นี่เองสินะ ยูชอนได้รู้แล้วว่านี่คือท่าเรือส่วนตัวของแจจุง เขาจึงเดินไปตามฟุตบาทและเดินเลยไปยังชายหาดที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว จนสายตาเหลือบไปเห็นเรือที่มีไว้บริการนักท่องเที่ยวที่จะขึ้นเรือล่องไปในท้องทะเล ยูชอนจึงไม่รอช้าที่จะเดินตรงไปเพื่อสอบถาม
“ลุงครับ....คือผมจะขอเช่าเรือลุงได้มั้ยครับ?”
“จะขับไปไหนล่ะพ่อหนุ่ม?”
“คือผมจะเช่าทั้งเรือและจ้างลุงให้ขับเรือไปด้วยครับ ผมจะไปหาเพื่อนที่บ้านเกาะสวรรค์ ลุงรู้จักใช่มั้ยครับ? คือเรือที่บ้านเกาะมีปัญหาทำให้มารับผมไม่ได้ เพื่อนผมเลยให้ผมหาทางไปเอง ลุงตกลงหรือเปล่าครับ?”
ยูชอนเองก็กลัวไม่น้อยว่าลุงผู้นี้จะยอมขับเรือให้ตนหรือไม่ เมื่อรู้ปลายทางว่าคือที่ใด หากแต่ข้ออ้างที่เขาใช้ก็ดูเหมือนจะเป็นผลดีไม่น้อย เพราะบ้านเกาะนั่นไม่มีใครที่กล้าเสี่ยงชีวิตรุกล้ำเข้าไป หากไม่ใช่คนรู้จัก
“ตกลงสิคุณ เป็นถึงเพื่อนคุณแจจุง ผมจะขัดได้อย่างไง แล้วจะไปตอนไหนดีครับ?”
บนสนทนาเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อลุงคนที่ว่าเชื่อว่ายูชอนคือเพื่อนของแจจุงจริงๆ แถมชายวัยกลางคนดูมากไปด้วยประสบการณ์ผู้นี้ยังสามารถพาเขาไปตามหาจุนซูได้ทุกเมื่อ
“พรุ่งนี้ครับลุง ประมาน 6 โมงเช้า ผมจะมารอที่นี่นะครับ”
ทุกอย่างเป็นอันตกลงไปด้วยดี ยูชอนจึงเดินไปตามความยาวของชายหาด เรื่อยๆ เรื่อยๆ อย่างใช้ความคิด หากเขาจะไปเดี๋ยวนี้ก็คงได้ แต่มันจะเป็นการลำบากหรือเปล่าถ้าจะพาจุนซูกลับมาในเวลาที่เริ่มคล้อยบ่ายลงไปทุกขณะ พรุ่งนี้เช้าดีที่สุดแล้ว......
ยูชอนถอดรองเท้าผ้าใบออก ก่อนจะเดินเหยียบย่ำผืนทรายเม็ดละเอียดด้วยเท้าเปลือยเปล่า ชายหนุ่มเดินหน้าไปเรื่อยๆ ตามชายหาดที่ทอดยาวจนสุดสายตา ลมทะเลพัดชายเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนให้พลิ้วไสว เส้นผมสีน้ำตาลเข้มปลิวพลิ้วไปตามแรงลม ห้วงขณะหนึ่งที่ลมวูบไหวพัดผ่านผิวกายให้ขนอ่อนบริเวณท่อนแขนลุกชัน ยูชอนจึงหยุดปลายเท้าลงอยู่กับที่ ลมที่พัดผ่านเข้ามา ได้นำความรู้สึกเศร้าหมองมายังชายหนุ่มด้วย
จินกิใช่มั้ย?.......
“จินกิ.....พี่ขอโทษนะที่เรื่องราวมันยาวนานมาจนถึงตอนนี้ จินกิเองก็คงไม่สบายใจมากใช่มั้ย? เรื่องทุกอย่างมันจะจบลงแล้วล่ะ จินกิเป็นคนช่วยให้พี่หาจุนซูเจอหรือเปล่านะ พี่ขอบคุณจินกิมาก และพี่ก็ยังอยากจะขอโทษจินกิอยู่ตลอดเวลา เพราะความเจ็บปวดที่พี่ได้รับมา มันไม่มากเท่ากับที่จินกิเคยได้รับ ความรักเป็นสิ่งสวยงาม จินกิสอนให้พี่ได้รู้ แต่การที่ไม่มีเขาอยู่ มันเป็นการทรมานหัวใจเราอย่างเจ็บปวด....และตอนนี้พี่ก็เจ็บปวดเหลือเกินเมื่อไม่มีจุนซู......”
ยูชอนก้มลงมองปลายเท้าตัวเองยามที่ก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าว ทีละก้าว ขณะที่ทรายใต้ฝ่าเท้ายุบลง คลื่นน้ำทะเลก็ซัดเข้ามาปะทะ จนรอยยุบตัวนั้นจางหายไป กลับมาเป็นผืนทรายที่ราบเรียบเช่นเดิม ผืนทรายที่ต่อให้ถูกใครทำร้ายหรือรังแก แต่เมื่อคลื่นน้ำทะเลซัดขึ้นฝั่ง ผืนทรายที่เป็นร่องรอยนั้นก็จะกลับมาเป็นเช่นเดิม ทรายและคลื่นน้ำทะเลจึงเป็นสิ่งคู่กัน เพราะน้ำทะเลจะคอยช่วยลบร่องรอยของความเจ็บปวดให้หายไปจากผืนทราย....ต่อให้ผืนทรายถูกคนอื่นเหยียบย่ำมากแค่ไหน คลื่นน้ำทะเลจะเยียวยารักษาผืนทรายเอง
“คุณคือผืนทรายของผม.....คิมจุนซู”
.
.
.
.
.
.
.
-บ้านเกาะ-
เวลาล่วงเลยจนพระอาทิตย์ตกดิน มืดค่ำ หลังจากที่แจจุงออกมาจากห้องในช่วงเช้าแล้ว มาเฟียหนุ่มก็ไม่ได้กลับเข้าไปในห้องนอนอีกเลย เช่นเดียวกับจุนซูที่ไม่ยอมออกมาจากห้องเช่นกัน อาหารทุกมื้อแทมินจึงต้องยกเข้าไปให้จุนซูทานในห้อง ไม่มีประโยคพูดคุยจากใคร
ภายในห้องนอนมืดและเงียบสงบ บนเตียงนอนมีเพียงเรือนร่างบอบบางของจุนซูเพียงคนเดียวที่นอนอยู่ จุนซูไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน หรือดึกมากแค่ไหนแล้ว เพราะสิ่งที่ส่องสว่างผ่านบานหน้าต่างเข้ามามีเพียงแสงจากดวงจันทร์ที่ขึ้นอยู่กลางท้องฟ้าอันมืดมิด ร่างของจุนซูนอนตะแคงไปด้านซ้าย แขนซ้ายยกขึ้นลองอยู่ใต้ศีรษะ ฝ่ามืออยู่ตรงใบหน้า แขนขวาวางราบกับผืนเตียง หากแต่ฝ่ามือกับอยู่ใต้หมอน มือเล็กกำลังกำบางสิ่งที่ตนได้เก็บมันขึ้นมาจากพื้นและซ่อนมันเอาไว้ตอนหมอนตั้งแต่ช่วงเช้าแล้ว
ดวงตาเรียวกลมลืมตาที่สั่นไหวอยู่ในความมืดมิดของราตรีกาล หัวใจหนาวเหน็บจนเหมือนมีน้ำแข็งกำลังเกาะกุมที่หัวใจ นวมผืนหนาที่ห่มมาจนถึงช่วงไหล่เพื่อให้ความอบอุ่นในค่ำคืนที่ลมทะเลโหมพัดอาบไล้เรือนกาย ไม่ได้ทำให้จุนซูอบอุ่นขึ้นเลย ในเมื่อหัวใจยังคงเหน็บหนาว ต่อให้กายอุ่นเท่าไหร่ก็ไม่เคยช่วยอะไร ม่านน้ำตาที่เออคลอทำให้ภาพความมืดภายในห้องยิ่งพล่ามัว เมื่อความรู้สึกนึกคิดได้ตัดสินใจเลือกทางเดินที่เขาควรจะได้รับในฉากสุดท้ายของละครเรื่องนี้ดำเนินมาถึงแล้ว
น้ำตาค่อยๆรินไหลออกมา และหยดลงบนหมอนใบใหญ่ที่จุนซูหนุนอยู่ ฝ่ามือด้านซ้ายที่ซ้อนอยู่บนซีกแก้มด้านล่างหมอน เปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตา จุนซูไม่รู้ว่าเมื่อไหร่น้ำตาของเขาจะหยุดไหล หรืออาจจะไม่หยุดไหลเลยก็ได้หากลมหายใจยังคงอยู่...
หัวใจจะไม่เจ็บปวด.....หากไม่มีความรัก
หัวใจจะไม่ปวดร้าว.....หากไม่ได้รัก
หัวใจจะไม่เจ็บช้ำ.....หากไม่โดนทำร้ายด้วยความรัก
หัวใจเลือกได้ทุกอย่าง....ยกเว้นความรัก
‘แจจุง...คุณทำให้หัวใจของผมเจ็บปวดด้วยความรัก ผมไม่รู้ว่ามันเริ่มเมื่อไหร่ ความรักมักไม่ต้องการเหตุผล แต่บนสรุปของมันก็ไม่ได้สมหวังเสมอไป ถึงผมจะรักคุณ แต่ผมก็เลือกที่จะอยู่เคียงข้างคุณไม่ได้ ผมทำผิดต่อยูชอนคนที่รักผม...หัวใจของผมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป สุดท้ายผมก็ไม่สามารถเดินกลับไปหายูชอนได้’
‘การสูญเสียน้องชายที่รัก ทำให้คุณเกิดความแค้นขึ้นมาในจิตใจ และผมก็เป็นตัวแทนเพื่อชดใช้ความแค้นที่คุณมีต่อยูชอน....ละครเรื่องนี้มันจบลงแล้วนะแจจุง เพราะผมเลือกที่จะชดใช้ให้คุณด้วยชีวิตของผมเอง นี่คือสิ่งที่หัวใจของผมเลือก’
จุนซูได้แต่พร่ำทุกๆคำพูดไว้ภายในใจ เวลาล่วงเลยไปมากเท่าไหร่ไม่อาจรับรู้ ดึกแค่ไหน หรือใกล้จะเช้าหรือยัง ไม่สามารถรับรู้ได้เลย มือขวาจับสิ่งนั้นที่อยู่ใต้หมอนตลอด จนในที่สุดก็ตัดสินใจหยิบมันออกมา วัตถุชิ้นหนาสีขาว หากมองผ่านแสงสว่างที่พอมีจะมองออกว่ามันคือเศษของชามกระเบื้องที่จุนซูปัดล่วงแตก....ร่างบางได้แอบเก็บมันเอาไว้ใต้หมอนเพื่อไว้ทำบางสิ่ง
เศษของชามกระเบื้องสีขาวขนาดพอดีมือ และมีความคมจนสามารถบาดผิวเนื้อได้ บัดนี้มันได้อยู่ในมือเล็กที่กำลังสั่นเทา ก่อนที่จุนซูจะยกแขนข้างซ้ายออกจากศีรษะ และวางแขนซ้ายลงราบไปกับผืนเตียง น้ำตาที่รินไหลออกมาไม่หยุดจนแทบจะมองท่อนแขนของตัวเองไม่เห็น แต่ความแน่วแน่ในการตัดสินใจไม่ได้ลดลงไปเลย ช่วงขณะที่มือขวาที่กำเศษชามกระเบื้องสีขาว ค่อยๆขยับความแหลมคมสีขาวบริสุทธิ์ใกล้มายังข้อมือขาว ท้องฟ้าด้านนอกก็เริ่มเปลี่ยนสีมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ ความสว่างของท้องฟ้ากำลังบ่งบอกกับจุนซูว่าเช้าวันใหม่ได้เดินทางมาถึงแล้ว
ริมฝีปากเรียวบางเม้มกัดริมฝีปากล่างจนแน่น เมื่อมือขวากำเศษกระเบื้องแหลมจ่ออยู่ที่ข้อมือข้างซ้าย เตรียมตัดเส้นเลือดที่ดำเนินหล่อเลี้ยงการเต้นของหัวใจให้หยุดลง ดวงหน้าหวานเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา
การตัดสินใจที่จะจากไปของจุนซูนั้น มันคือการชดใช้อย่างที่แจจุงต้องการจริงๆหรือ?
ชั่วอึดใจหนึ่งที่มือเล็กแสนสั่นเทานั้น ได้ตัดสินใจกดปลายแหลมคมของเศษกระเบื้องสีขาวให้จม กรีดลึกลงยังผิวเนื้อ ของข้อมือข้างซ้าย.....หยาดเลือดสีแดงสดซึมไหลไปตามบาดแผลทั้งที่ของมีคมยังคงกดค้างอยู่ที่ข้อมือ ก่อนที่มือขวาจะอ่อนแรง เผลอปล่อยของมีคมอย่างเศษชามกระเบื้องสีขาวที่บัดนี้แทบหาสีเดิมไม่เจอ ล่วงหล่นยังพื้นห้อง และกลิ้งไปอยู่ใต้เตียง เมื่อของมีคมหลุดออกจากปากแผล ความเจ็บจนชาก็ทำให้ความรู้สึกนึกคิดของจุนซูว่างเปล่า ท่อนแขนที่ปลายข้อมือมีบาดแผล วางนิ่งอยู่บนเตียง พร้อมๆสิ่งที่ค่อยๆรินไหลออกมาอย่างช้าๆ ช้าๆ จนผืนเตียงเริ่มเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเลือดสีแดงสดเป็นวงกว้าง
เรือนกายบอบบางยังคงนอนตะแคงอย่างอ่อนแรง จุนซูไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าลมหายใจของเขา กำลังบางเบาลงทุกวินาที เหงื่อเม็ดเล็กเริ่มผุดพรายเต็มใบหน้าและร่างกาย เปลือกตามันหนักอึ้งจนยากจะฝืนให้ลืมตื่นต่อไปได้.....
ความรู้สึกเจ็บปวดอย่างนี้เองสินะที่นายได้รับจินกิ....ตอนนี้ชั้นรับรู้มันเต็มหัวใจแล้วล่ะ
“......แจ.......แจจุง”
เสียงแหบหวานเอ่ยเรียกชื่อคนที่ทำร้ายหัวใจของเขาออกมาอย่างยากลำบาก เมื่อลมหายใจที่มีกำลังเบาบางลง เช่นเดียวกับร่างกายที่เริ่มอ่อนแรงลงทุกขณะ เรียวแขนเล็กที่มีบาดแผลลึกไม่สามารถขยับหรือยกไปไหนได้ ที่จุนซูสัมผัสได้คือความเย็นเฉียบของหยาดเลือดที่ไหลรินออกมาจากร่างกายตน ขณะที่ดวงตาเรียวเริ่มพล่าเลือนลง ไม่ใช่เพราะน้ำตาแต่เป็นเพราะชีพจรภายในมากกว่า ศีรษะกลมมนขยับขึ้นมองท้องฟ้าที่เริ่มสว่างขึ้น ผ่านบานหน้าต่าง ท้องฟ้าสีครามที่กำลังจะสดใสเพราะดวงอาทิตย์....เขาจะมีโอกาสได้เห็นมันไหมนะ
*แก๊ก.....*
เสียงประตูไม้บานใหญ่ของห้องนอนได้ถูกเปิดออกจนกว้าง พร้อมๆกับร่างของมาเฟียหนุ่มผู้เป็นเจ้าของห้อง ได้ก้าวเดินเข้ามา โดยที่ประสาทการรับรู้ทางเสียงของจุนซูไม่สามารถสัมผัสเสียงนั้นได้แล้ว แจจุงเดินมาหยุดอยู่เบื้องหลังของจุนซู มาเฟียหนุ่มยืนมองพื้นที่ว่างของเตียงใหญ่ที่ซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของเขา ที่แจจุงเข้ามาให้ห้อง เป็นเพราะเช้าวันใหม่ได้มาถึงแล้ว และเขาก็มาเพื่อปลุกจุนซูให้ตื่น และเดินทางกลับโซลไปด้วยกัน หากแต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ แจจุงไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่า ภาพในอดีตกำลังกลับมาตอกย้ำผู้ชายอย่างเขา
แจจุงเห็นจุนซูนอนตะแคงไปอีกฝากอย่างที่จุนซูเคยนอนประจำ นวมผืนหนาห่มคุมร่างของจุนซูเอาไว้จนมิดถึงช่วงหัวไหล่เล็ก แจจุงเข้าใจว่าจุนซูคงยังหลับอยู่....แต่ความจริงแล้วมันเจ็บปวดมากกว่าการที่ร่างบางจะหลับ แจจุงก้าวขึ้นเตียงนอนอย่างช้าๆ ก่อนจะล้มตัวลงนอนตะแคงข้างแบบเดียวกับจุนซู ร่างสูงขยับเข้าไปใกล้ๆร่างบางมากขึ้น พร้อมกับวาดวงแขนขวากอดร่างของจุนซูเอาไว้อย่างแผ่วเบา มาถึงตอนนี้เปลือกตาเรียวบางที่ทำท่าจะปิดลง กลับปรือมันขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อร่างกายรับรู้ถึงการกอดสัมผัส......แจจุง
“จุนซู....ชั้นไม่รู้จะบอกกับนายได้ตอนไหน ชั้นเลยเลือกที่จะบอกกับนายในช่วงที่นายกำลังหลับฝันดีแบบนี้....ชั้นรักนาย.....”
เสียงทุ้มของแจจุงเอ่ยบอกรักจุนซูแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะตื่นขึ้นมาได้ยิน หากแต่สิ่งที่แจจุงพูดออกมานั้น จุนซูได้รับรู้มันแล้ว....ไม่ได้สายเกินไป....น้ำตาของจุนซูรินไหลออกมาอย่างมากมาย เช่นเดียวกับหยดเลือดที่ได้รินไหลออกมาจากร่างกายบอบบาง จนดูเหมือนร่างกายจะเริ่มซีดเซียวลง ลมหายใจที่แม้แต่ตัวจุนซูเองก็ยังไม่สามารถรับรู้ได้ว่ามันบางเบาลงมากแค่ไหน บาดแผลที่ข้อมือชาจนไร้ความรู้สึกเจ็บปวด จังหวะการเต้นของหัวใจและชีพจรมันช้าลง......ช้าลง....เปลือกตาเรียวพริ้มหลับลงอย่างอ่อนล้า.....หยาดน้ำตายังคงรินไหล
ร่างบางอยากจะขอสิ่งหนึ่งในตอนนี้....แต่มันก็คงจะไม่ทันแล้วสินะ ลมหายใจของเขามันกำลังจะหายไปแล้ว หายไปพร้อมกับคำว่ารักจากคิมแจจุง......
หลังจากที่แจจุงบอกกับจุนซูออกไปเช่นนั้น เขาก็บรรจงหอมเรือนผมนุ่มของจุนซูจากทางด้านหลัง ก่อนที่มาเฟียหนุ่มจะขยับกายให้ออกห่าง และลงมาจากเตียง แจจุงก้าวเดินมายังฝั่งที่จุนซูนอนตะแคงหันไปด้านนั้น ด้วยแสงสว่างจากท้องฟ้าด้านนอกที่เริ่มส่องแสงมากขึ้น อีกทั้งพระอาทิตย์ที่กำลังจะขึ้นในยามเช้าทำให้แจจุงที่หยุดยืนจ้องมองดวงหน้าหวานที่หลับตาพริ้มอยู่ตรงหน้าตนเหมือนกับนางฟ้าบนสวรรค์ แม้นางฟ้าจะหลับไปพร้อมคราบน้ำตาก็เถอะ.....แจจุงยังไม่อาจสัมผัสถึงความโหดร้ายที่กำลังจะเจอต่อจากนี้
“จุนซู....ตื่นได้แล้ว”
เสียงทุ้มของแจจุงเอ่ยดังพอที่จะปลุกให้จุนซูตื่นจากนิทรา หากแต่จุนซูกลับหลับตานิ่ง....บางเบาเหลือเกิน จุนซูไม่มาสารถรับรู้มันได้แล้วในวินาทีนี้
แจจุงสังเกตเห็นใบหน้าหวานที่ชื่นไปด้วยหยาดเหงื่อ คล้ายกับว่าร่างบางนั้นกำลังร้อนอย่างถึงที่สุด กลีบปากเรียวสวยแห้งและซีดเซียว ทั้งยังเผยอริมฝีปากหอบหายใจแผ่วเบา ปลายเส้นไหมนุ่มมือแจจุงสังเกตเห็นหยาดเหงื่อที่หยดไหลมาตามขมับขาว….แจจุงขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความกังวลใจ
“ถ้านายไม่ยอมตื่น ชั้นจะอุ้มนายออกจากเตียงเดี๋ยวนี้แหละ!!”
แจจุงพูดพร้อมกับเฝ้ามองท่าทีของร่างบางที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง หากแต่สุดท้ายแล้วจุนซูก็ยังคงนิ่งเฉย....ไร้ปฏิกิริยาตอบรับใดๆ จนทำให้มาเฟียหนุ่มใจร้อนตรงเข้ากระชากนวมผืนหนาที่ห่มคุมเรือนกายบอบบางออก........
ภาพที่ปรากฏยังสายตาคมมันเหมือนภาพของหนังที่กำลังฉายย้อน ข้อมือบางข้างซ้ายที่วางราบไปกับผืนเตียงนั้นมีบาดแผลกรีดลึกจนเห็นรอยแผล บนผืนเตียงสีขาวครีมนั้นเต็มไปด้วยเลือดสีแดงสดที่เริ่มกระจายเป็นวงกว้างเมื่อเลือดที่ข้อมือบางยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดรินไหล ภาพใบหน้าหวานของจุนซูที่หลับพริ้ม บัดนี้กลับกลายเป็นใบหน้าของจินกิที่กำลังซ้อนทับกัน จนแทบแยกไม่ออกว่า ภาพบุคคลตรงหน้าคือใครกันแน่ แต่วินาทีไม่ว่าบุคคลตรงหน้าจะเป็นใคร แจจุงก็ไม่ยอมที่จะให้ใครจากเขาไปอีกแล้ว
“จุนซู!......จุนซู!.......ลืมตาสิ.....ชั้นสั่งให้นายลืมตา!!!”
แจจุงถลาตรงเข้ากอดประครองร่างของจุนซูขึ้นมาแนบอก มือใหญ่รีบจับทับบาดแผลที่ยังคงมีเลือดรินไหลออกมาอย่างช้าๆ ริมฝีปากของมาเฟียหนุ่มแห้งผาด เอ่ยเสียงเรียกฉุดรั้งให้ร่างบางลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง หัวใจของเขาจะหยุดเต้นลงแล้ว.....ได้โปรดจุนซู
“....จ......แจ.......แจจุง......”
เสียงแหบหวานแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน พยายามเปล่งเสียงเรียกชายหนุ่มที่กำลังโอบกอดร่างเขาเอาไว้ เปลือกตาบางแสนหนักอึ้งปรือปรอยขึ้นมาอีกครั้ง.....แค่นั้น.....เพียงแค่นั้น รอยยิ้มบนใบหน้าหล่อคมคายก็ปรากฏขึ้น แม้ดวงตาคมจะแดงก่ำและสั่นไหวมากแค่ไหนก็ตาม
“จุนซู.....ทำไม.....ทำแบบนี้ทำไม ถ้านายเกลียดชั้นมาก ก็ฆ่าชั้นสิ!!!...แต่อย่าทำแบบนี้”
แจจุงพูดจาลนลานอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน มือหนายกขึ้นลูบใบหน้าของจุนซูที่เปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ทำไมทุกอย่างต้องเป็นแบบนี้ ทำไม.....ภาพเมื่อสองปีก่อนกำลังย้อนกำลังมาทำร้ายเขาอีกครั้งแล้ว แต่ชั้นจะไม่ยอมเสียนายไปจุนซู....ชั้นจะไม่ยอมสูญเสียคนที่ชั้นรักไปอีก
ดวงตาเรียวที่คลอไปด้วยหยาดน้ำตามองใบหน้าของแจจุงด้วยสายตาเหม่อลอย จุนซูคิดแต่เพียงว่า ไม่ว่าคนที่โอบกอดเขาจะเป็นใคร แต่ในความรู้สึกของเขาคือคิมแจจุงเพียงคนเดียว ร่างบางไม่มีแรงแม้แต่จะขยับกายอีกต่อไป เขาอ่อนแรงเหลือเกิน แม้แต่เสียงหอบหายใจของตัวเอง จุนซูก็ยังไม่ได้ยิน ลมหายใจจากปลายจมูกมนแผ่วเบาจนดูเหมือนอากาศจะไม่พอที่ต่อลมหายใจ ริมฝีปากบางจึงเผยออ้าหอบหายใจไปตามสัญชาตญาณของการอยากมีชีวิตอยู่ เช่นเดียวกับอัตราการเต้นของหัวใจที่มันเต้นช้าลงเรื่อยๆในทุกวินาที ริมฝีปากเรียวสวยพยายามขยับเพื่อเอ่ยบางสิ่งให้แจจุงรับรู้
“ผ....ผม....ช....ชดใช้.....ให้คุณ......แจจุง.....”
“ชั้นไม่ต้องการ!!!! ชั้นไม่ต้องการแบบนี้จุนซู”
แจจุงตะคอกเสียงดังกลบสิ่งที่จุนซูได้เอ่ยบอกเขาออกมา...ใช่เขาไม่ต้องการแบบนี้ เขาไม่ต้องการให้จุนซูทำร้ายตัวเองแบบนี้.....แจจุงขยับกายโอบอุ้มร่างของจุนซูขึ้นไว้แนบอกและเร่งฝีเท้าก้าวออกจากห้องไปด้วยความรีบเร่ง มือข้างหนึ่งของมาเฟียหนุ่มยังคงกดทับข้อมือบางที่มีบาดแผล พยายามกดห้ามไม่ให้เลือดไหลออกมามากกว่านี้
“ชางมิน!!......ชางมิน!!....เตรียมออกเรือเดี๋ยวนี้!!!”
เสียงทุ้มตะโกนเรียกลูกน้องคนสนิทจนเสียงดังก้องไปทั่วทั้งบ้าน ชางมินที่ได้ยินคำสั่งก็รีบเดินลงไปชายหาดเพื่อเตรียมเรือให้กับเจ้านายโดยไม่ทราบเลยว่ามีเหตุการณ์อะไรร้ายแรงเกิดขึ้น เช่นเดียวกับแทมินที่รู้เพียงว่าเช้านี้นายท่านจะพาจุนซูกลับโซล แต่เมื่อได้ยินเสียงตะโกนอันดังของนายท่านก็รีบวิ่งขึ้นมาดู ภาพที่เห็นทำให้เด็กรับใช้หนุ่มถึงกับเข่าอ่อน ร่างทั้งร่างแทบทรุดลงไปกองกับพื้น เมื่อภาพที่เห็นคือ นายท่านกำลังอุ้มร่างของจุนซูไว้แนบอก และทั้งเรียวแขนข้างหนึ่งของจุนซูนั้นเต็มไปด้วยเลือดสีแดงสด ตามระยะเดินที่นายท่านอุ้มร่างของจุนซูเดินผ่านไปก็เต็มไปด้วยหยดเลือดมากมาย
“แจจุง..........”
“ชั้นอยู่นี่แล้วจุนซู....นายเรียกชื่อชั้นไปตลอดทางห้ามหยุดนะ....ชั้นขอร้อง”
เสียงของแจจุงสั่นพร่าด้วยความหวาดกลัว....ด้วยร่างของจุนซูที่แนบชิดไปกับตัวเขาเอง ทำให้เขาสัมผัสถึงความรู้สึกทุกอย่างจากร่างกายบอบบางนี้....หากแต่เขากลับไม่ได้ยินหัวใจของจุนซูเลย
แจจุงอุ้มร่างของจุนซูลงมาจากตัวบ้าน มาเฟียหนุ่มกำลังเดินด้วยฝ่าเท้าเปลือยเปล่าไปตามชายหาด เพื่อมุ่งตรงไปยังเรือ พาร่างบอบบางแสนอ่อนนี้ไปให้ถึงมือหมอให้เร็วที่สุด.....ได้โปรดเถอะสวรรค์ ช่วยรั้งลมหายใจของคนที่เขารักไว้ที จะให้เขาแลกด้วยอะไรก็ยอม
แสงอาทิตย์ยามเช้าขึ้นรับวันใหม่อย่างสดใส แสงสีส้มอมทองสะท้อนเข้าแก้วตาที่เริ่มพร่ามัว จุนซูมองใบหน้าของแจจุงพร้อมๆกับมองท้องฟ้าไปด้วยกัน เขาอยากจะหยุดเวลาให้อยู่ตรงนี้นานๆ แต่มันคงจะเป็นไปไม่ได้แล้ว เขาเหนื่อยเหลือเกิน....หัวใจของเขามันอ่อนล้าเกินกว่าจะทนรับไหว เช่นเดียวกับลมหายใจที่ใกล้จะหยุดลง.....จุนซูพยายามฝืนเปลือกตาไม่ให้หลับ และมองแจจุงเอาไว้ขณะที่ริมฝีปากซีดขาวไร้สีเลือดหอบเอาอากาศหายใจเข้าปอดอย่างหนักหน่วงโดยไม่รู้ตัว....ลักษณะทั้งหมดที่จุนซูแสดงออกมาทำให้หัวใจของแจจุงบีบรัดจนแทบแตกสลาย
“จุนซู...อย่าหลับนะ.....เรียกชื่อชั้นสิ.....นายห้ามหลับนะ”
แจจุงไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอ่อนแอมากแค่ไหน แต่น้ำตาของเขามันกำลังจะไหล เขาแทบทนมองใบหน้าหวานสวยที่บัดนี้แสนจะซีดเซียวของจุนซูต่อไปไม่ไหวแล้ว ทั้งหมดมันเป็นความผิดของเขาเอง เขาเองที่เป็นมีดกรีดใจให้กับจุนซู.....จินกิพี่ขอร้อง.....ช่วยคิมจุนซูของพี่ด้วย แจจุงขอร้องวิงวอนภาวนาอยู่ในใจ อย่าปวดร้าว
“..........จ..............แจจุง”
ลำบากเหลือเกิน เสียงแหบหวานแผ่วเบาที่เอ่ยออกมาช่างแผ่วเบาเหลือเกิน น้ำตาของจุนซูรินไหลออกมาไม่หยุดพอๆกับหยาดเลือดที่รินไหลออกมาจนมันเปียกชุ่มฝ่ามือใหญ่ของแจจุงที่กอบกุมกดทับบาดแผลเอาไว้ เลือดสีแดงสดหยดรินไปตามผืนทรายละเอียด ทุกฝีเท้าที่ก้าวเดิน......
ขณะที่แจจุงโอบอุ้มร่างของจุนซูเดินตรงไปยังเรือที่มีชางมินเตรียมรออยู่แล้วนั้น ได้มีเรือลำหนึ่งขับเข้ามาจอดเทียบฝั่งอย่างตั้งใจ ชางมินที่เห็นว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งที่แสนคุ้นเคยรีบร้อนลงจากเรือลำนั้น ชางมินเองก็ตกใจจนแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
ยูชอนที่ตั้งใจนั่งเรือมาที่นี่ ได้มาถึงแล้ว และเมื่อเรือเทียบฝั่งสายตาที่เฝ้ามองบ้านบนเกาะส่วนตัวหลังใหญ่ก็ ได้เห็นว่าอดีตเพื่อนรักกำลังโอบอุ้มคนที่เขาตามหามาตลอด เดินตรงมายังเรือ ที่ยูชอนก็เห็นว่าชางมินนั่งอยู่ในเรือลำนั้น ยูชอนรีบกระโดดลงจากเรือที่ตนนั่งมาในทันที เมื่อเห็นได้ชัดแล้วว่า มีบางสิ่งที่จุนซูดูแปลกไป
ในขณะที่แจจุงเร่งรีบร้อนก้าวเดินให้เร็วมากขึ้นเท่าไหร่ ระยะทางที่แสนสั้นนี้ก็ช่างยาวนานเหมือนเดินเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งช้าลงมากเท่านั้น ทั้งๆที่เรือได้จอดอยู่ตรงหน้าเขาไม่ไกลแล้วก็ตาม ด้วยความที่แจจุงให้ความสนใจอยู่แต่กับร่างบางในอ้อมแขน เขาจึงไม่สนใจเลยว่ามีใครอีกคนได้ก้าวเข้ามายังพื้นที่ส่วนตัวนี้แล้ว
ฝ่ามือเล็กข้างที่ไม่มีบาดแผลพยายามจะยกมันขึ้นมาสัมผัสใบหน้าหล่อเหลาของมาเฟียหนุ่มที่กำลังนำพาร่างของเขาไปที่ไหนสักแห่ง จนในที่สุดจุนซูก็ทำมันสำเร็จ ฝ่ามือบางจับปรางแก้มของแจจุงไว้อย่างแผ่วเบา จุนซูไม่รู้ว่าตอนนี้ฝ่ามือของเขารู้สึกแบบใด เมื่อสัมผัสใบหน้าของแจจุงแล้ว แต่ความรู้สึกที่หลงเหลืออยู่ในชีพจรที่แสนอ่อนล้าบ่งบอกว่า เขากำลังมีความสุขมาก เปลือกตาที่หนักอึ้งพยายามข่มไม่ให้มันหลับลงตามคำที่แจจุงบอก.....เหมือนจุนซูจะรับรู้ได้ว่าวินาทีของลมหายใจสุดท้ายกำลังจะมาถึง ร่างบางอยากจะพูด หรืออยากจะบอกอะไรมากมายเต็มไปหมด แต่เขาไม่มีแรงมากพอที่จะพยายามเปล่งเสียงออกไปได้
จินกิ....ความทรมานของลมหายใจสุดท้ายมันเป็นอย่างนี้เองสินะ...
จุนซูมองไม่เห็นใบหน้าของแจจุงแล้วในตอนนี้ แม้เขาจะพยายามลืมตามองดูชายหนุ่มอยู่ ฝ่ามือที่สัมผัสแก้มแจจุงไม่รับรู้ได้เลยว่ามันมีความอบอุ่น ร้อน หรือเย็น เพียงใด.....ประสาทการรับรู้ทางเสียงเริ่มห่างหายไป จนแทบไม่ได้ยินสิ่งใดอีกต่อไป.....หากแต่ริมฝีปากที่อ้าหอบหายใจเพียงทางเดียวพยายามเอ่ยบางสิ่งที่อยู่ในใจออกมา
“....จ......แจจุง......ผม....................................---------รักคุณ”
หยุดนิ่งทุกสิ่ง......ฝ่ามือบางที่เคยจับปรางแก้มของแจจุงไว้ ปล่อยร่วงลงข้างลำตัว เรือนกายบอบบางนิ่งสงบ เปลือกตาหลับพริ้มขับเอาหยาดน้ำตาหยดสุดท้ายรินรดแก้มขาวนวล....เสียงลมหายใจที่เคยบางเบาจางหายไปอากาศ
“จุนซูอย่าหลับตา.......ตื่นสิจุนซู.........จุนซู!!!!!!!!!!!!”
แจจุงไม่อาจจะยินว่าประโยคสุดท้ายนั้นจุนซูพูดว่าอะไร แต่สิ่งที่เขารับรู้คือโลกทั้งใบกำลังหยุดหมุนลงแล้วในวินาทีนี้....ฝ่ามือแสนเย็นเฉียบของจุนซูได้ร่วงหล่นไปจากแก้มของเขา...
จะไม่มีอีกแล้วหรือดวงตาสวยคู่นั้น.....จะไม่มีอีกแล้วหรือรอยยิ้มอ่อนหวานนั้น
ถ้าหัวใจเขาหยุดเต้นแทนจุนซุได้ในวินาทีนี้เขาจะยอม.....เอาหัวใจที่เต้นอยู่ของเขาไปใส่ให้จุนซูได้หรือไม่สวรรค์.....แจจุงไม่ยอมที่จะหยุดนิ่งเขารีบอุ้มจุนซูไปจนถึงเรือได้แล้ว หากแต่ว่า
“ไอ้แจจุง!!!!!”
เสียงตะโกนก้องของยูชอนดังไปทั่วหาดทราย…..แต่แจจุงไม่อาจรับรู้หรือได้ยินมันเลย มาเฟียหนุ่มเดินนิ่งเฉยผ่านร่างของยูชอนไป อย่างไม่คิดจะใสใจ และเมื่อยูชอนเห็นภาพที่อยู่เบื้องหน้าเขาเองก็แทบหยุดลมหายใจด้วยเช่นกัน แขนข้างหนึ่งของจุนซูร่วงห้อยอยู่ข้างลำตัวอย่างคนไร้เรี่ยวแรง เปลือกตาปิดสนิท ทั้งยังเลือดมากมายที่เปรอะเปื้อนเต็มของแจจุง
“เกิดอะไรขึ้นกับจุนซู?...แกทำอะไรจุนซูไอ้แจจุง!!!””
เสียงของยูชอนเรียบเฉยจนกายทั้งกายชาไปพร้อมๆกับความรู้สึก ยูชอนหันหลังกลับไปมองแจจุงที่พยายามจะพาจุนซูลงเรือ ก่อนที่เขาจะวิ่งมุ่งตรงไปยังจุดที่แจจุงยืนอยู่ ยูชอนเดินตรงเข้ากระชากไหล่แจจุงจากทางด้านหลังอย่างแรง จนทำให้ร่างของแจจุงที่อุ้มจุนซูอยู่เซ หันมาทางเขา ทำให้ยูชอนเห็นได้ถนัดตาแล้วว่าจุนซูมีบาดแผลที่ข้อมือซ้าย และเรียวแขนนั้นเต็มไปด้วยเลือด แม้แจจุงจะถูกยูชอนกระทำรุนแรง หากแต่มาเฟียหนุ่มในตอนนี้ เขากลับไม่สนใจสิ่งใดนอกจากจุนซู
“คุณยูชอนครับ ตอนนี้จุนซูเจ็บหนักมากเราต้องรีบพาจุนซูไปโรงพยาบาลนะครับ อย่ามัวมาทะเลาะกันเลย...ผมขอร้อง”
ชางมินที่ยืนมองเหตุการณ์มาสักพัก เอ่ยเตือนสติยูชอน
ขณะที่แจจุงจะก้าวลงเรือ ยูชอนกับเดินไปขวางหน้า และอุ้มร่างของจุนซูมาไว้ในอ้อมอกของตนแทน
“ถึงเวลาที่แกควรจะคืนจุนซูให้ชั้นได้แล้ว คิมแจจุง”
ยูชอนพูดทิ้งท้ายไว้เพียงแค่นั้น ก็ลงเรือที่มีชางมินเตรียมตัวรอไว้อยู่ก่อนแล้ว แจจุงที่ยืนมองจุนซูที่อยู่ในอ้อมกอดของยูชอนนิ่งๆ ก่อนที่ชางมินจะขับเคลื่อนเรือออกจากฝั่ง ไกลออกไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนเรือนั้นลับสายตาไป แจจุงก้มลงมองฝ่ามือทั้งสองข้างของตัวเองที่เต็มไปด้วยคราบเลือดของจุนซู.....น้ำตาที่อดกลั้นเอาไว้หยดไหลลงฝ่ามือที่เริ่มมีอาการสั่นเทา
สุดท้ายแล้วสองมือคู่นี้ก็ไม่สามารถดูแลหรือปกป้องคิมจุนซูได้....มันมีแต่จะทำร้ายให้จุนซูสูญหายไป ตัวเขาไม่เคยอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า แต่ครั้งนี้เขาอยากจะอ้อนขอให้คิมจุนซูปลอดภัย...มีลมหายใจต่อไปเพื่อปาร์คยูชอน...สำหรับตัวเขาแล้ว เขาเป็นเพียงฝันร้ายของจุนซู
หัวใจรักบีบรัดจนแทบหายใจต่อไปไม่ไหว....ทำไมไม่เป็นเขาบ้างที่จะแบกรับความเจ็บปวดนั้นไว้ ไม่ว่าจะของจินกิหรือของจุนซู.....ทำไมคนที่เขารักต้องตัดสินใจทำเช่นนั้นลงไป หัวใจที่เคยเจ็บช้ำเพราะเหตุการณ์ของจินกิยังไม่เคยจางหายไป และเหตุการณ์ของจุนซูก็ได้มาตอกย้ำให้เขาแทบสิ้นลมหายใจไปเสียตรงนั้น
“จินกิ....ต่อให้พี่ตายลงไปตรงนี้ พี่ก็ยังเป็นคนเลวของจุนซู.....พี่มัน...ฮึก......พี่มัน...ต่อให้ตายก็ยังไม่สามารถแก้ไข้ความเลวได้...แต่จินกิรู้มั้ย.....พี่รักจุนซูจนพี่จะหายใจไม่ออกแล้ว...พี่ควรจะทำอย่างไรดี............จุนซู คำขอโทษจากชั้น มันก็ยังน้อยไปที่จะมอบให้นาย......แต่ได้โปรดมีชีวิตต่อไปเถอะนะคนดี”
น้ำเสียงทุ้มสั่นเครือป่นสะอื้นไห้ แสดงออกมาเป็นอย่างดีว่ามาเฟียหนุ่มผู้นี้อ่อนแอมากเพียงใด ดวงตาคมที่แดงก่ำขับหยาดน้ำตาให้รินไหลออกมาอย่างมากมาย....ลมทะเลพัดผ่านร่างสูงคล้ายกับกำลังปลอบประโลม เรือนผมสีดำขลับพลิ้วไหวตามกระแสลม.....เสียงแว่วหวานได้ถูกพัดพามาให้แจจุงได้ยิน
“แจจุง..............................................”
แจจุงเงยหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา ขึ้นมองออกไปยังท้องทะเลกว้างสุดลูกหูลูกตา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าปิดเปลือกตาลงพร้อมกับหยาดน้ำตาที่รินไหลลงมาจากหางตาเรียวคม
“ชั้นรักนายจุนซู..........”
.
.
.
.
.
.
.
.
.
“ผมขอแสดงความเสียใจด้วยครับ......คนไข้สิ้นลมหายใจแล้ว”
.
.
.
.
.
.
.
.
.
TBC…
ก้อยว่าต้องมีคนด่าก้อยแน่เลยสำหรับพาร์ท 18 นี้ TT_________________TT อันที่จริงตัดจบไปเลยก็ได้นะคะเนี่ย *โดนแฟนฟิครุมตบ* แงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง ก้อยดราม่านะ แต่พล็อตมันมาแบบนี้นี่คะ ช่วยติดตามต่อจบกันด้วยนะคะ อย่าพึ่งโกรธแล้วทิ้งกันไปนะ สิ่งที่เพื่อนๆเห็นในพาร์ทนี้อาจจะไม่เป็นความจริงก็ได้ค่ะ ก้อยไม่พูดอะไรแล้วนะ ช่วยติดตามตอนจบด้วย *โค้งคำนับ* .....ค่ะมาถึงฉากที่ก้อยเสียน้ำตาที่สุดดีกว่า คือตอนที่พี่แจกอดและบอกรักน้องที่ค่ะ น้ำตาพรั่งพรูสุดๆเลยฉากนั้น แล้วแบบน้องกรีดข้อมือไปแล้วไง แล้วน้องมีความรู้สึกอยากอยู่ต่อ ไม่อยากจากไปแล้ว สุดๆเลยค่ะฉากนั้น แล้วเพื่อนๆชอบฉากไหนกันบ้างเอ่ย? ก็หวังว่าพาร์ท 18 นี้จะทำให้เพื่อนๆ อินไปกับตัวละครนะคะ *ก้อยอินจนตาบวมตลอด4วันเลยค่ะ*
ก้อยพูดมากไปอีกแระ =_= ขอให้ทุกคนมีความสุขกับช็อยนะคะ ติชมกันได้ตามสบายเลยค่ะ หากมีช่วงไหนที่ดูติดขัดบอกก้อยเลยนะคะ มึนมากค่ะช่วงนี้ และก็สำหรับเรื่องร่วมเล่ม ฝากกันสนับสนุนด้วยนะคะถ้าอยากได้ช็อยเป็นรูปเล่ม ขอบคุณเพื่อนๆที่ติดตามช็อยตั้งแต่เริ่มจนมาถึงปลายทางนี้นะคะ ขอบคุณทุกคนจริงๆ ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่มีให้ก้อยนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนจบ ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่นะคะ ฮ่าๆๆ รักทุกคนค่ะ^^ *ยิ้มหวาน*
edit @ 19 Feb 2012 11:32:59 by masoo









#1 By am_tcc (124.121.235.122) on 2012-02-18 14:40