[Fic]~Choice~ทางเลือกของหัวใจ[2Kim] Part.19[End]
posted on 19 May 2012 00:30 by makiya-junsu in ChoicesSubject : [Fic] ……~Choice~……ทางเลือกของหัวใจ
Author : masoo
Part : 19[End]
Character : 2Kim
Rate : PG-13
ปล.ขอบคุณประกอบฟิคงามๆจากน้องแพรวนะจ๊ะ
ปล.อาจมีภาษาที่ผิดพลาด ก้อยขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ^^
**ฟิคชั่นเรื่องนี้คู่หลักคือทูคิมนะคะ คิมแจจุงและคิมจุนซู หากไม่นิยมชมชอบ
** ฟิคชั่นเรื่องนี้เกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้แต่งหาได้มีส่วนของความเป็นจริงไม่

[Fic] ~Choice~ทางเลือกของหัวใจ Part.19[End]
จบแล้ว.....ทุกอย่างจบลงแล้วหรอ?....และทำไมผมถึงคิดว่าจบล่ะ? เพราะอะไรหรอ?....
เหมือนผมกำลังล่องลอยอยู่ที่ไหนสักแห่ง ที่ที่ผมไม่รู้จัก นั่นใครหรอ?
ผมรู้สึกคุ้นกับร่างบอบบางนั้นเหลือเกิน....คนคนนั้นกำลังจะหันหน้ามาทางผม
“จินกิ........”
เสียงผมเอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายออกไปเอง เมื่อร่างนั้นหันมา ใบหน้าอ่อนเยาว์
และรอยยิ้มสดใสนั่นกำลังส่งมาให้ผมใช่หรือเปล่า?
ที่นี่คือที่ไหน? แล้วทำไมผมถึงเจอจินกิยืนอยู่ตรงหน้าผมได้ ผมก้าวเท้าออกไปเบื้องหน้า
หวังจะเข้าไปพูดคุยกับจินกิที่ยืนยิ้มอยู่นิ่งๆ ณ จุดเดิมไม่ได้ขยับเดินหนีผมไปไหน
แต่เหมือนผมยิ่งเดินเข้าไปเท่าไหร่ ระยะทางก็ไม่เคยสั้นลงเลย ทั้งๆที่ผมออกแรงเดินจนได้ยิน
เสียงหอบหายใจของตัวเองแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงร่างของจินกิเสียที
ผมพยายามเดินให้เร็วขึ้น แต่เดินเท่าไหร่ก็ยังไปไม่ถึงร่างของจินกิ
จวบจบร่างของจินกินั้นเหมือนกำลังจะถูกกลืนเข้าไปในเมฆหมอกสีขาวที่เข้าปกคุมในสถานที่แห่งนี้
ผมมองแทบไม่เห็น หากแต่ใบหน้าที่ประดับรอยยิ้มนั้นยังคงยิ้มให้กับผม......ก่อนที่ดวงตาของผมจะแสบ
ไปด้วยความสว่างจ้าของแสงสีเหลืองทองที่สะท้อนอยู่เบื้องหลังร่างของจินกิ
ก่อนที่แสงนั้นจะกลืนร่างของจินกิให้หายลับไปกับตา พร้อมๆกับเสียงที่ดังแว่วมาให้ได้ยิน
“จุนซู........”
เสียงใครกันนะ? ผมได้ยินไม่ถนัดเลย ผมเงยหน้าขึ้นมองไปด้านบน และแทนที่ผมจะเห็นท้องฟ้า
แต่เปล่าเลย มันคือสีขาว ก่อนที่ผมจะเลียวมองรอบๆตัว ทุกอย่างขาวไปหมดเลย
รวมถึงเสื้อผ้าที่ผมสวมใส่ เสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว แม้แต่พื้นที่ผมเหยียบอยู่ก็เป็นสีขาว
ปลายเท้าเปลือยเปล่าของผม มันไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่รู้สึกแม้กระทั่งว่ายืนอยู่ที่ใด
ประสาทสัมผัสมันนิ่งเฉยจนน่าตกใจ....ที่นี่คือที่ไหนนะ แล้วจินกิหายไปไหน
“จุนซู........จุนซู.........”
ผมได้ยินเสียงคนเรียกชื่อผมอีกแล้ว!...และผมพยายามหาต้นเสียงว่าอยู่ที่ใด
แต่มองไปทางไหนก็เหมือนกันหมด รอบๆตัวผมเป็นสีขาว ผมมองไม่เห็นใครเลย.....ไม่เห็น
“จุน....ฮึก.....จุนซู......ฮืออออ......จุนซู”
ผมได้ยินมันอีกแล้ว...มีใครบางคนที่พยายามเรียกชื่อผม พร้อมกับเสียงสะอื้นไห้....ใคร?.....ทำไม?
ผมเดินไปเดินมาอยู่อย่างนั้น ผมหันมองซ้ายและขวา ผมก็ไม่เจอใคร แต่เสียงนั้นยังคงเรียกหาผมซ้ำๆ เสียงที่ผมรู้สึกว่าคุ้นเคย แต่ผมคิดไม่ออกว่าคือเสียงของใคร เสียงทุ้มนั้นเต็มไปด้วยความโศกเศร้า....ทำไมถึงเรียกผมด้วยน้ำเสียงปนสะอื้นไห้เช่นนั้น?
ผมไม่รู้จะเดินไปทางไหนแล้ว ผมหาทางออกไม่เจอเลย ผมก้มลงมองปลายเท้าเปลือยเปล่าของตัวเอง ใบหูของผมยังคงได้ยินเสียงนั้นเรียกชื่อผมซ้ำๆ ซ้ำๆ
“จุนซู....ฮึก....ฮือออ....จุนซู........จุนซู”
นั่นอะไรหรอ? หยาดน้ำที่หยดลงหลังฝ่าเท้าของผมคืออะไร? ยิ่งผมจ้องมองหยาดน้ำสีใสก็หยดลงมาเรื่อยๆ ก่อนที่ความสงสัยจะหมดไป ผมยกฝ่ามือขึ้นจับใบหน้าของตัวเอง ก่อนจะพบว่าหยาดน้ำนั้นคือน้ำตาของผมเอง ผมกำลังร้องไห้อย่างนั้นหรอ? ทำไมล่ะ ทำไมผมถึงร้องไห้?
ทั้งๆที่ผมไม่ทราบสาเหตุ แต่น้ำตาผมกลับไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ผมใช้มือทั้งสองข้างเช็ดปาด แต่มันก็ยังไม่ยอมหยุดไหล ผมลืมอะไรไปอย่างนั้นหรอ? ผมลืมอะไร?
“พอได้แล้ว......ฉันบอกให้แกพอได้แล้ว คิมแจจุง!!!”
และนั่นเสียงใคร? เสียงทุ้มของใครอีกคนที่ตะคอกอย่างเกรียวกราด และชื่อนั้น....
“คิมแจจุง.....”
ริมฝีปากของผมขยับและเอ่ยชื่อที่ได้ยินเมื่อครู่ออกมา ตัวของผมนิ่งค้างจนไม่สามารถขยับได้ และภาพสีขาวเบื้องหน้าของผมอยู่ๆก็ฉายภาพออกมา มันคงเป็นความทรงจำของผมใช่มั้ย? เพราะผมเห็นตัวเองอยู่ในนั้น รวมถึงผู้คนมากมาย แต่ทำไม ผมถึงจำใครไม่ได้เลย ยกเว้นจินกิ.....
ผมยืนดูภาพต่างๆเหล่านั้น ด้วยความรู้สึกสับสน ผมไม่รู้ว่าใครคือใคร และใครคือคิมแจจุง แต่น้ำตาของผมมันยังไหลอยู่เลย ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ผมรู้สึกอย่างไร ผมไม่ได้ยินเสียงของภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ผมเห็นว่ามันฉายไปเป็นฉากๆ ฉากๆ ผมเห็นภาพของตัวเองถูกผู้ชายคนหนึ่งทำร้าย ย่ำยี.....จวบจนภาพฉายมาถึงตอนที่ผมนอนอยู่บนเตียง ข้อมือของผมมีบาดแผลเลือดไหลเต็มไปหมด ผมอดไม่ได้ที่จะยกแขนข้างนั้นขึ้นมาดู.....ไม่มี.....รอยแผลบนข้อมือผมไม่เห็นมีเลย
น้ำตาของผมยังคงไหล แต่ภาพตรงหน้าไม่ได้พล่าเลือนเพราะน้ำตาเลย ผมเห็นชัดเจนทุกฉาก และฉากสุดท้ายที่ผมเห็นคือ ผู้ชายคนที่ย่ำยีผม อุ้มร่างของผมเอาไว้ และเดินไปตามชายหาด
“จุนซู....ตื่นสิ.....ฮึก......จุนซู......จุนซู”
“ฉันบอกให้แกหยุดแจจุง!!....ย....ฮือออ.....หยุดได้แล้ว”
ผมได้ยินเสียงของผู้ชายสองคนนั้นอีกแล้ว และพวกเขากำลังร้องไห้ ร้องไห้อย่างหนัก ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าผมยังคงฉายอยู่ และผมยังอยู่ในอ้อมกอดของผู้ชายคนนั้น
“ฉ.....อึก!....ฉัน.....ฉันรักนายจุนซู....จุนซู!!!”
เมื่อเสียงนั้นดังขึ้น ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าผมก็จางหายไป พร้อมๆกับหัวใจของผมที่มันกระตุกวูบจนเจ็บ ตัวของผมสั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่ ผมเริ่มรับรู้ถึงความเจ็บปวดทางร่างกาย ผมเริ่มรู้ว่าผมกำลังร้องไห้อย่างหนัก ผมได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของตัวเองอย่างชัดเจน หัวใจผมเจ็บปวดจนเกินกว่าจะทนไหว ริมฝีปากของผมสั่นระริก.....ผมจำเขาได้แล้ว.....คิมแจจุง
มือข้างขวายกขึ้นกุมหัวใจของตัวเอง ก่อนที่ร่างของผมจะอ่อนแรงลงอย่างกะทันหัน ผมทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นที่เป็นสีขาว ผมเจ็บหัวใจอย่างที่สุด เสียงผมร้องไห้ดังก้องไปทั่ว
“แจจุง....อึก!!....จ........จ.......แจ...ฮืออออ......แจจุง.....”
ผมเรียกชื่อของแจจุงพร้อมกับสะอื้นไห้ ผมไม่มีแรงจะยันให้ตัวเองลุกขึ้นยืนได้แล้ว ผมเจ็บปวดอย่างที่สุด ผมนั่งกอบกุมหัวใจของตัวเองเอาไว้อย่างทรมาน
“จุนซู......จุนซู......จุนซู......จุนซู!!!!!!!”
“อ๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!!!!!!!!!!!”
ผมกรีดร้องออกมาสุดเสียงอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ร่างของผมปวดร้าวราวกับถูกกระชาก และกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ บัดนี้ร่างของผมอ่อนแรง จากที่เคยนั่งคุกเข่า จึงนอนราบลงไป แต่ในวินาทีนั้น มีมือมือหนึ่งปรากฏขึ้นมา ดวงตาของผมพล่าเลือนมองมือนั้นที่ยื่นมาจากเบื้องบน หมอกขาวบริสุทธิ์บดบังสายตา ไม่สามารถปรากฏอย่างเด่นชัดได้ว่าเป็นฝ่ามือของผู้ใด หากแต่มือของผมก็ยกขึ้นไปหมายจะจับฝ่ามือนั้น และทันทีที่ฝ่ามือของผมจับฝ่ามือนั้น ร่างของผมก็ถูกกระชากขึ้นเหนือพื้นอย่างรุนแรง ภาพรอบๆตัวที่เคยขาวบริสุทธิ์บัดนี้มืดมิดจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใด....และสิ่งที่ยังหลงเหลือให้ผมได้ยินก่อนที่ทุกอย่างจะมืดมิดไปคือเสียงร่ำไห้ของผู้ชายคนนั้น.....คิมแจจุง
“ฉันรักนายจุนซู......ฮึก.....ฮือออออ......รัก”
.
.
.
.
.
.
.
.
-สามปีผ่านไป-
สายลมอ่อนๆพลิ้วไหว อาบไล้เรือนกายชายหนุ่มผู้ซึ่งปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความเงียบสงบของสถานที่แห่งสุดท้ายของชีวิต สรรพสิ่งรอบกายเงียบสงบ เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงต้นไม้ใบหญ้าพลิ้วไหวตามแรงลมที่พัดเอื่อยๆในที่โล่งกว้าง......เพียงลำพัง.......ทั่วบริเวณกว้างนี้มีเพียงชายหนุ่มที่ยืนอยู่เพียงลำพัง ในฝ่ามือมีช่อดอกลิลลี่สีขาวสดช่อใหญ่ เครื่องหน้าสมบูรณ์แบบยังคงหล่อเหลาเช่นเดิม เว้นเสียแต่ดวงตาคมที่เคยแข็งกร้าวในอดีต บัดนี้กลับฉายแววอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด
ถามว่าร่างกายของคิมแจจุงทรุดโทรมลงหรือไม่ คำตอบก็คงจะเห็นได้ชัดแล้ว แม้ผมสีดำเข้มจะไม่ยาวไปมากกว่าเมื่อสามปีก่อนเลย แต่ด้วยเรียวหน้าที่ซูบผอมลง บวกกับไรหนวดเขียวครึมบางเบา ทำให้รับรู้ได้ว่าเจ้าตัวดูแลตัวเองน้อยลง แววตาของแจจุงในตอนนี้ดูเลื่อนลอย หากแต่สายตาคมนั้นไม่ได้ล่ะไปจากป้ายหินบนหลุมฝังศพเบื้องหน้าเลย มาเฟียหนุ่มยืนมองป้ายหน้าหลุมศพอยู่นานนับนาที โดยไม่คิดจะขยับกายไปไหน หรือแม้แต่จะวงช่อดอกลิลลี่สีขาวช่อโตในมือลงต่อหน้าหลุมศพ
ลมพัดผ่านพลานให้เส้นผมสีดำขลับพลิ้วไสวตามแรงลม และในวินาทีต่อมามาเฟียหนุ่มถึงยอมขยับเคลื่อนกาย หากจะเรียกให้ถูก คล้ายกับร่างสูงโปร่งของมาเฟียหนุ่มทรุดกายลงคุกเข่าทั้งสองข้างต่อหน้าหลุมฝังศพเสียมากกว่า มือที่กอบกุมลิลลี่ขาวช่อโตสั่นไหว ยามยื่นออกบรรจงวางบนหลุม เคียงข้างลิลลี่ขาวช่อใหม่กับลิลลี่ขาวช่อเก่าที่วางเรียงกันอยู่ในนั้น ราวกับว่านำมาวางไว้ในทุกๆวันไม่ให้ขาดหาย
เขาจะอ่อนแอเกินไปหรือไม่ หากจะบอกว่าสามปีที่ผ่านมา เขามักจะมานั่งพูดคุยกับหลุมฝังศพเป็นประจำทุกวัน ทุกวัน และวันนี้ก็เช่นกัน แจจุงส่งรอยยิ้มอ่อนล้าให้กับรูปภาพยังป้ายหินอ่อนเหนือหลุมฝังศพนี้
“สามปี....มันช้าหรือเร็ว?”
เสียงทุ้มที่บัดนี้ติดแหบนิดๆเอ่ยถามขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงบที่กลืนลึกกว้างไปทั่วบริเวณ และแน่นอนว่ามันเป็นคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบ
ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ทุกๆวินาทีที่ลมหายใจรินรดก็ช่างเดียวดาย เมื่อปราศจากคนคนหนึ่งที่เคยอยู่เคียงข้างกาย มันก็ทำให้เหมือนกับว่าลมหายใจนี้มันช่างไร้ความหมายเสียจริง อยากเรียกร้องให้อีกฝ่ายกลับมาหา ก็คงจะไม่มีวันนั้นเสียแล้ว....คิมแจจุงเหมือนคนมืดแปดด้าน มองหาทางออกก็คงจะไม่เจอ ในเมื่อเขาทดลองหาทางออกมาแล้วตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา
“จุนซู..........เป็นไปไม่ได้เลยใช่มั้ย ถ้าฉันอยากให้นายกลับมา”
แจจุงเอ่ยตัดพ้อพลางเอื้อมมือที่เริ่มสั่นเทาเล็กน้อยออกไปเบื้องหน้า ก่อนจะบรรจงไล้ปลายนิ้วลงบนใบหน้าในรูปภาพที่อยู่บนป้ายหินอ่อน.....คิมจุนซู ภาพดวงหน้าขาวใส สว่างไสวเพราะดวงหน้าอ่อนหวานนั้นประดับด้วยรอยยิ้มสดใส รอยยิ้มที่แสนจะสดใส.....รอยยิ้มที่เขาไม่เคยได้รับหรือเห็นด้วยตาตนเองเลยสักครั้ง แต่ภาพใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาของจุนซูในวันนั้นยังติดตาเขามาถึงทุกวันนี้ ใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ซีดเซียวไร้สีเลือด....วินาทีสุดท้ายที่ลมหายใจของร่างบอบบางถูกพรากไป ทุกๆภาพมันคอยตอกย้ำเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันไม่เคยจางหายไปไหน
ดวงตาคมแดงก่ำ แม้จะไม่มีลมแรงจนทำให้แก้วตาขาดความชุ่มชื่นจนแห้งผาก หากแต่แจจุงกำลังนึกถึงภาพในอดีตที่ถูกฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าในความทรงจำ ขอบตาจึงร้อนผ่าวขึ้นมา คิมแจจุงกล้ำกลืนความเจ็บช้ำเอาไว้ในหัวใจที่มีบาดแผล
“รู้มั้ยว่าฉันคิดอยากเลือกที่จะตามนายไป แต่มันก็เท่านั้นแหละ ฉันคงไม่เจ็บปวดพอ หากต้องไปอยู่กับนายในอีกโลกหนึ่ง ฉันจึงเลือกที่จะอยู่ต่อไป เพื่อทนรับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสแต่เพียงผู้เดียว มันพอแล้วหรือยังจุนซู?....หึ.....คงยังไม่พอสินะ”
แจจุงหัวเราะเยาะตนเองในลำคอ สิ่งที่อดกลั้นไว้ภายในดวงตาคมที่แดงก่ำเริ่มคลอเคล้าพร่ามัว ก่อนหยดน้ำใสจะไหลกลิ้งออกจากดวงตาคมกร้าว หยาดน้ำตาเพียงหนึ่งหรือสองหยดไม่ได้ทำให้มาเฟียหนุ่มรู้สึกสบายใจขึ้นแม้แต่น้อย ความอ่อนแอนั้นเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆตามกาลเวลา หากใครเคยบอกว่าเวลาช่วยเยียวยาทุกสิ่ง เขาคนหนึ่งที่ไม่เคยเชื่อมัน ในเมื่อยิ่งเวลาผ่านเลยไปมากเท่าไหร่ ความทุกข์ในจิตใจยิ่งเพิ่มทวีคูณ
น้ำเสียงหวานแหบแห้งที่เคยร้องขอด้วยความหวัง ดวงตากลมใสที่มักจะร่ำไห้ทุกครั้งเวลาที่พบหน้า ฝ่ามือเล็กนุ่มนิ่มที่คอยผลักไสให้ออกห่าง รวมถึงเรือนกายบอบบางที่ทนฝืนยามถูกชำเราอย่างเจ็บปวด.....ทุกๆสิ่งไม่มีอีกแล้ว มันสายเกินกว่าจะได้ทันปรับปรุงตัว ร่างกายนั้นได้จากเขาไปแล้ว ไม่มีคิมจุนซูคนที่เขาเฝ้าทรมานอีกต่อไปแล้ว หากแต่สิ่งที่แจจุงกำลังทรมานในตอนนี้ไม่ใช่ร่างกายของใคร แต่เป็นร่างกายของเขาเอง
“จุนซู.....ผมขอโทษ”
คำว่า “ผม” นั้นสั่นเครือ น้ำตาไหลพรั่งพรู ไม่เคยเลยสักครั้งที่แจจุงใช้คำว่า “ผม” กับใคร ทุกครั้งมีแต่คำว่า “ฉัน” เสมอมา ร่างกายสั่นเทาของมาเฟียหนุ่มที่นั่งคุกเข่าอยู่ท่าเดิมต่อหน้าหลุมฝังศพนั้น ไม่มีใครได้เห็นแม้แต่ชิมชางมินลูกน้องคนสนิท ที่มักจะเป็นฝ่ายพาเจ้านายมา ณ ที่แห่งนี้ในทุกๆวัน และจะยืนรอเจ้านายหนุ่มอยู่เงียบๆที่บริเวณจอดรถยนต์ซึ่งห่างไกลจากสุสานกว้างพอสมควร
หากแต่ในทุกๆวันที่มาเฟียหนุ่มมายังที่นี่ และเอาแต่นั่งคุกเข่า พร่ำร่ำไห้ขอโทษอย่างอ่อนแอต่อหน้าหลุมฝังศพของคิมจุนซูนั้น ได้มีสายตาคู่หนึ่งที่มักจะเฝ้ามองมาเฟียหนุ่มอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ที่รกครึ้มที่ไกลห่างออกไปจากเบื้องหลังของแจจุง......เป็นประจำทุกวัน ทุกวัน....และวันนี้ก็เช่นเดียวกัน
แจจุงกำมือทั้งสองข้างที่วางอยู่บนหน้าขาเข้าหากันจนแน่น ศีรษะก้มลงมองกำมือทั้งสองข้างที่เจ้าตัวออกแรงบีบกำเข้าหากันจนแน่นเส้นเลือดปรากฏเด่นชัด มือคู่นี้ที่ทำให้จุนซูจากไป ต่อให้เขาบังคับเอากุญแจคล้องข้อมือเล็กของจุนซูเอาไว้ และผูกติดอยู่กับข้อมือนี้ของเขา สุดท้ายแล้วโซ่ที่เชื่อมระหว่างกันก็จะขาดสะบั้นลงในที่สุด และสิ่งที่ติดอยู่บนข้อมือทั้งของเขาและของจุนซูก็คือห่วงของกุญแจเหล็ก ที่ต่อให้พยายามเอามันออกก็คงจะได้รับบาดแผลเจ็บแสบไปพร้อมๆกันทั้งสองฝ่าย
น้ำตาหยดหนึ่งหยดลงบนหนังมือใหญ่ที่ยังคงกำบีบเข้าหากัน ยิ่งมองฝ่ามือนี้ของตนเอง แจจุงก็ยิ่งหวนนึกถึงวันที่ฝ่ามือเล็กของจุนซูหลุดออกจากการกอบกุมของเขา....มันเป็นวินาทีสุดท้ายที่ลมหายใจของจุนซูหมดลง มือน้อยเลื่อนหลุดออกจากมือเขา โดยไร้แรงขัดขืนอย่างที่เคยเป็นมา จุนซูไม่ได้ใช้แรงอันใดเลยแม้แต่น้อย หลุดลอด ล่วงหล่นออกไปได้อย่างง่ายดายพร้อมกับลมหายใจครั้งสุดท้าย.....
แจจุงจำวินาทีนั้นได้ดี.....
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
-ย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อน-
“ชางมิน.....” เสียงทุ้มซึ่งอ่อนระโหยโรยแรง ผิดกับเสียงทรงอำนาจก่อนหน้าไม่กี่ชั่วโมง เอ่ยตอบรับปลายสายของลูกน้องคนสนิทที่โทรเข้ามา หลังจากที่ชางมินและยูชอนพาจุนซูที่เจ็บหนักออกไปจากบ้านเกาะหลังนี้ได้เกือบร่วมชั่วโมงแล้ว แต่ตัวเขาเลือกที่จะอยู่ที่นี่ ไม่คิดจะตามไป หากแต่จิตใจของเขากลับโบยบินไปไกลแสนไกลแล้ว เฝ้าภาวนาว่าที่ชางมินโทรมาคงจะบอกข่าวดีว่าจุนซูนั้นปลอดภัย
“//คุณแจจุงครับ คุณรีบมาโรงพยาบาลเถอะครับ จุนซูแย่มาก เขาไม่ได้สติ แถมยังเสียเลือดมาก ผมบริจาคเลือดให้เขาแล้ว แต่จุนซูกลับช็อค!! คุณแจจุงครับ คุณไม่อยากเสียจุนซูไปใช่มั้ยครับ? คุณรักจุนซูไม่ใช่หรอครับคุณแจจุง//”
น้ำเสียงที่ลอดมาจากปลายสายดูร้อนรน แจจุงไม่เคยเห็นชางมินเป็นแบบนี้มาก่อน คงจะเป็นจุนซูสินะที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขา รวมถึงหัวใจของเขาด้วย
แจจุงใจเต้นแรงระรัวจนเจ็บเมื่อได้รับข่าวร้ายจากลูกน้องคนสนิท อาการของจุนซูกำลังแย่จนเกิดภาวะช็อค และเขาล่ะ เขาควรทำอย่างไร? เขาทำอะไรได้หรือ?
“ฉันไปแล้วจุนซูจะดีขึ้นหรือชางมิน ฉันเป็นคนแรกที่จุนซูอยากเห็นหน้าหรือ ตรงกันข้ามเสียอีก แค่ได้ยินเสียงของฉัน ลมหายใจของจุนซูอาจถูกพรากไปเลยก็ได้ ความรักของฉันมันไม่มีความหมาย ความรักของฉันมันทำให้จุนซูเจ็บปวด”
ชางมินคงไม่รู้ว่าเจ้านายของเขากำลังปล่อยให้สายธารของหยาดน้ำตารินไหลลงมาอย่างเงียบๆขณะที่ยังสนทนากันอยู่ ใช่แล้ว อย่างที่แจจุงกล่าวออกไปทั้งหมด เขาและความรักของเขาไม่เคยสำคัญอะไรกับจุนซูเลย มันมีแต่ความโหดร้าย เจ็บปวด และทรมาน แจจุงยอมปลดโซ่ตรวนที่ล่ามหัวใจของจุนซูออกมาแล้ว แต่โซ่ตรวนนั้นกลับพันรัดหัวใจของมาเฟียหนุ่มเอง ราวกับโซ่ตรวนนั้นเป็นร่างจำแลงของงู
“//คุณแจจุงครับ....คุณไม่รู้จริงๆหรือว่า....จุนซูเขารักคุณ//”
ชางมินไม่เอ่ยสิ่งใดอีกนอกจากนั้น ลูกน้องหนุ่มกดวางสายไปโดยไม่รอฟังประโยคใดๆจากเจ้านายเลย
ลูกน้องคนสนิทกดตัดสายหลังจากเอ่ยคำพูดจบลง และสิ่งที่แจจุงรับรู้ก็คือความโง่เขลาของตนเอง
มาเฟียหนุ่มใจร้อนวิ่งลงบันไดจากระเบียงบ้านลงมาเบื้องล่าง เท้าเปลือยเปล่าเหยียบย่ำผืนทรายเย็นเฉียบ ทุกย่างก้าวเรียกได้ว่าวิ่งมากกว่าเดิน จุดหมายคือเรืออีกลำที่จอดเทียบอยู่ริมหาด แจจุงใช้มือจับราวเหล็กข้างตัวเรือ ก่อนจะออกแรงกระชากร่างของตนให้กระโดดลงไปในเรืออย่างรวดเร็ว
ฝ่าเท้าที่เปลือยเปล่าจึงสะบัดไปถูกกับใบพัดเหล็กคมตรงหางเรืออย่างไม่ได้ตั้งใจ น้ำทะเลซึมไล้บาดแผลยาวตรงฝ่าเท้า เลือดสีสดเจือไปกับน้ำทะเล แต่เมื่อยืนอยู่บนที่แห้ง หยดเลือดเหล่านั้นกลับค่อยๆรินไหลออกมาจากปากแผล แม้บาดแผลจะไม่ลึกมากจนทำให้แจจุงรู้สึกเจ็บปวดได้ก็ตาม ถึงกระนั้นความห่วงหาในหัวใจกลับคำนึงหาใครอีกคนที่กำลังอยู่ในช่วงอันตรายอย่างแสนสาหัส.....คิมจุนซู
แจจุงขับเรือออกจากบ้านเกาะอย่างเร่งรีบ โดยไม่คิดจะสนใจความเจ็บปวดของตนเองแม้แต่น้อย ตลอดทางในใจร่ำร้องภาวนาขอให้จุนซูปลอดภัยเพียงสิ่งเดียว สิ่งเดียวเท่านั้นที่คิมแจจุงคนนี้ต้องการ
แต่คำภาวนานั้นมันจะเป็นไปได้หรือ เมื่อเพียงแค่ปลายเท้าเปลือยเปล่าข้างหนึ่งที่อาบไล้ไปด้วยหยาดเลือดสีสด จนคนพบเห็นพากันตกใจ เท้าสองคู่นี้ออกแรงวิ่งสุดกำลัง และก้าวสุดท้ายนั้นได้หยุดลงยังปลายเตียงของผู้ป่วยที่อยู่ภายในห้องฉุกเฉิน แจจุงเห็นคุณหมอ นางพยาบาล รวมถึงชางมิน และยูชอนที่ยืนอยู่ใกล้ๆกับเตียงที่จุนซูนอนอยู่ ไม่มีใครสักคนรับรู้ว่าเขามาถึงที่นี่แล้ว เพราะทุกคนกำลังนิ่งค้างกับสิ่งที่ประสบไปเมื่อวินาทีที่แล้ว และคำตอบของคุณหมอที่กำลังจะเอ่ยออกมา ก็คล้ายกับเป็นเหมือนสายฟ้าฟาดลงมายังกลางใจของเขา
“ผมขอแสดงความเสียใจด้วยครับ......คนไข้หมดลมหายใจแล้ว.....หัวใจของเขาหยุดเต้น”
ไม่ใช่!!!! นี่ไม่ใช่ประโยคที่คิมแจจุงอยากได้ยิน มันต้องไม่ใช่แบบนี้!!!
แจจุงเห็นนางพยาบาลกำลังถอดเครื่องช่วยหายใจที่ครอบปากและจมูกของจุนซูออกไป แจจุงเดินเข้าไปยังเตียงที่มีร่างของจุนซูนอนอยู่
“ว๊าย!! คุณคะ เท้าคุณเลือดเต็มไปหมดเลย ไปทำแผลก่อนนะคะ”
ท่ามกลางความเงียบเพราะความเศร้าเสียใจ ทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าแจจุงได้เข้ามาอยู่ในห้องนี้แล้ว หากไม่ได้ยินเสียงร้องดังอย่างตกใจของนางพยาบาลคนใหม่ที่พึ่งเดินเข้ามาในห้องนี้ และเสียงนั้นก็เรียกให้สายตาของยูชอนและชางมินหันกลับไปมอง
ยูชอนชักสีหน้าขึ้นมาทันที เมื่อเห็นว่าตัวต้นเหตุกำลังเดินไปทางเตียงที่จุนซูนอนอยู่ ร่างสูงของยูชอนเตรียมจะก้าวเข้าไปกระชากร่างของแจจุงให้ออกห่างจากจุนซู หากแต่ชางมินกลับรั้งข้อมือของชายหนุ่มเอาไว้เสียก่อน ทำให้ยูชอนหยุดชะงัก ชางมินพยายามสื่อคำพูดผ่านแววตาวอนขอร้องให้เจ้านายของเขา ได้เข้าไปหาจุนซูเป็นครั้งสุดท้าย ยูชอนเข้าใจความหมายในแววตาของชางมิน เขาจึงยอมยืนมองอยู่นิ่งๆ ด้วยความปวดร้าวไปทั้งใจ
เสียงร้องขอของนางพยาบาลไม่ได้เข้าหูของมาเฟียหนุ่มเลย แจจุงดินมาหยุดอยู่ข้างเตียงที่มีร่างของจุนซูนอนสงบนิ่ง ลมหายใจของร่างบางจางหายไปแล้วจริงๆน่ะหรือ? ไม่จริงหรอก!!! เขาไม่เชื่อ!!!!
“คุณคะ ทำแผลเถอะนะคะ เท้าคุณเลือดออกเยอะมากเลย....มาค่ะ” เมื่อเห็นว่าแจจุงนิ่งไม่สนใจ นางพยาบาลคนดังกล่าวจึงเดินมาจับแขนของแจจุง เพื่อพาไปนั่งทำแผลที่มุมห้องนี้ แต่ทุกอย่างดูเหมือนจะไม่เป็นผล เมื่อแจจุงสะบัดรั้งเรียวแขนออก ทำให้นางพยาบาลไม่สามารถบังคับมาเฟียหนุ่มคนนี้ได้
เลือดหรือ? เลือดที่ไหนกัน? เลือดที่ข้อมือของจุนซูหรือ?
แจจุงคิดพลางขมวดคิ้ว เฝ้ามองร่างของเปลือยแผ่นอกของจุนซูที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง สายตาคมแดงก่ำเลื่อนไปมองข้อมือข้างที่มีบาดแผลกรีดลึก บนข้อมือเรียวเล็กนั้นมีผ้าพันแผลพันวนรอบเอาไว้ หยาดเลือดสีสดซึมผ่านจากผ้าพันแผลจนเห็นวงกว้าง ปลายนิ้วเรียวมีที่ตรวจชีพจรหนีบอยู่ แจจุงไล้ปลายนิ้วที่ไม่คิดว่ามันจะสั่นเท่าได้มากขนาดนี้ลงกับข้อมือที่มีผ้าพันรอบเอาไว้อย่างแผ่วเบา ราวกลับว่าหากแตะต้องแรงกว่านี้จะทำให้จุนซูเจ็บ
สายตาคมแดงก่ำ เลื่อนขึ้นมองแผ่นอกบางที่เปลือยเปล่าเรียบนิ่งที่ติดเครื่องวัดชีพจร เครื่องกระตุ้นการเต้นของหัวใจ แต่เสียงที่ออกมาจากเครื่องตรวจวัดใกล้ๆ กลับมีเพียงความสงบนิ่ง เลื่อนสายตาขึ้นมองสบใบหน้าหวาน ที่เคยสดใส บัดนี้ซีดเผือด ริมฝีปากเรียวสวยแห้งไร้สีเลือด รวมถึงเปลือกตาที่ปิดสนิท ร่องรอยของคราบน้ำตายังคงเปรอะเปื้อนแก้มเนียน
แจจุงรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนโลกที่ไร้ผู้คน ลมหายใจของเขามันยังมีอยู่หรือเปล่า? มันแผ่วเบาจนเขาไม่รู้สึก หากแต่มันจุกแน่นไปทั้งทรวงอก คล้ายกับหายใจไม่ออก ทุกๆอย่างมันจุกแน่น ตอนนี้เขาแสดงสีหน้าแบบใดเมื่อเห็นจุนซูอยู่ในสภาพเช่นนี้
“จุนซู........”
แจจุงเปล่งเสียงเรียกร่างบางแผ่วเบา มือหนายกขึ้นลูบใบหน้าอ่อนหวานที่นิ่งสงบ พวงแก้มของจุนซูยังคงอุ่นนุ่มเช่นเดิม แล้วลมหายใจล่ะ? ยังคงอยู่หรือไม่? ทำไมเขาถึงไม่ได้ยิน
“จุนซู........จุนซู.........”
สองครั้ง เขาเอ่ยเรียกชื่อจุนซูสองครั้งติดกัน พร้อมกลับโน้มตัวลงต่ำ ขยับใบหน้าของตนเอาให้เข้าใกล้ร่างสงบนิ่ง แจจุงรู้ลมหายใจร้อนผ่าวของเขากำลังเป่ารดปลายจมูกมนสวยของจุนซู แต่สำหรับเขาแล้ว เขาไม่ได้รับลมหายใจจากจุนซูเลย มันคือสิ่งย้ำเตือนหรือว่า.....จุนซูได้จากเขาไปแล้ว.....
มือใหญ่ทั้งสองข้างยกขึ้นโอบประคองแก้มนวล ความรู้สึกทั้งหมดตีมวนจนหยาดน้ำตารินไหล หยดร่วงยังปลายจมูกมนสวย ก่อนหยดต่อมาจะรดรินแก้มขาวที่ฝ่ามือใหญ่โอบประคอง
“จุน....ฮึก.....จุนซู......ฮืออออ......จุนซู.......จุนซู....ฮึก....ฮือออ....จุนซู........จุนซู”
หมดแล้วความเข้มแข็งที่เคยมี เสียงสะอื้นไห้จากผู้ชายเลวๆอย่างเขา มันเพียงพอแล้วหรือที่จะเรียกร้องอะไรให้กลับคืนมา....เขายังไม่ได้เอ่ยขอโทษ หรือบอกรักให้จุนซูได้ยินเลย.....ขอร้องล่ะ จินกิช่วยพี่ด้วยเถอะ
“พอได้แล้ว......ฉันบอกให้แกพอได้แล้ว คิมแจจุง!!!”
เสียงทุ้มดังกร้าว ยูชอนเดินเข้ามาจับไหล่ทางด้านหลังของแจจุง และกระชากให้อีกฝ่ายออกห่างจากร่างของจุนซู แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล เมื่อแจจุงขืนกายเอาไว้สุดกำลัง และยกกระชับร่างเบาหวิวของจุนซูขึ้นจากผืนเตียงขึ้นมาโอบกอดจนเต็มวงแขนแกร่ง
“จุนซู....ตื่นสิ.....ฮึก......จุนซู......จุนซู”
แจจุงแนบใบหน้าลงกับข้างแก้มของจุนซู ริมฝีปากเอ่ยชื่อเรียกรั้งอยู่ชิดริมใบหูนิ่ม หยาดน้ำตาจากดวงตาคมเปรอะเปื้อนข้างแก้มขาว จนดูเหมือนร่างบางเป็นฝ่ายร้องไห้ออกมาเสียเอง
“ฉันบอกให้แกหยุดแจจุง!!....ย....ฮือออ.....หยุดได้แล้ว”
เสียงกร้าวของยูชอนเอ่ยตะคอกอดีตเพื่อนรัก หากแต่ท้ายที่สุดชายหนุ่มกลับอดกลั้นความรู้สึกต่อไปอีกไม่ไหว ปลายประโยคจึงแผ่วเบาลงพร้อมๆเสียงสะอื้นไห้ ฝ่ามือที่เคยรั้งร่างแจจุงให้ออกห่าง บัดนี้เปลี่ยนเป็นจับนิ่งๆแต่กลับบีบจนแน่น ไม่ใช่ว่าต้องการจะปลอบใจอดีตเพื่อน ไม่ใช่ว่าหายโกรธเคือง แต่เป็นเพราะ เขาทั้งคู่ได้สูญเสียหัวใจไปพร้อมๆกัน
“ฉ.....อึก!....ฉัน.....ฉันรักนายจุนซู....จุนซู!!!”
ทำอย่างไง เขาต้องทำอย่างไง จุนซูถึงจะกลับมา.....จินกิช่วยจุนซูด้วย ช่วยจุนซูของพี่ด้วย อย่า...อย่าพาจุนซูของพี่ไป พาเขากลับมา พาจุนซูกลับมา....
“จุนซู......จุนซู......จุนซู......จุนซู!!!!!!!”
เสียงทุ้มที่เริ่มแหบแห้ง เอ่ยเรียกชื่อจุนซูซ้ำๆ ริมฝีปากแนบจูบตรงข้างขมับซ้ำๆ มือใหญ่เลื่อนลงกอบกุมฝ่ามือเล็กขึ้นมา ประทับจูบยังหลังมือขาวข้างที่มีผ้าพันแผลพันอยู่รอบข้อมือน้อย น้ำตารดรินหลังฝ่ามือขาว ก่อนจะผละริมฝีปากออกแช่มช้า อ้อมแขนที่เคยมีแต่ความโหดร้ายโอบประคองกอดร่างบอบบางอย่างอ่อนโยน แจจุงเคลื่อนศีรษะขึ้นมองสบดวงหน้าหวานอีกครั้งหลังจากบรรจงวางมือเล็กลงกับผืนเตียงแผ่วเบา ฝ่ามือข้างหนึ่งยกขึ้นลูบไล้ดวงหน้าหวานไปมา มืออีกข้างยังคงโอบประคองกายโอนอ่อนเอาไว้แนบอก
“ฉันรักนายจุนซู......ฮึก.....ฮือออออ......รัก”
เสียงทุ้มเอ่ยคำรักสั่นเทา ปลายนิ้วหัวแม่มือเกลี่ยหยาดน้ำตาของตนบนใบหน้าหวานไร้สีเลือดออกให้หมดจด ก่อนเครื่องหน้าหล่อเหลาจะเคลื่อนเข้าใกล้ใบหน้าหวานที่ใช้มือจับประคองแก้มไว้ ริมฝีปากสั่นระริกด้วยแรงกลั้นสะอื้นไห้บรรจงประกบแนบจุมพิตบางเบายังกลีบปากสีซีดของจุนซู เปลือกตาคมหลับพริ้ม ซึมซับจูบสุดท้าย ขับหยาดน้ำตาให้รินไหลอาบปรางแก้มของบุคคลทั้งสอง ผละจากกลีบปากแจจุงก็เคลื่อนขึ้นแนบจุมพิตยังหน้าผากมนเป็นครั้งสุดท้าย
แจจุงประคองร่างไร้ลมหายใจของจุนซูลงนอนราบไปกับเตียงตามเดิม ก่อนที่มาเฟียหนุ่มจะหันหลังให้กับภาพเบื้องหน้า และเดินออกไปจากห้องนี้ในทันที ชางมินรีบเดินตามเจ้านายหนุ่มออกไป เพียงแค่พ้นประตูห้องฉุกเฉิน ร่างสูงโปร่งของมาเฟียหนุ่มก็ทรุดลงนั่งกับพื้น สองมือยกขึ้นปิดใบหน้า เสียงทุ้มหอบสะอื้นแผ่วเบาจวนเจียนจะขาดใจ
“คุณแจจุงครับ.....” ลูกน้องหนุ่มเดินมาใกล้ คล้ายกลับเรียกให้เจ้านายได้สติ
แจจุงยันกายขึ้นยืน ฝ่ามือปาดคราบน้ำตาให้หายไป อดกลั้นมันเอาไว้อีกครั้งด้วยดวงตาที่แดงก่ำ ไม่มีอีกแล้วแววตาที่เคยแข็งกร้าวจนน่ากลัว
“ฉันไม่เป็นไรชางมิน.....ไม่เป็นไร.....จบแล้ว ทุกอย่างมันจบแล้ว หึ!”
เสียงทุ้มเอ่ยบอกลูกน้องหนุ่ม อย่าได้เป็นกังวลกับความรู้สึกของเขา หากแต่ปลายประโยคมาเฟียหนุ่มกลับหัวเราะเยาะตนเองในลำคออย่างนึกสมเพช....จบแล้วทุกอย่าง....จบตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มใหม่กับความรัก ความรักที่น่าชิงชัง!!.....
นี่คือทางเลือกสุดท้ายที่เขาประสบพบเจอ สาสมแล้วล่ะคิมแจจุง.....
แจจุงเดินออกจากโรงพยาบาลไปพร้อมกับชางมินลูกน้องสนิท เขาตัดสินใจกลับโซลในวินาทีต่อมา โดยไม่คิดจะหันหลังกลับมาอีก ที่ทำเช่นนี้เพราะเขาทนไม่ได้ เขาทนเห็นผ้าขาวห่อหุ้มเรือนกายบอบบางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าของจุนซูไม่ได้ หากเปลี่ยนผ้าขาวนั้นเป็นผ้าห่มผืนนุ่ม ห่มคุมให้ความอบอุ่นเพียงแค่อกบางที่กระเพื่อมขึ้นลงเพราะการเต้นของหัวใจ แบบนั้นคงดีซะกว่า
คิมแจจุงเดินจากคิมจุนซูไปโดยไม่อาจรับรู้ได้ว่าหลังจากนั้นเพียงเสี้ยววินาที.....เครื่องวัดชีพจรได้ดังขึ้นมาอีกครั้งราวกับปาฏิหาริย์.....
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
-ปัจจุบัน-
“ฉันรักนาย....นายคงไม่ได้ยินใช่มั้ยจุนซู?”
แจจุงพร่ำบอกทุกวัน จะมีวันไหนบ้างที่อีกฝ่ายจะมีทางได้ยิน และแจจุงคงไม่คิดว่าทุกครั้งที่บอก จุนซูนั้นอาจได้ยินมันทุกวัน ทุกวัน...
มือใหญ่เอื้อมไปเบื้องหน้า ไล้ปลายนิ้วลงบนรูปภาพบนแผ่นหินหินอ่อน ริมฝีปากแย้มยิ้มให้กับบุคคลในภาพที่ยิ้มอย่างสดใส
“ฉันกลับก่อนนะ แล้วพรุ่งนี้ฉันจะกลับมาหานายใหม่จุนซู”
แจจุงเอ่ยบอกกับแผ่นป้ายของจุนซู ก่อนจะยันกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวทอยหันหลัง และเดินออกห่างไป หากแต่สายลมพัดแรงขึ้นกว่าเดิมอย่างไม่ทราบสาเหตุทำให้ร่างสูงโปร่งที่กำลังจะเดินผ่านต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นอยู่เบื้องหลังของหลุมฝังศพของจุนซู ต้องหยุดยืนอยู่ใต้ร่มไม้ต้นใหญ่นี้ แจจุงหันร่างกลับมากวาดสายตามองตรงไปยังหลุมฝังศพของจุนซูที่เขาได้เดินจากมา.....ไม่มีใครอยู่ที่นี่สักคน
แล้วความรู้สึกที่เหมือนกลับอยู่ใกล้กับใครสักคนนี่มันคืออะไร?
ลมพัดแรงจนพวกต้นไม้ในละแวกนั้นไหวเอน มาเฟียหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเมฆบนท้องฟ้าไม่ได้บ่งบอกว่าจะมีลมฝนแต่อย่างใด ท้องฟ้ายังคงสดใสกระจ่างตา....
ใครคนหนึ่งหลบซ่อนอยู่อีกฟากของลำต้นไม้ใหญ่ ต้นเดียวกับที่แจจุงยืนอยู่...เป็นคนคนเดียว กลับที่ทำให้แจจุงรู้สึกเหมือนอยู่กับใครสักคน คนนั้นคือเขาผู้นี้เอง....
รูปร่างบอบบางยืนหลบนิ่งอยู่อีกฟากของต้มไม้ลำต้นใหญ่ ที่สามารถโอบกลืนร่างของเขาไปจนมิด เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีชมพูอ่อนที่สวมทับเสื้อยืดสีขาวนั้นถูกพับขึ้นไปจนถึงข้อศอกขาว เบื้องล่างสวมกางเกงยีนส์สีเข้มเข้ารูปเข้ากับรองเท้าผ้าใบสีขาว ใบหน้าที่คิดว่าหากใครที่รู้จักพบเห็นก็คงต่างพากันตกใจ เพราะเป็นใบหน้าเดียวกับภาพที่อยู่บนป้ายหินอ่อนบนหลุมฝังศพของคิมจุนซูราวกับฝาแฝด
และสิ่งเดียวที่บ่งบอกได้ว่านี่ไม่ใช่ฝาแฝดของคิมจุนซู นั่นก็คือ รอยแผลเป็นรอบข้อมือซ้ายที่ปรากฏเด่นชัด แม้เวลาจะผ่านไปนานถึงสามปีแล้วก็ตาม
ฝ่ามือเล็กทั้งสองข้างยกขึ้นปิดปากของตนเองเอาไว้ ผ่อนลมหายใจและเสียงสะอื้นไห้ให้เบาที่สุดเท่าที่จะเบาได้ เพราะกลัวว่าแจจุงจะพบเขาเข้า น้ำตารินไหลอาบแก้มไม่มีทีท่าว่าจะหยุด หัวใจปวดร้าวเหมือนมันได้แตกสลายไปแล้ว....จุนซูจำได้ดีว่าหลังจากวันนั้น เมื่อสามปีก่อนหลังจากที่เขาฟื้นขึ้นมา เขาไม่เปิดเผยตัวตนว่ายังมีชีวิตอยู่ แต่เลือกที่จะตามมาเฝ้ามองคิมแจจุงที่สุสานนี้เสมอเป็นประจำทุกวัน ตลอดสามปีที่ผ่านมา
.
.
.
.
.
สามปีก่อน หลังจากที่จุนซูหยุดหายใจไปแล้ว ต่อจากนั้นหัวใจเขากลับมาเต้นอีกครั้งราวกับปาฏิหาริย์ ยูชอนเป็นคนจัดการส่งตัวจุนซูกลับไปรักษาที่โซลอย่างเงียบๆ โดยไม่บอกกับแจจุงว่าจุนซูยังมีชีวิตอยู่ อาการของจุนซูไม่ร้ายแรงเหมือนตอนมาถึงโรงพยาบาลใหม่ๆ ด้วยเลือดที่ชางมินบริจาคให้เป็นส่วนที่ทำให้จุนซูรอดชีวิต แม้จะช็อคจนหมดลมหายใจไปในช่วงแรกก็ตาม จุนซูรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในโซลโดยมียูชอนคอยดูแลอยู่ใกล้ชิดไม่เคยห่าง
หลังจากที่จุนซูฟื้น คนคนเดียวที่เขาเรียกหาทั้งที่ยังไม่อาจลืมตา คือคิมแจจุง แต่พอทุกอย่างดีขึ้นจุนซูจึงรู้ว่าแจจุงเข้าใจว่าเขาได้ตายจากไปแล้ว แม้จะเป็นเรื่องน่ายินดีที่เขาเป็นอิสระ แต่มันก็แค่ร่างกายเท่านั้น เพราะหัวใจของร่างบางไม่ได้อยู่ด้วยเลย และยูชอนเองก็คงจะเจ็บปวดไม่น้อยไปกว่ากัน จุนซูของเขาไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว หัวใจของจุนซูไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ยูชอนเอ่ยถามจุนซูว่า
‘ไปอยู่อเมริกากับผมมั้ยจุนซู? จุนซูจะได้ลืมทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้น’
จุนซูทำได้เพียงสะอื้นไห้และตอบยูชอนออกไปด้วยใบหน้านองน้ำตา
‘ไม่ว่าจุนซูจะไปอยู่ไกลแค่ไหน จุนซูก็ลืมเขาไม่ได้ยูชอน....จุนซู...ฮึก....ลืมเขาไม่ได้....ฮือออ...จุนซูขอโทษ อึก..ฮืออ...จุนซูขอโทษนะยูชอน’
ไม่เคยมีอะไรเหมือนเดิม แม้จะรักจุนซูมากแค่ไหน แต่จุนซุคนที่ยูชอนได้คืนมาไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว หัวใจของจุนซูไม่ใช่ของปาร์คยูชอนคนนี้อีกแล้ว
ยูชอนพายูฮวานไปอยู่อเมริกาหลังจากที่จุนซูหายเป็นปกติดี ส่วนจุนซูอาศัยอยู่กับเพื่อนสนิทอย่างฮยอกแจ ร่างบางทำงานเป็นนักแปลอยู่สำนักพิมพ์หนังสือแปลญี่ปุ่น จุนซูใช้ชีวิตอยู่เงียบๆ ไม่เที่ยว ไม่ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงาน แต่จุนซูมักจะมาที่สุสานนี้ประจำ เพื่อเฝ้ามองคนที่เขารัก จุนซูขอให้ยูชอนทำสุสานปลอมขึ้นมา และให้ยูชอนบอกแจจุงว่าได้ฝังร่างของเขาเอาไว้ที่นี่ หลังจากที่แจจุงรู้ว่าร่างของเขาถูกฝังอยู่ที่สุสานแห่งนี้ แจจุงก็มักจะมาหาเขาเสมอๆ สามปีมาแล้ว......สามปีแล้ว
.
.
.
.
.
เมื่อยืนอยู่ตรงนี้สักพักแล้วไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น นอกเสียจากสายลมที่พัดผ่านเรือนกาย ร่างสูงของมาเฟียหนุ่มก็มุ่งหน้าเดินออกไปตามทาง แจจุงเดินห่างออกมาจากสถานที่เงียบสงบมาถึงรถที่มีชางมินยืนคอยอยู่อย่างนอบน้อม
“กลับบ้านเลยใช่ไหมครับคุณแจจุง?” ชางมินเอ่ยถามเจ้านายหนุ่ม ขณะเปิดประตูรถให้เจ้านายเข้าไปทรุดกายลงนั่งยังเบาะหลัง
“ไม่มีอะไรที่ฉันต้องจัดการแล้วใช่มั้ย?” แจจุงเอ่ย พลางทิ้งกายลงนั่งบนเบาะนุ่ม
“ไม่มีแล้วครับ” ลูกน้องหนุ่มเอ่ยตอบพร้อมขึ้นนั่งประจำที่คนขับ
“งั้นกลับบ้านเลย ฉันเพลีย อยากจะพักผ่อนเต็มทีแล้ว” แจจุงพยักหน้าประกอบคำสั่ง
เพลีย...ใช่ เขาเพลีย เขาเหนื่อย วันนี้มีประชุมยาวนาน ไม่สิเรียกให้ถูกประชุมตั้งแต่เมื่อคืนวานยันเช้าวันใหม่ถึงจะถูก แต่สิ่งที่เขาต้องทำก่อนบ่ายก็คือการมาหาจุนซูที่นี่ และวันนี้ก็จะผ่านไป เป็นพรุ่งนี้ และมะรื่นนี้ ไม่มีวันไหนที่เขาจะได้พบกับจุนซู ไม่มี....ปลายทางของเขามันจบลงแล้วตั้งแต่วันนั้น
สายลมพัดพา กลิ่นไอกรุ่น อุ่นรดริน
หวนคืน วันเก่า หัวใจ เฝ้าหา
“หยุดรถชางมิน!!!!”
ขณะที่ชางมินกำลังจะเคลื่อนรถออกไปจากสถานที่แห่งนี้ แจจุงกลับส่งเสียงห้ามออกมาอย่างร้อนรน แม้กระทั่งตนเองก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไม แจจุงกระชากเปิดประตูรถออกอย่างแรง พาให้ร่างสูงวิ่งถลาลงจากรถ ขาเรียวยาววิ่งกลับไปยังที่เดิม ที่ที่เขาพึ่งหันหลังกลับมา
.
.
.
.
.
จุนซูเดินออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ หลังจากเห็นว่าแจจุงกลับออกไปแล้ว มือเล็กยกขึ้นปาดน้ำตาที่รินไหลให้หมดไปจากใบหน้าตน ก่อนจะก้าวเดินตรงไปยังหลุมฝังศพปลอมของตนเอง จุนซูก้มตัวลง มือเล็กหยิบลิลลี่ขาวช่อใหม่ของวันนี้ ที่แจจุงนำมาให้ขึ้นมากอดไว้แนบอก น้ำตาที่หักห้ามรินไหลลงมาอีกครั้ง และดูเหมือนจะหนักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อยืนอยู่ที่นี่เพียงลำพัง เสียงใสสะอื้นดังแว่วไปทั่วบริเวณโล่งกว้าง หัวใจรักถูกกระชากออกจากขั้วหัวใจจนแทบสลายกลายเป็นผุยผง
“ฮือออ....ฮึก....จ.....แจจุง” เสียงแหบหวานเอ่ยเรียกชื่อแจจุงปวดร้าว
ตลอดระยะสามปีที่ผ่านมา สามปีที่จุนซูแอบเฝ้ามองมาเฟียหนุ่ม จุนซูรับรู้ว่าแจจุงรักเขามากแค่ไหน บอกรักซ้ำๆ เอ่ยขอโทษซ้ำๆ จุนซูที่เฝ้ามองก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน เห็นแจจุงที่เข้มแข็งร้องไห้ เห็นแจจุงที่ไม่อ่อนข้อให้กับใคร คุกเข่าวิงวอนขอร้องต่อหน้าหลุมศพของเขา
“ผ...ผม....ฮือออ....จะทำอย่างไงดี...ฮึก...ฮืออออ”
จุนซูสะอื้นไห้ถามกับความว่างเปล่า ทั้งที่ยังกอดช่อลิลลี่ของแจจุงเอาไว้แนบอก.....หายใจไม่ออก หัวใจของเขามันหายใจไม่ออก เขารักแจจุงจนจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว บางทีหลังจากวินาทีนี้ เขาอาจจะขาดใจตายไปเลยจริงๆก็ได้
หัวใจมันร่ำร้อง โหยหาแต่อ้อมกอดของคนที่เคยทำร้าย แต่สิ่งที่โอบกอดร่างบางเอาไว้ตอนนี้มีเพียงอ้อมกอดของตนเอง มันไม่อบอุ่นหรือหนาวเหน็บ มันก็แค่ย้ำเตือนว่าเขายังมีชีวิตอยู่....เดียวดายอย่างคนโง่
ห่างออกไปยังปากทาง คนที่จุนซูคิดว่าออกไปจากสถานที่แห่งนี้ หากแต่เขาผู้นั้นบัดนี้ได้ย้อนกลับมา เสียงร่ำไห้ที่เคยคุ้น เรือนกายกระจ่างตาที่เคยโหยหา หากภาพที่ปรากฏในแก้วตาคมไม่ใช่ความฝัน แล้วมันคือสิ่งใด?
แจจุงก้าวเดินช้าลง เมื่อวินาทีแรกที่เข้ามาเขตสุสาน และเห็นร่างบางคุ้นตายืนกอดช่อลิลลี่ขาวที่เขาพึ่งจะวางมันไว้บนหลุมฝังศพเอาไว้ เสียงสะอื้นไห้พร่ำเรียกชื่อของเขาดังแผ่วตามสายลมมาให้ได้ยินชัดเจนสองหู
ไม่จริงใช่มั้ย!!! นี่เขาฝันอะไรอยู่!!!!??
แม้จะคิดว่านี่คือความฝัน แต่แจจุงกลับก้าวตรงเข้าไปหาจุดหมายที่ยืนอยู่เบื้องหน้าช้าๆ ช้าๆ
อย่าพึ่งตื่นนะ หากเป็นความฝันก็อย่าพึ่งให้เขาตื่นขึ้นมาเลย.....
จุนซูที่ไม่อาจรับรู้ได้เลยว่า ใครที่โหยหานั้นกำลังเข้ามาหาตนอย่างที่ใจหวังแล้ว อยู่เบื้องหลังแล้วช้าๆ ช้าๆ
หัวใจแกร่งเต้นแรงจนเจ็บไปทั้งอก เมื่อก้าวเข้าใกล้ร่างกายบอบบางเบื้องหน้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ สายตาคมรอบสำรวจเรือนกายบอบบางจากทางด้านหลัง ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แม้จะแค่เบื้องหลัง แจจุงก็จำได้ไม่เคยลืมเลือน ต่อให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน มาเฟียหนุ่มก็จำคิมจุนซูของเขาได้
ปลายเท้าหยุดยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังร่างบาง หัวใจกระตุกเกร็ง จนปวดหนึบ เสียงร่ำไห้ของจุนซูก้องอยู่ในใจ ริมฝีปากเรียวเอ่ยขยับขับเอ่ยคำแผ่วเบาผ่านสายลม
“จุนซู..........”
เจ้าของชื่อสะอื้นไห้นิ่งค้างราวกับโลกหยุดหมุน น้ำเสียงทุ้มเคยคุ้นเอ่ยแผ่วอยู่เบื้องหลังนี้แล้ว....แจจุงย้อนกลับมาหรือ?
จุนซูมือไม้อ่อนปล่อยช่อลิลลี่ขาวร่วงลงสู่พื้น ทิ้งแขนแนบลำตัว ปลายเท้าทำท่าจะขยับก้าวไปด้านข้าง คล้ายคนกำลังหลีกหนีความจริง ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นเพื่อกลั้นเสียงสะอื้นไห้ หากแต่น้ำตากลับรินไหลลงมาอย่างไม่ขาดสาย เรือนกายบางสั่นเทาจนแจจุงที่ยืนอยู่เบื้องหลังสัมผัสได้
“ฉัน.....ไม่ได้ฝัน จุนซูจริงๆใช่มั้ย?”
เสียงทุ้มสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด ไออุ่นแผปกคุมรอบๆร่างกาย แม้จะไม่ได้ใกล้ชิดร่างบางมาก แต่แค่นั้นก็สามารถบอกแจจุงได้แล้วว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาไม่ใช่ความฝัน....ร่างกายที่อยากจะโอบกอด ใบหน้าที่อยากจ้องมอง.....คิมจุนซู
จะวิ่งหนีเหมือนสามปีที่ผ่านมา โดยไม่เอ่ยสิ่งใด หรือหันไปให้เห็นหน้า บอกความรู้สึกทุกอย่าง และเดินจากไปอย่างไม่ติดค้างสิ่งใดอีก ทำอย่างไรดีจุนซู? เลือกสักทางสิ....เลือก!!!
ร่างบอบบางค่อยๆหันหลังกลับไปเผชิญหน้ากับมาเฟียหนุ่ม แม้ดวงตาจะพร่ามัวเพราะม่านน้ำตา แต่จุนซูกลับมองเครื่องหน้าซูบผอมของแจจุงได้อย่างเด่นชัด แจจุงส่งยิ้มด้วยความยินดีมาให้ แต่จุนซูไม่อยากจะมองมันนัก มันกรีดบาดแผลในหัวใจให้เจ็บปวดมากขึ้นกว่าเดิม
“ผมพยายามลืมคุณ ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา ผมเฝ้ามองคุณอยู่ที่นี่ รอ....รอว่าสักวันคุณจะไม่มาที่นี่อีก”
เสียงแหบหวานข่มเสียงไม่ให้หลุดสะอื้น ขณะบอกความรู้สึกทั้งหมดที่มีให้แจจุงรับรู้....ใช่....จุนซูรอ รอให้แจจุงหยุดทุกอย่าง ลืมเขาไปเสีย ไม่ต้องมาที่นี่อีก เมื่อถึงวันนั้นทุกอย่างก็จะจบลงอย่างสมบูรณ์ ต่างฝ่ายต่างเดินไปตามทางที่ตนเองเลือก ไม่ต้องยึดติดกับความรักที่เป็นไปไม่ได้เช่นนี้....แต่ทุกอย่างมันไม่ง่ายแบบนั้นเลย สามปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ทั้งตัวเขาเองและแจจุง ต่างฝ่ายต่างไม่เคยลืมกันและกัน เรื่องที่ควรจบไปแบบเงียบๆ จึงไม่เป็นไปตามที่ใจจุนซูคาดหวัง
และนี่คือคำตอบของแจจุง
“ฉันจะมา.....จนกว่าฉันจะตายไปพร้อมกับนายจุนซู”
เสียงทุ้มเอ่ยหนักแน่น ขอบตาคมร้อนผ่าว นัยน์ตาแดงก่ำ แจจุงอยากจะเดินเข้าไปโอบรั้งร่างบางเบื้องหน้าเข้ามากอดใจจะขาด แต่ก็ได้แค่หักห้ามใจเอาไว้ แจจุงก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว หากแต่จุนซูกลับก้าวถอยหลังออกไปหนึ่งก้าวเช่นกัน หัวใจมาเฟียหนุ่มกระตุกวาบ เมื่อเห็นร่างบางถอยหนี
“ฉันรักนายจุนซู.....ฉันรักนาย”
แจจุงจะรู้หรือไม่ว่าเสียงของเขาสั่นเครือมากแค่ไหน แต่เขาไม่รออีกต่อไปแล้ว เขาจะไม่รอให้จุนซูหนีไปจากเขาอีก โดยที่เขายังไม่ได้บอกรักออกไป แก้วตาคมสะท้อนภาพของจุนซูอยู่เต็มดวง
“ผมเองก็รักคุณแจจุง....แต่ผมเกลียดความรักของคุณ”
หลังที่เสียงแหบหวานเอ่ยออกไปเช่นนั้น น้ำตาก็รินไหลออกมาไม่ขาดสาย มันเป็นการบอกรักที่สามารถเสียน้ำตาได้มากมายขนาดนี้เชียวหรือ จุนซูเองก็ไม่แน่ใจ รู้เพียงแต่ว่าเขาห้ามน้ำตาตัวเองไม่ได้ และคงจะเช่นเดียวกับอีกฝ่าย น้ำตาหยดหนึ่งไหลรินออกจากดวงตาคมที่แดงก่ำ และตามด้วยหยดต่อมา และต่อมา
“ฉ....ฉันขอโทษจุนซู ฉันขอโทษ...”
เสียงทุ้มเอ่ยขอโทษร่างบางสั่นเครือ ดวงตาที่แดงก่ำขับหยาดน้ำให้รินไหลออกมาอย่างง่ายดาย แจจุงเข้าใจแล้วว่า แม้เราจะรักกัน แต่ความรักของเขาเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ความรักของเขามันเกิดขึ้นมาจากความเห็นแก่ตัว ยากที่จะมาบรรจบกัน
ร่างบางไม่สามารถทนมองใบหน้าเศร้าหมองที่ร่ำไห้ออกมาอย่างอ่อนแอของแจจุงได้ ใจเขาจะขาดแล้ว พอเถอะ พอเสียที....จุนซูเองก็ร้องไห้หนักไม่แพ้กัน....จบแล้วใช่มั้ย มันจบลงแล้ว.....ความรักของเรา
จุนซูก้าวเดินมาเบื้องหน้าแจจุง เพราะต้องการจะออกไปจากสถานที่แห่งนี้ ใบหน้าหวานที่หลั่งน้ำตาก้มมองพื้นดินไม่แม้จะเลียวมองเสี้ยวหน้าคมคายที่ยืนปล่อยให้น้ำตารินไหลอาบปรางแก้ม และขณะที่ร่างของจุนซูกำลังจะเดินผ่านเลยไป แจจุงก็รีบคว้าข้อมือบาง รั้งร่างบางเอาไว้เสียก่อน ปลายนิ้วเรียวยาวสัมผัสบนข้อมือข้างนั้นแผ่วเบา หากแต่รู้สึกถึงรอยนูนยาวรอบข้อมือด้านในของมือข้างนั้นของจุนซู
รอยแผลเป็นหรือ?
จุนซูหยุดนิ่งอยู่กับที่ เมื่อข้อมือด้านซ้ายที่มีรอยแผลเป็นถูกแจจุงจับรั้งเอาไว้ ปลายนิ้วเรียวยาวของแจจุงไล้สัมผัสไปรอบข้อมือ....เจ็บ....เขาเจ็บยังรอยแผลเป็นนั้นเหลือเกิน ทั้งที่ผ่านมาสามปีแล้ว บาดแผลก็หายสนิทดี แต่ทำไมถึงยังเจ็บอย่างนี้นะ เจ็บจนทำให้น้ำตาไหลออกมามากกว่าเดิมอีกเท่าตัว
“ยากที่นายจะให้อภัย....แต่ก่อนที่นายจะเดินจากไป...นายช่วยเอาสิ่งหนึ่งคืนฉันมาได้มั้ย?”
“.........................................................................”
“ .....นายช่วยคืนหัวใจของฉันที่มันอยู่กับนายมาด้วยเถอะจุนซู”
แจจุงเอ่ยทั้งที่น้ำตาของตนเองก็ยังรินไหลไม่หยุด ชายหนุ่มหันไปมองเสี้ยวหน้าอ่อนหวานของจุนซู ที่อยู่ใกล้เพียงอากาศกั้น เปลือกตาบางหลับพริ้มลง แต่ถึงกระนั้นน้ำตาก็ยังไหลออกมาจากเปลือกตาที่หลับพริ้ม หัวใจของมาเฟียหนุ่มมันไม่เจ็บปวดอะไรอีกแล้ว ในเมื่อมันได้ไปอยู่กับร่างบางที่ยืนอยู่ข้างกายนี้เรียบร้อยแล้ว แต่ที่อยากขอใจคืน ก็เพราะเขาอยากจะทำลายมันเองกับมือ.....มือนี้ที่มันเคยทำร้ายใครต่อใครให้เจ็บปวด โดยเฉพาะกับคิมจุนซู
แจจุงเดินอ้อมมาเบื้องหลังจุนซู แม้มือจะไม่ยอมปล่อยข้อมือที่มีรอยแผลเป็นนั้นของจุนซูออกก็ตาม ร่างใหญ่ยืนทาบแผ่นหลังบอบบางที่ดูผอมลงไปมากของจุนซูไว้แนบลำตัวของเขา แจจุงโน้มลำแขนข้างที่ว่างโอบกอดเรือนร่างบอบบางไว้ในอ้อมกอด แนบชิด ปลายคางเกยบนลาดไหล่เล็ก เสี้ยวหน้าคมคายแนบไปกับข้างแก้มนุ่มของจุนซูที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา
“คืนมาให้ฉันเถอะนะจุนซู.....ฉันจะเป็นคนทำลายหัวใจของฉันเอง”
เสียงทุ้มเอ่ยชิดริมหู ริมข้างแก้ม น้ำตาที่ไม่รู้ว่าของใครเป็นของใคร เปียกชื้นไปทั่วดวงหน้าของบุคคลทั้งสอง ปลายนิ้วเรียวที่กอบกุมข้อมือด้านซ้าย ขยับไล้บนรอยแผลเป็นซ้ำๆ ก่อนมือใหญ่จะยกมันขึ้นมาและจรดริมฝีปากแนบจูบรอยแผลเป็นทางยาวรอบข้อมือบางทั้งน้ำตา....ในหัวใจจุนซูเหมือนได้ยินเสียงโซ่ตรวนกระทบเข้าหากันดังสนั่นหวั่นไหว มันเจ็บแปลบที่รอยแผลเป็นแล้วจางหายไปเมื่อได้รับจูบอบอุ่นเคล้าหยาดน้ำตา จุนซูปรือตาขึ้นมองไปยังเบื้องหน้า ร่างกายไม่ขัดขืนอ้อมกอดที่เคยโหยหา
“ผมจะไม่คืนมันให้คุณ.........แจจุง”
ริมฝีปากขยับเอ่ยบอกปฏิเสธในสิ่งที่แจจุงขอคืน ใบหน้าหวานเอียงออกจากปรางแก้มคมสัน สายตาที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา มองเสี้ยวหน้าของแจจุงที่เกยอยู่บนไหล่ของตนเพียงนิด ก่อนที่จะเป็นฝ่ายเคลื่อนใบหน้าที่ขยับห่างเข้าไปใกล้ ปิดเปลือกตาให้พริ้มหลับลงอีกครั้งพร้อมขับหยาดน้ำตาให้รินไหล ก่อนที่ริมฝีปากของแจจุงจะได้เอ่ยสิ่งใดต่อ กลีบปากเรียวสวยของจุนซูก็ประกบปิดถ้อยคำทั้งหมดทั้งมวลของแจจุงลงแล้ว
นี่คือจูบแรกที่เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่างต่อจากนี้
.
.
.
.
.
บทสรุปหัวใจ คือทางเลือกของใคร....สวรรค์ หรือหัวใจของเราเอง
.
.
.
.
.
.
.
.
.
ตัวเลือกมากมาย....
แล้วคุณเลือกทางไหนให้กับหัวใจของตนเอง?
ทางนั้นใช่.....
‘ทางเลือกของหัวใจ’
หรือเปล่านะ......
…THE END…
Talk: จ.....จบแล้วววววววววววววววววววววววววววววว โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ปั่นเสร็จวันที่15/05/2555 เวลา19.02 *กราบช็อย3รอบ* กราบจริงๆค่ะ ก้อยกราบเขาจริงๆ มือไม้สั่นไปหมดตอนพิมพ์ประโยคสุดท้าย โฮ้ววววววววววววววววววววววววววว *บ้าไปแล้ว* ยาวนานจริงๆ สิ้นสุดลงแล้วสินะ *ดีใจๆๆๆๆๆ*
คือสารภาพว่าถ้าไม่ได้ฟังเพลง I Don’t Like Love ของจุนซูไปล่ะก็ก้อยคงปั่นตอนจบไม่ออกแน่ๆค่ะ ใช้เวลาสั้นมากในการปั่นให้เสร็จ สามวันค่ะ *ยิ้มปากกว้าง* ฮ่าๆๆๆๆ ไม่คิดว่าจะเสร็จเร็วขนาดนี้ จำได้ว่าพอเพลง I Don’t Like Love ปล่อยออกมาก็ดึกแล้ว ฟังแล้วจี๊ดดดดดดดด ของขึ้น นั่งฟังเพลง+นั่งพิมพ์ยันตี3เลยจ้า กร๊ากกกกกกกกก สมองไหลลื่นมากๆ ดีใจที่ทำออกมาได้ค่ะ แต่ตอนจบคงจะไม่ยาวเท่าไหร่นักนะคะ และหวังว่าจะพึ่งพอใจกับตอนจบ คุคุ เหมือนเดิมค่ะ พิมพ์ไปร้องไห้ไป 5555555555+ ผ้าขนหนูเปียกไปครึ่งผืน
คือก้อยไม่รู้จะพูดอะไรเกี่ยวกับเนื้อเรื่องนะคะ อยากให้ทุกคนติชมเอาตามสะดวกเลยค่ะ นี่ปกติชอบพูดมากตอนท็อค มาตอนจบนี่แทบพูดอะไรไม่ออกแล้ว ฮ่าๆๆๆ บอกได้แต่ว่ายาวนานจริงๆสำหรับฟิคเรื่องแรกเรื่องนี้ พอจบแล้วก็ใจหายหมดเลย ตอนพิมพ์นี่เหงื่อแตกใจสั่น มือสั่นไปหมด >[]< ดีใจมากๆที่จบลง และดีใจแทนเพื่อนๆที่ติดตามอ่านด้วยค่ะ ก้อยอยากจะบอกว่า “พวกคุณอึดมาก!!!” ความอดทนสูงกันจริงๆ ฮ่าๆๆ และก็อยากจะขอบคุณทุกคนมากๆค่ะ พวกคุณเป็นแรงผลักดันอย่างดีทีเดียว
เอาเป็นว่าก้อยไม่ขอพูดมากแล้วนะคะ เดี๋ยวจะพูดมากอีกทีในเล่มดีกว่า คิคิ~ เดี๋ยวก้อยต้องรีบไปปั่นตอนพิเศษลงในเล่มก่อน
ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่ติดตาม “~Choice~ทางเลือกของหัวใจ” มาตั้งแต่ต้นจนจบนะคะ *ไหว้งามๆ*
รักทุกคนค่ะ แล้วเจอกันอีกทีในเล่มนะคะ *โบกมือ* (≧▽≦)y
edit @ 19 May 2012 00:38:32 by masoo







