[Fic] ผู้ชายมือสอง~Worthless Love~[YooSu]Part.3
posted on 03 Mar 2012 17:38 by makiya-junsu in WorthlessLove[Fic] ผู้ชายมือสอง~Worthless Love~ Part.3
Subject : [Fic] ผู้ชายมือสอง ~Worthless Love~
Author : masoo
Part : Part.3
Character : YooSu[ft.JaeJoong]
Category: Drama/Shota/Mpreg
Rate : PG-13
Subject : [Fic] ผู้ชายมือสอง ~Worthless Love~
Author : masoo
Part : Part.3
Character : YooSu[ft.JaeJoong]
Category: Drama/Shota/Mpreg
Rate : PG-13
**Mpreg = man pregnant ผู้ชายท้องได้
Talk: สวัสดีค่ะ กว่าจะมาอัพพาร์ท 3 ได้ ใช้เวลาพอสมควรและพาร์ทต่อไปก็จะช้าเหมือนเคยค่ะ
บิ้วยาก เครียด!! มันดราม่ามาก!!! *บ่นๆๆๆๆๆ* แต่ก้อยดีใจมากที่ได้กำลังใจจากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ
หวังว่าจะจบภายในปีนี้นะคะสำหรับผชมส. หวังไว้เช่นนั้น ถ้าก้อยขยันไม่ติสจนเกินไป
....ค่ะ! เนื้อเรื่องเริ่มเข้มข้นมากขึ้นแล้วนะคะ(หรอ?) ก้อยคิดว่างั้นค่ะ อันที่จริงพาร์ท3นี้
ก้อยปั่นทิ้งไว้นานแล้วนะ แบบฟิลมาก็มาพิมพ์ต่อไปทีละนิดๆ จนมันโอเคแล้ว
พาร์ทนี้ก้อยก็มาพิมพ์เพิ่มไปนิดๆเดียวเอง ก็แบบ อ้าว จบพาร์ทแล้วหรอ? ฮ่าๆๆ
พาร์ท3นี้ไม่ค่อยยาวเท่าไหร่ะนะคะ กำลังพอดีๆนะก้อยว่า สู้พาร์ทแรกกับสองไม่ได้
ยาวมากกกกกกกกกกกก ไม่รู้จะพิมพ์อะไรเยอะแยะ =_=
เคยท้อใจอยากเลิกแต่งเรื่องนี้หลายครั้ง แต่ก็แบบเดินมาแล้วก็ขอเอาให้จบ
เคยท้อใจอยากเลิกแต่งเรื่องนี้หลายครั้ง แต่ก็แบบเดินมาแล้วก็ขอเอาให้จบ
เพราะถือเป็นยูซูยาวเรื่องแรกและรักมากๆด้วย พาร์ทนี้ขอท็อคไม่เยอะอึนมากค่ะ ฮ่าๆๆๆ
ก้อยขอให้ทุกๆคนอ่านให้สนุกนะคะ^^ พาร์ท 4 อาจมาช้ามากค่ะ *วิ่งหนี*
ปล.ขอบคุณประกอบฟิคงามๆจากน้องแพรว(zeunghee )นะจ๊ะ
ปล.อาจมีภาษาที่ผิดพลาด ก้อยขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ^^
ปล.ขอบคุณประกอบฟิคงามๆจากน้องแพรว(zeunghee )นะจ๊ะ
ปล.อาจมีภาษาที่ผิดพลาด ก้อยขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ^^
**ฟิคชั่นเรื่องนี้คู่หลักคือยูซูนะคะ ปาร์คยูชอนและคิมจุนซู และมีคิมแจจุง(แมน)
เป็นตัวเสริมหากไม่นิยมชมชอบ โปรดจากไปอย่างสงบนะคะ อย่าให้มีคอมเม้นท์
พูดจาส่อเสียดกันและกันนะคะ จะคอมเม้นท์อะไรช่วยเห็นใจกันนิดนึ่งเนอะ
ใจเขาใจเรา ขอบคุณมากค่ะ^^**
** ฟิคชั่นเรื่องนี้เกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้แต่งหาได้มีส่วนของความเป็นจริงไม่
** ฟิคชั่นเรื่องนี้เกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้แต่งหาได้มีส่วนของความเป็นจริงไม่
เนื้อเรื่องมีฉากรุนแรงในบางซีนอารมณ์ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ**

[Fic] ผู้ชายมือสอง ~Worthless Love~ Part.3
ชายหนุ่มรีบเร่งให้ถึงโรงพยาบาลโซลไวๆ เพราะกลัวบิดาของเด็กหนุ่มจะได้รับอันตราย
สุดท้ายเขาก็พาสองพ่อลูกมาถึงโรงพยาบาลโซลแล้ว เขาจอดรถตรงจุดส่งผู้ป่วยฉุกเฉิน
ร่างสูงรีบเปิดประตูลงจากฝั่งตนเองและรีบมาเปิดประตูฝั่งจุนซู ทั้งยังช่วยอุ้มร่างจินซอกออกมา
และส่งขึ้นนอนบนเตียงเข็นผู้ป่วย และบุรุษพยายามที่มาเตรียมรับก็รีบเข็นเตียงจินซอกเข้าไปด้านใน
“พี่ชาย...ขอบคุณพี่ชายมากนะครับ”
เสียงหวานแหบแห้งเอ่ยขอบคุณชายหนุ่มพร้อมก้มโค้งสุดลำตัว ด้วยความมีพระคุณ
“ไม่เป็นไร พี่ยินดี น้องชายไปดูพ่อเถอะนะ....ขอให้พ่อน้องชายปลอดภัย”
เสียงทุ้มหล่อเอ่ยตอบอย่างยินดี พลางยกฝ่ามือขึ้นลูบศีรษะกลมของจุนซูอย่างเอ็นดู
“พี่ชาย...ขอบคุณพี่ชายมากนะครับ”
เสียงหวานแหบแห้งเอ่ยขอบคุณชายหนุ่มพร้อมก้มโค้งสุดลำตัว ด้วยความมีพระคุณ
“ไม่เป็นไร พี่ยินดี น้องชายไปดูพ่อเถอะนะ....ขอให้พ่อน้องชายปลอดภัย”
เสียงทุ้มหล่อเอ่ยตอบอย่างยินดี พลางยกฝ่ามือขึ้นลูบศีรษะกลมของจุนซูอย่างเอ็นดู
และเมื่อจุนซูเงยหน้าขึ้นมา พร้อมมอบรอยยิ้มสดใสส่งมาให้เขา โลกทั้งโลกมันเหมือนหยุด
และนิ่งค้างอยู่ตรงนี้...รอยยิ้มที่ต่อให้หาทั้งชีวิตก็คงจะไม่มีใครเหมือนอีกแล้ว.....สวยงาม....สดใส....
“ผมขอบคุณพี่ชายมากจริงๆครับ ฮึก...ฮืออ ถ...ถ้าไม่ได้พี่ชาย....ผ..ผมไม่รู้จะทำอย่างไง
“ผมขอบคุณพี่ชายมากจริงๆครับ ฮึก...ฮืออ ถ...ถ้าไม่ได้พี่ชาย....ผ..ผมไม่รู้จะทำอย่างไง
...ฮืออ...ขอบคุณมากครับ”
จุนซูทั้งยิ้มทั้งร้องไห้ เอ่ยและก้มศีรษะขอบคุณพี่ชายใจดีไม่ยอมหยุด จวบจนพยาบาลมาเรียกตัว
จุนซูทั้งยิ้มทั้งร้องไห้ เอ่ยและก้มศีรษะขอบคุณพี่ชายใจดีไม่ยอมหยุด จวบจนพยาบาลมาเรียกตัว
เพื่อสอบถามประวัติคนไข้ จุนซูจึงได้เดินจากพี่ชายใจดีคนนี้ไป....
แม้กระทั่งชื่อของอีกฝ่ายต่างคนก็ต่างไม่รู้
.
.
.
“ไอ้แจ!!....มาทำอะไรที่นี่ว่ะ?”
ชางมินเดินผ่านเข้ามายังหน้าห้องแผนกฉุกเฉินและเห็นเพื่อนของเขามายืนอยู่ที่นี่ จึงรีบเดินเข้ามาตีไหล่ทักทาย ด้วยความแปลกใจ
“ไอ้หมอ?....เออ พอดีช่วยพาคนมาส่งน่ะ”
แจจุงตกใจไม่คิดว่าจะพบเพื่อนโดยบังเอิญเช่นนี้ เจ้าตัวเลยได้แต่บอกเหตุผลว่าทำไมถึงมาถึงที่นี่ ด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
คิมแจจุง....พี่ชายใจดีของจุนซูก็คือ คิมแจจุงนี่เอง
“พาใครมา? แล้วเป็นอะไรมากหรือเปล่า?”
ด้วยความเป็นหมอทำให้ชางมินไถ่ถามเพื่อนออกไปด้วยสีหน้าจริงจัง ทั้งๆที่แจจุงพึ่งมาถึงเกาหลีวันนี้เองแท้ๆ แล้วแจจุงจะไปรู้จักใครที่ไหน
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไรมากมั้ย แต่คนป่วยไม่ได้สติเลย แล้วฉันก็ไม่รู้จักเขาด้วย ฉันช่วยเขามาจากข้างทางน่ะ ไอ้หมอแกรู้มั้ยคนที่ป่วยเป็นพ่อ และคนที่แบกพ่อมาก็คือลูก เด็กผู้ชายตัวเล็กๆ อายุไม่น่าจะเกิน15-16ปี ฉันเห็นแล้วสะเทือนใจมาก”
แจจุงเอ่ยบอกเพื่อนหมอยืดยาว เรียวคิ้วเข้มขมวดกันจนเกิดปม ด้วยความกังวล
“แกทำดีแล้วล่ะแจจุง.....เดี๋ยวฉันเข้าเวรต่อก่อนนะเพื่อน คนป่วยถึงมือหมอแล้ว แกก็กลับไปพักผ่อนได้แล้ว....ฉันไปล่ะ”
ชางมินตบไหล่เพื่อนสองสามที ก่อนจะเอ่ยลาไปทำหน้าที่หมอสูติฯต่อ ขณะที่ชางมินเดินซุกมือเข้ากระเป๋าชุดกราว ก็เดินสวนกับหมอยองฮวาเข้าพอดี
“คุณหมอยองฮวายังไม่ออกเวรหรือครับ?”
“พอดีมีเคสด่วนที่ห้องฉุกเฉินน่ะครับคุณหมอชางมิน” ยองฮวาเดินเร่งรีบ แต่ก็ยังหยุดตอบชางมินตามมารยาทของเพื่อนร่วมงาน ก่อนจะขอตัวเดินจากไป
ชางมินขมวดคิ้วสงสัย ที่แผนกฉุกเฉินตอนนี้ หากเป็นหมอยองฮวาก็แสดงว่าผู้ป่วยต้องเป็นกลุ่มในโรคมะเร็ง เพราะถ้าเป็นอุบัติเหตุหมอที่ประจำแผนกฉุกเฉินก็จะรักษาได้อยู่แล้ว....ผู้ป่วยคนนั้นจะใช่คนที่เพื่อนเขาช่วยมาหรือเปล่านะ หมอหนุ่มคุ้นคิดไปเรื่อยขณะที่เดินเข้าลิฟต์เพื่อกลับไปยังแผนกตน
.
.
.
หลังจากชางมินกลับไปเข้าเวรต่อแล้ว แต่แจจุงยังไม่ได้กลับไปตามที่เพื่อนบอก ชายหนุ่มจึงนั่งอยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉิน ราวกับเป็นญาติของจินซอกอีกคน เขาแค่อยากจะรอดูอาการอีกฝ่ายให้แน่ใจว่าปลอดภัย เขาถึงจะกลับไปอย่างสบายใจ.....รวมถึงใบหน้าของเด็กหนุ่มคนนั้นด้วย
แจจุงเห็นหมอหนุ่มคนหนึ่งเดินเร่งรีบมากับนางพยาบาล และตรงเข้าไปยังห้องฉุกเฉินนั้น....แจจุงลุกขึ้นยืนชะโงกหน้าเข้าไปมองด้านใน เพราะถ้าเป็นห้องฉุกเฉินเช่นนี้ ญาติจะเข้าไปอยู่ด้านในระหว่างรักษาได้หรือ? ทำไมเด็กหนุ่มคนนั้นถึงยังไม่ออกมา แต่พอเวลาผ่านไปสักพัก หมอหนุ่มคนที่เดินผ่านเขาไปเมื่อครู่ก็เดินออกมา พร้อมเตียงที่เข็นร่างผู้ป่วยออกมาด้วย รวมถึงร่างเล็กๆของจุนซูที่กำลังเดินคู่ขนานด้านข้างเตียง ฝ่ามือเล็กกอบกุมฝ่ามือซีดเซียวของผู้เป็นพ่อเอาไว้ไม่ยอมปล่อย พลางเร่งฝีเท้าให้ทันความเร็วของการเข็นเตียงจากบุรุษพยาบาลที่ดูเร่งรีบ เสียจนเรียวขาเล็กนั้นแทบจะพันกัน ใบหน้าหวานใสของเด็กหนุ่มยังคงร่ำไห้เช่นเดิม
จวบจนหมอ พยาบาล เตียงที่เข็นร่างของพ่อจุนซูที่บัดนี้มีเครื่องช่วยหายใจครอบครองปลายจมูกและริมฝีปาก รวมถึงร่างของเด็กหนุ่ม ได้เดินผ่านเลยเขาไป ดวงตากลมใสที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา ไม่ได้หันมามองสบเขาเลยสักนิด แต่แจจุงก็เข้าใจดี ว่าระหว่างคนแปลกหน้า กับบิดา เด็กหนุ่มคนนั้นจะเลือกสนใจใคร มือแจจุงเอื้อมสัมผัสฝ่ามือเล็กข้างที่อยู่ด้านนอกไม่ได้ใช้กอบกุมฝ่ามือของพ่อ มันเป็นเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเดียว ที่มือเขาได้สัมผัสฝ่ามืออันแสนเย็นเฉียบเพราะความตื่นกลัวนั้นของเด็กหนุ่มที่กำลังร่ำไห้....ก่อนบุคคลทั้งหมดจะเดินผ่านเลยเขาไป
แจจุงยืนมองแผ่นหลังบอบบางและเสี้ยวหน้าของจุนซูจนลับตาเมื่อถึงมุมเลี้ยว แจจุงได้ยินเสียงหมอพูดคุยกับพยาบาลว่าให้พาคนไข้ไปชั้น 5 ซึ่งแจจุงเข้าใจว่าอาจจะเป็นชั้นประจำของกลุ่มโรค และค่ำคืนนี้เขาควรกลับได้แล้ว แต่ก่อนที่แจจุงจะก้าวออกไปจากหน้าห้องฉุกเฉิน ก็มีนางพยาบาลคนหนึ่งที่พึ่งเดินออกมาพร้อมเอกแฟ้มเอกสารในมือ
“ขอโทษนะครับ....คือผมเป็นคนพาคนไข้มาส่งที่ห้องฉุกเฉิน แล้วพรุ่งนี้ผมจะมาเยี่ยมคนไข้ แต่ผมไม่ทราบชื่อของเขา รบกวนคุณพยาบาลบอกผมได้ไหมครับ?”
เครื่องหน้าหล่อเหลาและน้ำเสียงทรงเสน่ห์ รวมถึงรูปร่างเด่นสะดุดตา ทำให้นางพยาบาลสาวถึงกับนิ่งอึ้ง เผลอแสดงอาการขวยเขินออกมาอย่างห้ามไม่ได้ หล่อนเห็นแจจุงตั้งแต่แรกแล้ว แน่นอนชายหนุ่มผู้นี้ไม่ได้แอบอ้างสิ่งใด เพราะหล่อนก็เห็นว่าแจจุงอุ้มคนไข้มาส่งให้ หล่อนจึงไม่คิดจะปิดบังข้อมูลของจินซอก
“คิมจินซอกค่ะ....ผู้ป่วยคือคุณคิมจินซอก จะรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 5 แผนกกลุ่มโรคมะเร็งนะคะ” เสียงนางพยาบาลเอ่ยบอกเสียงอ่อนเสียงหวาน
“มะเร็งหรือครับ?” แจจุงขมวดคิ้วถามสีหน้าจริงจัง
“ใช่ค่ะ คุณคิมจินซอกป่วยเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดขาว”
“อย่างนั้นหรือครับ ขอบคุณมากครับ พรุ่งนี้ผมจะมาเยี่ยมเขา”
ทิ้งท้ายไว้แค่นั้น แจจุงก็หันหลังเดินออกมาจากโรงพยาบาลและขึ้นรถขับออกไปทันที ชายหนุ่มคุ้นคิดไปตลอดทาง ว่าถ้าหากเขาไม่ขับรถผ่านไปแถวนั้น สองพ่อลูกนั้นจะเป็นเช่นไร ถ้าจะขอบคุณ ก็คงต้องขอบคุณแม่สาวสวยที่พบกันในผับโรงแรมของไอ้ยูชอนนั่นแหละ เพราะถ้าไม่ได้มาส่งหล่อนแถวนั้น เขาก็คงจะไม่พบเจอสองพ่อลูกนั่น
ใบหน้าหวานใส ของเด็กหนุ่มร่างเล็กยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำไม่จางหาย หากพรุ่งนี้เขาไปเยี่ยมคิมจินซอกผู้เป็นพ่อ เขาก็จะพบลูกชายของจินซอกด้วยใช่หรือไม่? คิดมาถึงตรงจุดนี้แจจุงก็แย้มยิ้มอย่างทราบสาเหตุเป็นอย่างดี แต่เมื่อนึกไปถึงโรคที่จินซอกป่วย ริมฝีปากเรียวก็รีบหุบยิ้มลง และแปรเปลี่ยนเป็นเข้มขรึมในทันที
มะเร็ง....ไม่ใช่โรคที่จะหายกันได้ง่ายๆ แถมค่าใช้จ่ายก็ไม่ใช่เบา และเท่าที่เขาสังเกตดูจากเด็กหนุ่มนั่นแล้ว ฐานะก็คงจะไม่ได้ดีอะไรมากมาย เขาจะยื่นมือเข้าไปช่วยดีไหมนะ? ดูอย่างไงๆเด็กนั่นก็น่าจะยังเรียนอยู่ แล้วมีญาติที่ไหนอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ แจจุงเริ่มคิดมากขึ้นเรื่อยๆ จนเขาขับรถมาถึงโรงแรมที่พัก ชายหนุ่มลงจากรถ ที่จอดไว้ในโซนวีไอพี และตรงเข้าลิฟต์เพื่อขึ้นห้อง คืนนี้เขาคงไม่หิ้วแม่สาวหน้าไหนขึ้นห้องแล้ว เมื่อในหัวของเขามันมีแต่ใบหน้าหวานที่เปื้อนคราบน้ำตานั่นเต็มไปหมด
“เอาไว้เคลียร์งานพรุ่งนี้ให้เสร็จเรียบร้อย แล้วค่อยไปเยี่ยมแล้วกัน”
เสียงทุ้มเอ่ยกับตัวเองขณะแนบคีย์การ์ดลงกับบานประตูไม้ของห้องพักส่วนตัวสุดหรู
อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน ใครจะรู้ว่าโชคชะตาจะโยงให้บุคคลทั้งหลายโคจรมาพบเจอกัน
.
.
.
.
.
ทางด้านซูจิน หลังจากที่เธอรีบเร่งเพื่อกลับบ้านให้ทันพบหลานชาย เพราะเป็นห่วงความปลอดภัย แต่เมื่อมาถึงบ้าน เธอกับตกใจกับประตูบ้านที่เปิดอ้ากว้างเอาไว้ เธอถลาตัวรีบวิ่งเข้าไปตรวจสองภายในบ้านทันที แต่สิ่งที่พบคือความว่างเปล่าของทั้งน้องชายและหลานชาย แม้ข้าวของในบ้านจะไม่ได้หายหรือถูกทำลายรื้อค้น แต่สิ่งที่เธอเป็นกว่าสิ่งอื่นใดคือ จินซอกและจุนซูหายไปไหน?
ซูจินเดินออกมานอกตัวบ้าน เพื่อไปถามเพื่อนบ้านว่าพบเห็นสองพ่อลูกบ้างหรือไม่ เพราะทั้งเธอและจุนซูต่างไม่มีโทรศัพท์มือถือเพื่อเอาไว้ติดต่อกันเลย และเมื่อเพื่อนบ้านบอกว่าพบเห็นจุนซูแบกจินซอกไปโบกเพื่อขึ้นแท็กซี่ออกไป ซูจินก็ทราบทันทีว่าจุดหมายที่จุนซูและจินซอกจะไปนั้นอยู่คือที่ใด....โรงพยาบาลโซล
เธอไม่รอช้า เดินกลับมาปิดบ้านให้เรียบร้อย และรีบวิ่งไปออกไปยืนรอแท็กซี่เพื่อเข้าไปในโซลทันที
.
.
.
.
.
-โรงพยาบาลโซล ชั้น 5 ห้องตรวจผู้ป่วยมะเร็ง -
จินซอกถูกพาเข้าไปในห้องตรวจนานนับชั่วโมงแล้ว ส่วนจุนซูก็นั่งรออยู่หน้าห้องตรวจ ด้วยความกระวนกระวายใจ
พ่อจ๋า...พ่ออย่าเป็นอะไรนะ....
ร่างเล็กมอมแมมผุดลุกผุดนั่งอยู่อย่างนั้น ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ดวงตากลมเรียวลื่นไปด้วยหยาดน้ำตาที่พร้อมจะปล่อยโฮได้ทุกเมื่อ และเมื่อประตูห้องตรวจถูกเปิดออกมา พร้อมร่างของหมอยองฮวา
“เดี๋ยวน้องจุนซูไปคุยกับหมอที่ห้องด้านข้างนี้นะครับ”
หมอยองฮวาเอ่ยก่อนจะเดินนำจุนซู เข้าไปยังห้องด้านข้างที่ติดกัน มือเล็กกำชายเสื้อยืดสีหม่นเข้าหากันอย่างเป็นกังวล
“เชิญนั่งเลยครับ...เดี๋ยวหมอจะอธิบายอาการของคุณลุงให้ฟัง”
จุนซูทรุดกายลงนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับหมอยองฮวา ด้วยสีหน้าที่ไม่ดีนัก......เขากลัว
“หมอจะย้ายคุณลงไปห้องปลอดเชื้อ และตอนนี้หมอต้องคุยกับน้องจุนซู เรื่องผ่าตัดเปลี่ยนกระดูกไขสันหลัง” หมอฮวาแนะนำให้จินซอกฝ่าตัด
“ผ.....ผ่าตัดหรือครับ?”
จุนซูตกใจไม่น้อย เมื่อได้รับคำแนะนำว่าพ่อต้องผ่าตัด.....นั่นแสดงว่าอาการของพ่อ.......
“ใช่ครับผ่าตัด....ตอนนี้อาการคุณลุงแย่ลงมาก มะเร็งในเม็ดเลือดขาวลามไปเร็วมากนะครับ คุณลุงก็อยู่ในระยะสุดท้ายแล้วด้วย หมอเกรงว่าถ้าไม่ผ่าตัดในตอนนี้ อาการคุณลุงอาจจะแย่ไปมากกว่านี้ หมอตรวจเกร็ดเลือด และร่างกายแล้ว ร่างกายคุณลุงยังพอที่จะสารารถผ่าตัดได้ ภายในสอง-สามวันนี้”
หมอยองฮวาเอ่ยอธิบายอาการของจินซอกยืดยาว ด้วยสีหน้าไม่ดีนัก เพราะเขาเองก็รู้สึกแย่ที่คนไข้กำลังตกอยู่ในภาวะอันตรายเช่นนี้...ทางสุดท้ายที่จะช่วยยืดชีวิตของจินซอกต่อไปได้คือต้องผ่าตัดเปลี่ยนกระดูกไขสันหลัง
“พ...พี่หมอครับ...อึก...ผม...ผมไม่มีเงินมากพอ...ที่จะ...ฮึก...ให้พ่อผ่าตัด...ฮืออออ”
ร่างเล็กแทบจะไม่มีหนทางไหนแล้วนอกจากปล่อยให้ตัวเองร่ำไห้ สิ้นหวังในโชคชะตา...เขาจะเอาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากไหนเพื่อให้พ่อได้ผ่าตัด
“น้องจุนซูใจเย็นๆครับ.....เรื่องค่าใช้จ่ายหมอจะช่วยครึ่งหนึ่ง ส่วนกระดูกไขสันหลังที่โรงพยาบาลมีผู้บริจาคมาเรื่อยๆ และหมอจะรีบหาไขกระดูกที่เข้ากับคุณลุงให้เร็วที่สุดเลยครับ....ตอนนี้น้องจุนซูใจเย็นๆก่อนนะครับ”
หมอยองฮวาปลอบใจเด็กน้อยที่กำลังขวัญเสีย ทั้งยังใจดีช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ด้วยครึ่งหนึ่ง มันคงจะไม่มีอะไรที่ทำแล้วรู้สึกดีไปกว่าการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
“ขอบคุณครับพี่หมอ...ผ....ผมไม่รู้จะขอบคุณพี่..อึก...หมออย่างไงแล้ว”
ร่างเล็กลุกขึ้นโค้งคำนับขอบคุณหมอใจดีผู้ดูแลไข้ของพ่อ อย่างนอบน้อม เขาไม่มีอะไรจะตอบแทนพระคุณนี้ได้เลย นอกจากเป็นคนดีของพ่อ ดูแลพ่อ.....เป็นคนดีกับทุกๆคน
“ไม่เป็นไรครับ.....เดี๋ยวหมอให้น้องจุนซูไปเยี่ยมคุณลุงสักแปบนะครับ....ตอนนี้พยาบาลคงย้ายคุณลุงไปห้องปลอดเชื้อแล้ว”
หมอยองฮวาส่งยิ้มให้เด็กชายได้สบายใจ ก่อนจะบอกให้ร่างเล็กเตรียมตัวเข้าไปเยี่ยมผู้เป็นพ่อ สักพักก็มีนางพยาบาลเดินเข้ามาเชิญจุนซูออกไปจากห้องของหมอยองฮวา....ตลอดทางเดินที่ทอดยาวไปเบื้องหน้า จุนซูรู้สึกอยากจะขอบคุณพี่ชายใจดีที่ช่วยพาพ่อมาส่งที่นี่ รวมถึงหมอยองฮวาที่รักษาพ่อของเขาอย่างเต็มที่ ช่วยแม้กระทั่งค่าใช้จ่าย ที่ต่อให้เขามันทั้งชีวิตก็คงจะไม่มีได้
“จุนซู!!!”
เสียงหญิงสาวแหลมปราดเรียกชื่อร่างเล็กปนอาการหอบหนักเพราะหล่อนคงรีบเพื่อให้เดินทางมาถึงที่นี่....คิมซูจิน
จุนซูหันไปมองตามเสียงเรียก ร่างเล็กจำเสียงของป้าได้ดี....หล่อนกำลังรีบเดินตรงมายังเขาที่หยุดยืนอยู่กับที่พร้อมกับนางพยาบาลที่คอยนำทาง....สีหน้าซูจินไม่ดีเลยจุนซูสังเกตเห็น ป้าคงเป็นห่วงทั้งเขาและพ่อ
“ป้าครับ”
แม้น้ำเสียงที่เรียกผู้เป็นป้าจะสั่นเครือ แต่รอยยิ้มของจุนซูยังคงประดับอยู่ยังกลีบปากเรียว มันอาจจะทำให้สีหน้าของป้าดีขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย
“จินซอกล่ะ?....จินซอกเป็นอย่างไรบ้าง?”
ซูจินเดินเข้ามาใกล้จุนซูพร้อมจับแขนจุนซูเพื่อสำรวจร่างกายหลานชายไปพลางถามถึงจินซอกไปด้วย
“พี่หมอย้ายพ่อไปพักห้องปลอดเชื้อแล้วครับป้า....ตอนนี่พ่อปลอดภัยแล้ว...แต่”
“แต่อะไรจุนซู?....”
แม้เธอจะรู้สึกดีขึ้นมาบ้างเมื่อหลานชายบอกว่าจินซอกปลอดภัยแล้ว หากแต่สิ่งที่จุนซูกำลังจะบอกเธอต่อไปมันกลับทำให้เธอเป็นกังวล
“ป้าครับ....พี่หมอบอกว่าอาการพ่อทรุดลงมาก มีทางเดียวที่ต้องทำคือผ่าตัด”
เมื่อจุนซูเอ่ยมาถึงตรงนี้ร่างของซูจินก็ทรุดลงนั่งกับเก้าอี้หน้าห้องตรวจอย่างไร้เรี่ยวแรง เพราะเธอรู้ดีว่าการผ่าตัดมันไม่ใช่เรื่องเล็กๆเลย จินซอกคงเจ็บปวดกับมันมากสินะ
“แกก็รู้ว่าเราไม่มีเงินมากขนาดจะให้จินซอกผ่าตัดได้.....จุนซู”
เสียงของซูจินสั่นพร่า ไม่ต่างจากดวงตาของเธอที่กำลังสั่นไหว พยายามอดกลั้นหยาดน้ำตาเอาไว้ไม่ให้รินไหลออกมาก จุนซูเห็นว่าป้ากำลังอ่อนแออย่างถึงที่สุดเมื่อทราบอาการของพ่อ ร่างเล็กจึงเดินเข้าไปหาผู้เป็นป้า และทรุดกายลงนั่งกับพื้น สองมือเรียวเล็กกอบกุมฝ่ามือกร้านงานของป้าเอาไว้
“พี่หมอบอกผมว่าจะออกค่าผ่าตัดให้พ่อครึ่งหนึ่งครับ การผ่าตัดของพ่อสำคัญมาก......ป้าครับเราไม่ได้สิ้นหนทางที่ช่วยพ่อนะครับป้า”
จุนซูบอกถึงเหตุผลว่าทำไมวินาทีนี้เขาถึงมีกำลังใจที่จะสู้ต่อไปเพื่อยื้อชีวิตของพ่อเอาไว้....แม้มือเล็กคู่นี้จะกอบกุมให้กำลังผู้เป็นป้า หากแต่หยาดน้ำตาของความหวังก็ยังคงรินไหลออกมาไม่ขาดสาย ซูจินเองก็รู้สึกยินดีและดีใจเป็นอย่างมากที่จะมีใครสักคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือน้องชายของเขาเอาไว้....และกำลังใจจากคนในครอบครัวก็สำคัญที่สุดในเวลานี้
“จุนซู....แกน่ะเป็นเด็กดี เวลาประสบปัญหาที่ยากลำบาก ความดีที่เคยทำไว้มันก็จะย้อนกลับมาช่วยเหลือ และตอนนี้ความดีที่เคยทำไว้ก็ได้ย้อนกลับมาแล้ว....อย่าปล่อยให้โอกาสผ่านเลยไป เงินที่เขาออกให้ สักวันหนึ่งเราก็ต้องคืนเขาไป ตัวฉันเองก็จะขายของให้มากขึ้น แกเองก็ไปสมัครงานที่ร้านสะดวกซื้อที่เคยบอกไปซะ เงินเล็กๆน้อยๆที่ได้มา ก็เอาไว้ให้จินซอกพ่อของแก”
แม้ซูจินจะพูดออกไปอย่างนั้น เธอรู้ความฝันของหลานชายคือการเรียนต่อ แต่เวลานี้หล่อนเองก็น่าจะเดาความฝันใหม่ของจุนซูออกว่าอยากจะทำสิ่งไหนก่อน
“ครับป้า พรุ่งนี้ผมจะไปสมัครงานเลย....ตอนนี้เราไปเยี่ยมพ่อกันก่อนเถอะครับ”
จุนซูตอบตกลงอย่างไม่ลังเลอีกต่อไป...ถ้าเลือกอนาคตของตัวเอง และต้องสูญเสียพ่อไป จุนซูก็ยอมที่จะสละอนาคตของตนไป และเดินหน้าเพื่ออนาคตของพ่อดีกว่า การไม่มีพ่ออยู่เคียงข้าง ถือเป็นความผิดพลาดที่สุดในชีวิต
หลานชายและผู้เป็นป้า เดินจูงมือกันไปยังห้องพักฟื้นผู้ป่วยปลอดเชื้อ สองป้าหลานเดินมาถึงห้องก็ต้องสวมชุดคุมเสียก่อนที่จะเดินเข้าไปได้ และภาพของจินซอกนอนหลับไม่ได้สติพร้อมกับมีเครื่องช่วยหายใจครอบอยู่ที่ปลายจมูกและปาก ช่างเป็นภาพที่สะเทือนใจเหลือเกิน จุนซูเดินอ้อมไปอีกฝากหนึ่งพลางยื่นมือออกไปเพื่อจับมือของจินซอกขึ้นมา ในขณะที่ซูจินยืนอยู่อีกฝากหนึ่ง หล่อนเฝ้ามองใบหน้าแสนซีดเซียวของน้องชายอย่างใจหาย
“พ่อไม่ต้องกลัวนะ....หนูจะช่วยให้พ่อหายเจ็บเอง”
เสียงหวานสั่นเครือขณะที่ยกหลังมือของผู้เป็นพ่อขึ้นมาแนบกับปรางแก้มของตัวเอง
ด้วยเป็นห้องปลอดเชื้อและห้ามญาตินอนเฝ้าไข้ ทั้งซูจินและจุนซูจึงไม่สามารถนอนที่โรงพยาบาลเพื่อเฝ้าไข้จินซอกได้ แต่กว่าจุนซูจะยอมกลับไปซูจินก็ต้องบอกเหตุผลมากมาย สุดท้ายจึงยอมกลับไปพร้อมกัน ห้องปลอดเชื้อมีพยาบาลคอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว
.
.
.
.
.
.
“นายสนใจเด็กคนนี้หรือเปล่าครับ?”
เสียงทุ้มเจ้าเล่ห์เอ่ยถามเจ้านายที่นั่งอยู่เบาะหลังของรถหรู ที่บัดนี้ได้จอดนิ่งอยู่ใกล้ๆกับบริเวณบ้านของจุนซู
ในขณะที่สายตาทุกคู่ภายในรถกำลังจับจ้องไปยังเรือนกายบอบบางที่เดินเคียงข้างมากับป้า และเดินลับสายตาเมื่อทั้งสองร่างป้าหลานเดินเข้าตัวบ้านไปในยามค่ำคืนหลังจากกลับมาจากโรงพยาบาล
“ในเมื่อแกรู้ใจฉันนัก ยังจะถามอะไรให้มันมากความล่ะฮยองวอน....หึ ถึงขนาดพาฉันมาดูด้วยตาตัวเอง เด็กนั่นมันก็คงมีดีอย่างที่แกว่าล่ะมั้ง”
ชายหนุ่มนั่งไขว่ห้างวางท่าอยู่ที่เบาะหลังเอ่ยออกมาอย่างพึงพอใจเมื่อได้เห็นของเล่นชิ้นใหม่ที่จะได้มาไว้ครอบครองในอีกไม่ช้า จากการแนะนำจากลูกน้องคนสนิท ชเวซึงฮยอนคนนี้แสนจะพอใจเหลือเกิน นี่ขนาดมองเห็นอีกฝ่ายเพียงแวบเดียวเท่านั้น
“ผมจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยครับนาย”
“ก็ดี....ถ้านังป้ามันยุ่งยากมากนัก ก็เอาเงินฟาดหัวมันไปจนกว่าจะพอใจ หรือไม่ก็ฆ่ามันทิ้งไปซะเลย”
ซึงฮยอนเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้มที่มุมปากอย่างเลือดเย็น ราวกับว่าชีวิตชีวิตหนึ่งไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลย ตัดปัญหาด้วยการทำให้สิ้นลมหายใจทุกอย่างก็จบ
“แน่นอนครับ ผมจะทำตามที่นายบอก...ยองพิล!ออกรถได้แล้ว”
ฮยองวอนรับคำของเจ้านายด้วยรอยยิ้มร้ายกาจ ซึ่งไม่ต่างอะไรจากยองพิลที่ทำหน้าที่ขับรถมาให้ชเวซึงฮยอนในค่ำคืนนี้เลย พวกมันต่างแย้มยิ้มออกมาอย่างที่คนชอบกระทำความเลว!
.
.
.
.
.
.
.
วันต่อมา...ซูจินไม่ได้ไปเปิดแผงขายปลาดังเช่นทุกวันแต่หล่อนได้ไปเยี่ยมจินซอกที่โรงพยาบาลแทน ส่วนจุนซูก็ไปสมัครงานที่ร้านสะดวกซื้อที่อยู่ใกล้ๆแหล่งสถานบันเทิงใจกลางเมืองของอินซาน และด้วยความที่เจ้าของร้านรู้จักกับซุจินป้าของจุนซูเป็นอย่างดี จุนซูจึงเริ่มทำงานที่นี่ได้ทันที โดยอายุของจุนซูยังไม่ถึง 15 ปีดี เจ้าของร้านจึงให้จุนซูทำงานแค่ในครึ่งเช้าจนถึง 6 โมงเย็น
จุนซูพยายามเรียนรู้งานทุกอย่างภายในร้านอย่างตั้งใจ และด้วยความน่ารัก และมีน้ำใจทำให้จุนซูกลายเป็นที่รักและที่เอ็นดูต่อบรรดาพนักงานรุ่นพี่ได้ ภายในวันเดียวที่เริ่มทำงาน
ส่วนจินซอกที่นอนรักษาตัวอยู่ในห้องปลอดเชื้อนั้น อาการโดยรวมยังน่าเป็นห่วงอยู่มาก และถึงแม้หมอยองฮวาจะแนะนำให้ผ่าตัด แต่สภาพร่างกายของจินซอกกลับอ่อนแอเกินกว่าจะได้รับการผ่าตัดได้ในเวลานี้ กระดูกไขสันหลังที่ได้รับบริจาคมาอย่างรวดเร็วนั้น ยังคงรอสภาพร่างกายของจินซอกอยู่.....แต่จนถึงตอนนี้จินซอกนั้นยังคงไม่รู้สึกตัว หรือฟื้นขึ้นมาเลย นั่นคือสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุด
.
.
.
.
.
.
.
“ทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วครับ คุณชายกับคุณแจจุงจะกลับบ้านหรือกลับโรงแรมครับ?”
หลังจากที่ฝ่ายยูชอนและแจจุงเจรจารับของกันที่ท่าเรือ และส่งให้อาอินประสานงานต่อจนทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว อาอินจึงเอ่ยถามเจ้านายทั้งสองว่าจะเดินทางไปไหนต่อหรือไม่
“ไปโรงแรมนั่นแหละอาอิน งานฉันยังเคลียร์ไม่หมดเลย....แล้วแกล่ะแจจุง?”
ยูชอนบอกกับอาอินถึงจุดหมายที่ตนต้องไปขณะที่ก้าวขึ้นไปนั่งบนรถ พร้อมๆกับแจจุงที่ก้าวขึ้นมานั่งอีกฝั่งหนึ่ง พลางเอ่ยถามเพื่อนสนิทไปด้วย
“โรงแรมนั่นแหละ ฉันจะไปเอารถ เดี๋ยวจะออกไปทำธุระ”
แจจุงกล่าวพลางถอดแว่นที่สวมใส่อยู่ออกมานั่งจับแว่นหมุนเล่นไปมา พร้อมรอยยิ้ม จนยูชอนเองก็อดสงสัยในพฤติกรรมของเพื่อนไม่ได้
“ธุระอะไรของแกไอ้แจ?.....พึ่งกลับมาเกาหลีมีธุระอะไร? ที่ไหน?”
ยูชอนไม่รอช้าที่จะสงสัยอยู่คนเดียวเงียบๆ ชายหนุ่มจึงเอ่ยถามเพื่อนออกไปตรงๆ ขณะที่อาอินก็เริ่มขับเคลื่อนตัวรถเพื่อมุ่งหน้าไปสู้จุดหมายของเจ้านาย
“ธุระส่วนตัว......ความลับ หึ” แจจุงหันหน้ามาตอบเพื่อนรักพร้อมทำหน้ายียวน ทั้งยังยักคิ้วให้ ก่อนจะสวมแว่นกันแดดสีดำกลับไปที่เดิม
“ธุระส่วนตัวที่ว่า คงไม่พ้นเรื่องผู้หญิงล่ะสิ....แกนี่มันจริงๆเลย” ยูชอนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะในลำคอ เมื่อเขาพอจะเดาออกว่าธุระส่วนตัวที่ว่าของเพื่อนรักคืออะไร
“แต่ค่ำนี้แกต้องไปทานอาหารค่ำที่บ้านฉันนะแจจุง ห้ามลืม!...ไม่งั้นพี่ซองอิมเอาแกตายแน่ ส่วนของแกที่โรงแรม ฉันจะให้เด็กไปขนมาไว้ที่บ้านแกเลย” ยูชอนส่งผ่านคำสั่งของซองอิมแทนเจ้าตัวให้กับน้องชายสุดที่รักของหญิงสาว
“อะไร? จะให้ฉันกลับบ้านแล้วหรอ? เที่ยวได้คืนเดียวเองนะโว้ย!” แจจุงกระชากแว่นตาที่พึ่งใส่ออกทันทีเมื่อได้ยินสิ่งที่เพื่อนบอก
“เชิญไปเคลียร์กับพี่ซองอิมเอง เรื่องของพี่น้อง ฉันไม่เกี่ยว”
ยูชอนเอ่ยอย่างไม่คิดจะหันไปสนใจเพื่อนที่เริ่มนั่งไม่ติด ทั้งชายหนุ่มยังคงนั่งมองตัวเลขของหุ้นบนหน้าจอเครื่องมือสื่อสาร ทำเป็นไม่สนใจสิ่งใด.....ก่อนที่แจจุงจะปรับโหมดและถามบางเรื่องออกมา
“ยูชอนเมื่อคืนแกไปอินซานมาหรอ? พวกไอ้ซึงฮยอนมันมาขัดขาอะไรพวกเราหรือเปล่า?”
น้ำเสียงของแจจุงที่ถามยูชอนออกไปไม่ได้ทำเป็นทีเล่นทีจริงเหมือนอย่างที่ผ่านมา ยูชอนวางมือถือลงข้างตัวพลางตีสีหน้านิ่งเงยหน้าขึ้นมามองสบใบหน้าจริงจังของเพื่อน
“ใช่...เมื่อคืนฉันไปอินซานมา ช่วงนี้ไอ้ซึงฮยอนมันเปิดผับกึ่งบ่อนแถมยังค้าผู้หญิงอีกด้วย ธุรกิจมันก็เลยขัดๆกับของเรานิดหน่อย แต่ไม่ต้องห่วงหรอกแจจุง มันทำอะไรพวกเราไม่ได้”
“แต่แกก็อย่าประมาทนะยูชอน คนอย่างไอ้ซึงฮยอนมันไว้ใจได้ที่ไหน ตอนนี้ที่นั่นแทคยอนดูแลอยู่ใช่หรือเปล่า?”
“ใช่ แทคยอนดูแลอยู่ และทำได้ดีทีเดียว...ฉันไม่ประมาทหรอกน่าแกไว้ใจได้เลย”
“ถึงโรงแรมแล้วครับคุณชาย คุณแจจุง”
เสียงของอาอินเอ่ยบอกเจ้านายเมื่อบทสนทนาระหว่างผู้เป็นนายจบลง และเครื่องยนต์ได้จอดเทียบบริเวณหน้าโรงแรมที่ซึ่งเป็นจุดหมายแล้ว จุงกิที่มายืนรอรับเจ้านายตนรีบเปิดประตูฝั่งเจ้านายให้แจจุงก้าวลงมา เช่นเดียวกับอาอินที่เดินมาเปิดประตูฝั่งของยูชอน
“อย่าลืมอาหารค่ำนี้นะไอ้แจ” ยูชอนกล่าวย้ำขณะที่ร่างสูงโปร่งของเพื่อนรักกำลังเดินแยกออกไป
“รู้แล้วน่า...ไม่ลืมหรอกไอ้คุณชาย!!”
แจจุงตอบเพื่อนรักทิ้งท้าย ก่อนจะห่างออกไปเรื่อยๆ ไปยังโรงจอดรถ โดยที่มีจุงกิเดินตามไม่ห่างกาย
“จุงกินายไม่ต้องตามฉันไป อยู่เก็บของให้ฉันแล้วเลยไปบ้านจะดีกว่า...ตามนั้นนะ”
ยังไม่ทันที่จุงกิจะเอ่ยรับคำสั่ง แจจุงก็เปิดประตูรถและพาร่างไปนั่งภายในและขับออกไปในทันที จุดหมายของชายหนุ่มก็คือโรงพยาบาลโซลนั่นเอง
แจจุงใช้เวลาขับรถไม่นานก็มาถึงโรงพยาบาลโซล ชายหนุ่มเร่งรีบลงจากรถและเดินเข้าลิฟต์กดเลขของชั้นที่เขาต้องการ....ชั้น 5
แจจุงเดินตรงเข้าไปถามพยาบาลสาวที่อยู่ประจำเคาร์เตอร์ประจำแผนกชั้น 5 ว่าคิมจินซอกพักฟื้นอยู่ที่ห้องใด แต่เมื่อได้รับคำตอบว่า บิดาของเด็กหนุ่มผู้นั้นยังอยู่ในห้องปลอดเชื้อ แจจุงเองก็เริ่มรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ เขาเป็นคนนอกอย่างไรก็คงจะเข้าเยี่ยมไม่ได้แน่ๆ แต่จะกลับโดยไม่พบหน้าเด็กหนุ่มคนนั้นเลยก็คงจะไม่ดี เพราะเขาอยากเห็นใบหน้านั้นอีกครั้ง
“อ่อ คุณผู้ชายคะ นั่นญาติคุณจินซอกออกมาพอดีเลยค่ะ” เสียงพยาบาลสาวคนเดินเอ่ยบอกแจจุงเมื่อหล่อนเห็นว่าญาติของจินซอกที่ว่าเดินออกมาพอดี
“ขอบคุณมากครับ” แจจุงเอ่ยขอบคุณและส่งยิ้มให้พยาบาลสาว ก่อนที่เจ้าตัวจะหันหน้ากลับไปมองด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเพียงเพราะคิดว่าญาติคนที่ว่าจะเป็นเด็กหนุ่มคนนั้น....หากแต่
“คุณคะ....คุณผู้ชายคนนี้จะมาขอเยี่ยมคุณจินซอกน่ะค่ะ” เป็นเสียงของพยาบาลสาวที่เอ่ยแนะนำ
ญาติจินซอกคนที่ว่าจึงชักสีหน้าสงสัย....เธอคือซูจินป้าของเด็กหนุ่มคนที่แจจุงอยากพบนั่นเอง
“ฉันไม่รู้จักคุณ....คุณคือใคร?” เสียงซูจินถามห้วน สีหน้าดูไม่ดี แถมไม่ค่อยเป็นมิตรอีกต่างหาก ทำให้แจจุงต้องรีบยิ้มและทำความเคารพโดยการก้มหัวทักทาย พลางแนะนำตัว
“ผมคิมแจจุงครับ เป็นคนพาคุณจินซอกมาส่งที่โรงพยาบาลเมื่อคืน”
แจจุงแนะนำตัวพร้อมเอ่ยบอกว่าเขาเองที่เป็นคนพาจินซอกมาส่งโรงพยาบาล และนั่นก็ทำให้ปฏิกิริยาของซูจินเปลี่ยนไปเป็นอ่อนลง แววตาของหล่อนเต็มตื้นไปด้วยความรู้สึกขอบคุณ ก่อนที่หล่อนจะรีบก้มหัวโค้งขอบคุณชายหนุ่มอายุน้อยกว่า อย่างนอบน้อม
“ขอบคุณมากนะคะ ที่พาจินซอกมาส่ง ไม่งั้นจินซอกคงแย่กว่านี้ ขอบคุณจริงๆค่ะ”
เสียงกล่าวขอบคุณของซูจินสั่นเครือ เธอรู้สึกสะเทือนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก ถ้าไม่มีคนใจดีอย่างชายหนุ่มรุ่นหลานคนนี้ช่วยน้องชายของเขาไว้ล่ะก็ ทุกอย่างคงแย่ลงกว่านี้
“ไม่เป็นไรครับ คุณป้าอย่าก้มหัวขอบคุณผมเลย” แจจุงเดินเข้าไปประคอง ร่างของหญิงวัยกลางคนที่เอาแต่ก้มหัวและโค้งกายให้ตน รีบยันกายขึ้น
“คุณป้าเฝ้าคุณจินซอกคนเดียวหรือครับ?.....คือผมพอจะรู้อาการของคุณจินซอกจากพยาบาลบ้างแล้ว”
หลังจากที่แจจุงพยายามห้ามไม่ให้ซูจินก้มหัวขอบคุณเขาอีก แจจุงก็เดินประคองซูจินมานั่งพูดคุยกันที่เก้าอี้สำหรับรอญาติที่ตั้งเรียงรายเป็นแถวยาว ทั้งยังเปิดโอกาสให้แจจุงเอ่ยถามเพื่อโยงไปหาใครอีกคนที่เขาอยากเจอด้วย
“ค่ะ ฉันเฝ้าจินซอกคนเดียว” ซูจินตอบสั้นๆ แต่น้ำเสียงของหล่อนไม่สู้ดีเอาซะเลย อาจเป็นเพราะอาการของน้องชายที่ไม่ดีขึ้น
“ครับ แล้ว.....เอ่อ ลูกชายของคุณจินซอกล่ะครับ?....คือ...ผมไม่เห็น เลยถามคุณป้าดู ถ้าคุณป้าไม่สะดวกจะตอบก็ไม่เป็นครับ”
แจจุงดูไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเท่าไหร่ ที่อยู่ๆก็ถามหาลูกชายของจินซอกออกไปเช่นนั้น แต่เขาก็อยากจะรู้จริงๆนั่นแหละว่าเจ้าตัวเล็กหายไปไหน หรือจะมาโรงพยาบาลเมื่อไหร่
“จุนซูน่ะหรอคะ....ตอนนี้ทำงานอยู่ วันนี้คงจะมาเยี่ยมจินซอกไม่ได้”
จุนซู.....เด็กหนุ่มนั่นชื่อคิมจุนซูสินะ.....แต่เดี๋ยวก่อน ทำงาน? เห็นเด็กอย่างนั้น แต่ทำงานแล้วหรอ?
“ทำงานหรือครับ?....ผมคิดว่าน้องเขายังเรียนอยู่ซะอีก” แจจุงพูดออกไปอย่างสิ่งที่เขาคิด โดยไม่ได้สังเกตสีหน้าของซูจินเลยสักนิดว่ากำลังรู้สึกเช่นไร
“ค่ะ....อันที่จริงก็ควรจะเรียนต่อ แต่ทำอย่างไงได้ ในบ้านมีฉันคนเดียวที่หาเลี้ยงครอบครัว แล้วจินซอกก็ป่วยหนัก นอกจากฉันก็มีจุนซูที่พอจะช่วยกันหาเงินได้”
“คุณป้าครับ ถ้ามีอะไรก็บอกผมได้นะครับ...นี่นามบัตรผม ผมยินดีช่วยคุณป้าเต็มที่”
แจจุงหยิบนามบัตรที่พอจะมีติดตัว วางนามบัตรนั้นลงบนมือที่หยาบกร้านของซูจิน พลางเอ่ยให้กำลังใจ และบอกให้ติดต่อเขาได้ตลอดหากเดือดร้อน ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ซูจินยิ้มรับด้วยรอยยิ้มเศร้าๆ ก่อนจะเอ่ยขอบคุณชายหนุ่มรุ่นหลาน แจจุงใช้เวลานั่งพูดคุยกับซูจินสักพัก สอบถามการเป็นอยู่ของครอบครัวและอาชีพที่ซูจินทำอยู่ รวมถึงจุนซูด้วยว่าตอนนี้ทำงานอะไร อายุเท่าไหร่ ข้อมูลทุกๆอย่างที่แจจุงอยากรู้บัดนี้ได้ถูกเติมเต็มในความทรงจำของเขาแล้ว และขณะที่กำลังพูดคุยกับซูจินอยู่นั้น เสียงเครื่องมือสื่อสารของชายหนุ่มก็ดังขึ้น แจจุงจึงขอตัว เดินห่างออกไปเพื่อรับสาย
“ครับพี่ซองอิม.....ตอนนี้เลยหรอครับ? นี่ยังไม่ถึงเวลานัดเลยนะครับ...ไอ้ยูชอนยังอยู่โรงแรมไม่ใช่หรือครับ? .....ไปอินซานแล้ว? โอเคครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้.....สวัสดีครับ”
เมื่อวางสายจากพี่สาวเรียบร้อย แจจุงก็ต้องเดินมาบอกลาซูจินเพื่อเดินทางไปบ้านของเพื่อนสนิท ก่อนเวลานัดจะมาถึง
“ผมลากลับก่อนครับ ถ้าพรุ่งนี้ว่าง ผมจะมาเยี่ยมคุณจินซอกใหม่ ลาล่ะครับคุณป้า”
แจจุงบอกเหตุผลก่อนจะโค้งคำนับบอกลาซูจิน ทางด้านซูจินเองก็เป็นจังหวะพอดีที่คุณหมอยองฮวาเรียกเข้าไปพูดคุยเรื่องอาการของจินซอก ต่างฝ่ายจึงต่างแยกย้ายกันไป
แจจุงต้องรีบขับรถไปบ้านยูชอนเพียงเพราะสายจากพี่สาว ที่โทรมาบอกว่า ผับทางอินซานเหมือนจะมีปัญหาทั้งๆที่ยังไม่ถึงเวลาเปิดเลย และเหตุผลของปัญหานั้นคงมากพอให้ยูชอนต้องรีบไปอินซานโดยด่วน มื้อค่ำวันนี้ที่บ้านยูชอน จึงไม่มีเจ้าของบ้านมาร่วมโต๊ะด้วย และตอนนี้ซองอิมพี่สาวของเขาก็อยู่ที่บ้านของยูชอนแล้วด้วย ถ้าหากมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น เขาเองก็คงต้องลงไปอินซานด้วยเหมือนกันล่ะมั้ง
.
.
.
.
.
ยูชอนขับรถไปอินซานด้วยตัวเองเพียงลำพัง หลังจากได้รับสายจากแทคยอนลูกน้องที่ดูแลผับที่อยู่ที่นั่น โทรมาแจ้งกับอาอินว่าเกิดเรื่องใหญ่ เมื่อชเวซึงฮยอนคู่แข่งคนสำคัญบุกมานั่งกระดิกเท้าอยู่ภายในร้าน หวังจะพบเพื่อเจรจาบางอย่างกับยูชอน....ซึงฮยอนทำแบบนี้เหมือนเป็นการหยามกันถึงที่อย่างที่ยูชอนไม่สามารถให้อภัยได้ ทั้งๆที่ต่างฝ่ายต่างอยู่มาตลอด แม้จะมีขัดแข้งขัดขากันบ้าง แต่ก็ไม่เคยมาเผชิญหน้ากันแบบนี้ เขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าซึงฮยอนมันจะมาไม้ไหน....แล้วจะได้เห็นดีกัน!
ไม่มีใครรู้ว่าภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยของปาร์คยูชอนนั้น ชายหนุ่มกำลังคิดสิ่งใดอยู่ จะมีก็เพียงแต่แววตาเท่านั้นที่แสดงออกมาในทุกๆความรู้สึกที่ชายหนุ่มเป็นอยู่
ยูชอนขับรถด้วยความเร็วจนผ่านเข้าเขตอินซาน ชายหนุ่มเลื่อนกระจกข้างกายลง มือข้างหนึ่งที่ละจากพ่วงมาลัย กำลังควานหาของบางสิ่งที่เจ้าตัวจำได้ว่าเคยวางมันไว้ตรงจุดนั้นประจำ หากแต่พอจับต้องสิ่งนั้นได้ ซองกระดาษสี่เหลี่ยมยาวพอดีมือกับไม่มีสิ่งที่ต้องการอยู่....มันหมดแล้ว ยูชอนชักสีหน้าขัดใจ เมื่อสิ่งที่ตนใช้สูบประจำเวลาเครียดหมดแล้ว และก่อนจะถึงผับของตนมีร้านสะดวกซื้อร้านหนึ่งที่เขาเข้าไปซื้อสิ่งนั้นประจำ เมื่อถึงร้านสะดวกซื้อที่ว่า ชายหนุ่มจึงหักเลี้ยวรถเข้าไปจอดอยู่ที่ลานจอดหน้าร้านสะดวกซื้อพอดิบพอดี ขับเครื่องยนต์และรีบก้าวลงมาจากรถคันหรู
ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งสวมเชิ้ตดำปลดกระดุมช่วงบนสองสามเม็ด แขนเสื้อพับขึ้นจนถึงข้อศอก กางเกงสแล็คสีดำเนื้อดีสวมทับชายเสื้อเชิ้ต เข็มขัดดำด้านเส้นยาวคาดรอบสะโพกดูลงตัว เบื้องล่างสวมรองเท้าหนังสีดำ แม้ทั้งร่างสูงจะเป็นโทนสีเดียวเหมือนกันหมด แต่ร่างนั้นกลับดูดีจนต้องเลียวมอง ยูชอนเดินผลักบานประตูกระจกใสเข้ามาภายในร้านสะดวกซื้อ เขาเดินตรงไปที่เคาร์เตอร์จ่ายเงินที่มีพนักงานหนุ่มร่างเล็กยืนประจำอยู่ โดยตอนนี้ที่เคาร์เตอร์จ่ายเงินนั้นว่างลูกค้า ชายหนุ่มเบื้องหน้าจึงเป็นลูกค้าคนแรก
ยูชอนไม่ได้สนใจว่าใครจะมองเขา และนำไปพูดคุย หรือชื่นชม สายตาของชายหนุ่มมองผ่านพนักงานหนุ่มหน้าเคาร์เตอร์ไป แผงใหญ่เบื้องหลังเคาร์เตอร์เป็นที่วางบุหรี่หลากหลายยี่ห้อ และยูชอนก็เลือกที่จะไม่พูด หากแต่ใช้ปลายนิ้วเรียวยาวชี้ไปที่สินค้าที่ตนต้องการแทน
ดวงตากลมเรียวของพนักงานหนุ่มร่างเล็กเผลอจ้องมองใบหน้าขาว ที่จะเรียกว่าหล่อก็คงจะไม่ผิด นั้นอย่างเพลินตา แก้วตากลมใสที่กำลังสะท้อนภาพของยูชอนอยู่นั้น รู้สึกเหมือนเคยเจอกับชายหนุ่มคนนี้มาก่อน แต่ไม่รู้ว่าที่ไหน เมื่อได้สติเสียงหวานที่กำลังจะเอ่ยถามว่าลูกค้าผู้นี้ต้องการสิ่งใด แต่ก็ไม่ทันได้เอ่ยถามเมื่อปลายนิ้วเรียวยาวชี้ผ่านร่างของเขาไปด้านหลัง.....แผงบุหรี่ ร่างเล็กเลียวหลังไปมองว่าสิ่งที่ลูกค้าต้องการนั้นคือยี่ห้อไหน เขาจะได้หยิบให้ถูก
“ยี่ห้อนี้หรือครับ?”
มือเล็กจับยี่ห้อที่คิดว่าน่าจะใช่และเอ่ยถามลูกค้าออกไปอย่างสุภาพ หากแต่เมื่อตนจับยี่ห้อนั้นแล้ว ลูกค้าหนุ่มคนดังกล่าวกลับไม่บอกว่าใช่หรือไม่ แต่ชายหนุ่มกลับก้มหน้าและหยิบเงินออกมาจากกระเป๋าเพื่อเตรียมจ่าย นั่นหมายความว่าถูกสินะ แล้วทำไมไม่พูดล่ะ?
“หนึ่งหมื่นห้าพันวอนครับ” ร่างเล็กบอกราคาเมื่อนำบุหรี่ยี่ห้อดังมาสแกนบาร์โค้ด....แพงจังเลย แค่บุหรี่ซองเดียว เขาเอาเงินไปทำอะไรได้ตั้งหลายอย่างเลยนะเนี่ย
มือเล็กยื่นซองบุหรี่ราคาแพงให้ลูกชายหนุ่ม โดยที่เห็นแล้วว่าลูกค้าวางเงินจำนวนสองหมื่นวอนไว้บนเคาร์เตอร์แล้ว
“รับเงินมาสองหมื่นวอนนะครับ”
เสียงใสเอ่ยบอกขณะหยิบเงินขึ้นมานับ และกดรหัสเข้าเครื่องคิดเงินเพื่อทอนเงินให้คุณลูกค้า แต่ช่วงเวลาที่ร่างเล็กตั้งใจอยู่กับเครื่องคิดเงิน เพื่อเตรียมเงินทอนให้ครบจำนวนอยู่นั้น เมื่อร่างเล็กเงยหน้าขึ้นมา ลูกค้าหนุ่มคนดังกล่าวก็เดินออกจากร้านไปแล้ว เป็นเหตุให้ร่างเล็กตกใจเป็นอย่างมาก เพราะเขายังไม่ได้ทอนเงินให้ลูกค้าคนนั้นเลย....เขาไม่อยากทำงานพลาดตั้งแต่วันแรกนะ
ร่างเล็กร้อนรนเมื่อเห็นว่าลูกค้าหนุ่มคนนั้นเดินออกจากร้านไปแล้ว ร่างเล็กจึงออกมาจากเคาร์เตอร์ มือข้างหนึ่งกำจำนวนเงินที่เอาไว้ทอนลูกค้าไว้แน่น มือเล็กออกแระผลักประตูกระจกใสบานใหญ่ให้เปิดออก เมื่อออกมาแล้วเห็นว่าลูกค้าหนุ่มผู้นั้นกำลังเปิดประตูรถและปิดลง เตรียมจะขับออกไป ร่างเล็กจึงรีบวิ่งจนประชิดข้างตัวรถยนต์คันหรู มือเรียวเล็กออกแรงเคาะกระจกเบาๆ เพราะกลัวรถคันสวยจะเป็นรอย
ยูชอนเห็นแล้วว่าพนักงานหนุ่มคนนั้นวิ่งตามออกมาเพื่อเอาเงินทอนให้เขา แต่มันเสียเวลาเกินไป เขาไม่ต้องการ แต่เมื่อเจ้าตัวเล็กมายืนเคาะกระจกรถเช่นนี้จะไม่เปิดออกก็คงจะดูไม่ดี ยูชอนจึงเลื่อนกระจกรถลง
“คุณลืมเงินทอนครับ” เสียงหวนเอ่ยบอก พร้อมกับยื่นมือเข้าไปภายในรถที่ติดเครื่องเอาไว้ แอร์เย็นเฉียบสัมผัสยังผิวบริเวณท่อนแขนข้างที่ยื่นเข้าไป มือเล็กแบฝ่ามือที่กำแบงค์เงินทอนเข้าหากันจนยับออกต่อหน้ายูชอน
“ฉันให้นาย” ยูชอนยกยิ้มขึ้นนิดๆ ให้กับความซื่อของเด็กหนุ่มผู้นี้ ก่อนเจ้าตัวจะตอบออกไป มือใหญ่ดันฝ่ามือน้อยให้กำแบงค์ทั้งหมดนั้นไว้ เลื่อนปิดกระจกรถขึ้นและขับรถออกไปทันที...ทิ้งไว้เพียงรอยยิ้ม แววตาแสนอบอุ่น และสัมผัสอุ่นร้อนของฝ่ามือใหญ่ท่ามกลางความเย็นเฉียบของแอร์ แค่นั้น....เพียงแค่นั้นเอง
ร่างเล็กยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ แม้รถสุดหรูคันนั้นจะเคลื่อนออกไปแล้ว มือเล็กกำแบงค์เงินทอนที่อยู่ในมือแน่น เหมือนว่ากลัวมันจะปลิวหายไป พร้อมๆกับหัวใจดวงน้อยที่อยู่ๆก็เต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก
“จุนซู!! มีอะไรหรือเปล่า? ทำไมไปยืนอยู่ตรงนั้น” เสียงผู้จัดการร้านสะดวกซื้อเรียกรั้งให้สติของร่างเล็กกลับคืนมา
“ป....เปล่าครับ ไม่มีอะไร” แม้จะพูดไปแบบนั้น แต่ในฝ่ามือที่กำแบงค์เงินทอนเอาไว้นั้น มือเล็กกลับดันเงินที่เจ้าของเอ่ยให้ลงกระเป๋าเสื้อที่อยู่ตรงหน้าอกซ้ายพอดิบพอดี
.
.
.
.
.
.
และแล้ว...โชคชะตาก็นำพาให้เขาทั้งสองมาพบกัน
TBC…
.
.
.
“ไอ้แจ!!....มาทำอะไรที่นี่ว่ะ?”
ชางมินเดินผ่านเข้ามายังหน้าห้องแผนกฉุกเฉินและเห็นเพื่อนของเขามายืนอยู่ที่นี่ จึงรีบเดินเข้ามาตีไหล่ทักทาย ด้วยความแปลกใจ
“ไอ้หมอ?....เออ พอดีช่วยพาคนมาส่งน่ะ”
แจจุงตกใจไม่คิดว่าจะพบเพื่อนโดยบังเอิญเช่นนี้ เจ้าตัวเลยได้แต่บอกเหตุผลว่าทำไมถึงมาถึงที่นี่ ด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
คิมแจจุง....พี่ชายใจดีของจุนซูก็คือ คิมแจจุงนี่เอง
“พาใครมา? แล้วเป็นอะไรมากหรือเปล่า?”
ด้วยความเป็นหมอทำให้ชางมินไถ่ถามเพื่อนออกไปด้วยสีหน้าจริงจัง ทั้งๆที่แจจุงพึ่งมาถึงเกาหลีวันนี้เองแท้ๆ แล้วแจจุงจะไปรู้จักใครที่ไหน
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไรมากมั้ย แต่คนป่วยไม่ได้สติเลย แล้วฉันก็ไม่รู้จักเขาด้วย ฉันช่วยเขามาจากข้างทางน่ะ ไอ้หมอแกรู้มั้ยคนที่ป่วยเป็นพ่อ และคนที่แบกพ่อมาก็คือลูก เด็กผู้ชายตัวเล็กๆ อายุไม่น่าจะเกิน15-16ปี ฉันเห็นแล้วสะเทือนใจมาก”
แจจุงเอ่ยบอกเพื่อนหมอยืดยาว เรียวคิ้วเข้มขมวดกันจนเกิดปม ด้วยความกังวล
“แกทำดีแล้วล่ะแจจุง.....เดี๋ยวฉันเข้าเวรต่อก่อนนะเพื่อน คนป่วยถึงมือหมอแล้ว แกก็กลับไปพักผ่อนได้แล้ว....ฉันไปล่ะ”
ชางมินตบไหล่เพื่อนสองสามที ก่อนจะเอ่ยลาไปทำหน้าที่หมอสูติฯต่อ ขณะที่ชางมินเดินซุกมือเข้ากระเป๋าชุดกราว ก็เดินสวนกับหมอยองฮวาเข้าพอดี
“คุณหมอยองฮวายังไม่ออกเวรหรือครับ?”
“พอดีมีเคสด่วนที่ห้องฉุกเฉินน่ะครับคุณหมอชางมิน” ยองฮวาเดินเร่งรีบ แต่ก็ยังหยุดตอบชางมินตามมารยาทของเพื่อนร่วมงาน ก่อนจะขอตัวเดินจากไป
ชางมินขมวดคิ้วสงสัย ที่แผนกฉุกเฉินตอนนี้ หากเป็นหมอยองฮวาก็แสดงว่าผู้ป่วยต้องเป็นกลุ่มในโรคมะเร็ง เพราะถ้าเป็นอุบัติเหตุหมอที่ประจำแผนกฉุกเฉินก็จะรักษาได้อยู่แล้ว....ผู้ป่วยคนนั้นจะใช่คนที่เพื่อนเขาช่วยมาหรือเปล่านะ หมอหนุ่มคุ้นคิดไปเรื่อยขณะที่เดินเข้าลิฟต์เพื่อกลับไปยังแผนกตน
.
.
.
หลังจากชางมินกลับไปเข้าเวรต่อแล้ว แต่แจจุงยังไม่ได้กลับไปตามที่เพื่อนบอก ชายหนุ่มจึงนั่งอยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉิน ราวกับเป็นญาติของจินซอกอีกคน เขาแค่อยากจะรอดูอาการอีกฝ่ายให้แน่ใจว่าปลอดภัย เขาถึงจะกลับไปอย่างสบายใจ.....รวมถึงใบหน้าของเด็กหนุ่มคนนั้นด้วย
แจจุงเห็นหมอหนุ่มคนหนึ่งเดินเร่งรีบมากับนางพยาบาล และตรงเข้าไปยังห้องฉุกเฉินนั้น....แจจุงลุกขึ้นยืนชะโงกหน้าเข้าไปมองด้านใน เพราะถ้าเป็นห้องฉุกเฉินเช่นนี้ ญาติจะเข้าไปอยู่ด้านในระหว่างรักษาได้หรือ? ทำไมเด็กหนุ่มคนนั้นถึงยังไม่ออกมา แต่พอเวลาผ่านไปสักพัก หมอหนุ่มคนที่เดินผ่านเขาไปเมื่อครู่ก็เดินออกมา พร้อมเตียงที่เข็นร่างผู้ป่วยออกมาด้วย รวมถึงร่างเล็กๆของจุนซูที่กำลังเดินคู่ขนานด้านข้างเตียง ฝ่ามือเล็กกอบกุมฝ่ามือซีดเซียวของผู้เป็นพ่อเอาไว้ไม่ยอมปล่อย พลางเร่งฝีเท้าให้ทันความเร็วของการเข็นเตียงจากบุรุษพยาบาลที่ดูเร่งรีบ เสียจนเรียวขาเล็กนั้นแทบจะพันกัน ใบหน้าหวานใสของเด็กหนุ่มยังคงร่ำไห้เช่นเดิม
จวบจนหมอ พยาบาล เตียงที่เข็นร่างของพ่อจุนซูที่บัดนี้มีเครื่องช่วยหายใจครอบครองปลายจมูกและริมฝีปาก รวมถึงร่างของเด็กหนุ่ม ได้เดินผ่านเลยเขาไป ดวงตากลมใสที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา ไม่ได้หันมามองสบเขาเลยสักนิด แต่แจจุงก็เข้าใจดี ว่าระหว่างคนแปลกหน้า กับบิดา เด็กหนุ่มคนนั้นจะเลือกสนใจใคร มือแจจุงเอื้อมสัมผัสฝ่ามือเล็กข้างที่อยู่ด้านนอกไม่ได้ใช้กอบกุมฝ่ามือของพ่อ มันเป็นเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเดียว ที่มือเขาได้สัมผัสฝ่ามืออันแสนเย็นเฉียบเพราะความตื่นกลัวนั้นของเด็กหนุ่มที่กำลังร่ำไห้....ก่อนบุคคลทั้งหมดจะเดินผ่านเลยเขาไป
แจจุงยืนมองแผ่นหลังบอบบางและเสี้ยวหน้าของจุนซูจนลับตาเมื่อถึงมุมเลี้ยว แจจุงได้ยินเสียงหมอพูดคุยกับพยาบาลว่าให้พาคนไข้ไปชั้น 5 ซึ่งแจจุงเข้าใจว่าอาจจะเป็นชั้นประจำของกลุ่มโรค และค่ำคืนนี้เขาควรกลับได้แล้ว แต่ก่อนที่แจจุงจะก้าวออกไปจากหน้าห้องฉุกเฉิน ก็มีนางพยาบาลคนหนึ่งที่พึ่งเดินออกมาพร้อมเอกแฟ้มเอกสารในมือ
“ขอโทษนะครับ....คือผมเป็นคนพาคนไข้มาส่งที่ห้องฉุกเฉิน แล้วพรุ่งนี้ผมจะมาเยี่ยมคนไข้ แต่ผมไม่ทราบชื่อของเขา รบกวนคุณพยาบาลบอกผมได้ไหมครับ?”
เครื่องหน้าหล่อเหลาและน้ำเสียงทรงเสน่ห์ รวมถึงรูปร่างเด่นสะดุดตา ทำให้นางพยาบาลสาวถึงกับนิ่งอึ้ง เผลอแสดงอาการขวยเขินออกมาอย่างห้ามไม่ได้ หล่อนเห็นแจจุงตั้งแต่แรกแล้ว แน่นอนชายหนุ่มผู้นี้ไม่ได้แอบอ้างสิ่งใด เพราะหล่อนก็เห็นว่าแจจุงอุ้มคนไข้มาส่งให้ หล่อนจึงไม่คิดจะปิดบังข้อมูลของจินซอก
“คิมจินซอกค่ะ....ผู้ป่วยคือคุณคิมจินซอก จะรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 5 แผนกกลุ่มโรคมะเร็งนะคะ” เสียงนางพยาบาลเอ่ยบอกเสียงอ่อนเสียงหวาน
“มะเร็งหรือครับ?” แจจุงขมวดคิ้วถามสีหน้าจริงจัง
“ใช่ค่ะ คุณคิมจินซอกป่วยเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดขาว”
“อย่างนั้นหรือครับ ขอบคุณมากครับ พรุ่งนี้ผมจะมาเยี่ยมเขา”
ทิ้งท้ายไว้แค่นั้น แจจุงก็หันหลังเดินออกมาจากโรงพยาบาลและขึ้นรถขับออกไปทันที ชายหนุ่มคุ้นคิดไปตลอดทาง ว่าถ้าหากเขาไม่ขับรถผ่านไปแถวนั้น สองพ่อลูกนั้นจะเป็นเช่นไร ถ้าจะขอบคุณ ก็คงต้องขอบคุณแม่สาวสวยที่พบกันในผับโรงแรมของไอ้ยูชอนนั่นแหละ เพราะถ้าไม่ได้มาส่งหล่อนแถวนั้น เขาก็คงจะไม่พบเจอสองพ่อลูกนั่น
ใบหน้าหวานใส ของเด็กหนุ่มร่างเล็กยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำไม่จางหาย หากพรุ่งนี้เขาไปเยี่ยมคิมจินซอกผู้เป็นพ่อ เขาก็จะพบลูกชายของจินซอกด้วยใช่หรือไม่? คิดมาถึงตรงจุดนี้แจจุงก็แย้มยิ้มอย่างทราบสาเหตุเป็นอย่างดี แต่เมื่อนึกไปถึงโรคที่จินซอกป่วย ริมฝีปากเรียวก็รีบหุบยิ้มลง และแปรเปลี่ยนเป็นเข้มขรึมในทันที
มะเร็ง....ไม่ใช่โรคที่จะหายกันได้ง่ายๆ แถมค่าใช้จ่ายก็ไม่ใช่เบา และเท่าที่เขาสังเกตดูจากเด็กหนุ่มนั่นแล้ว ฐานะก็คงจะไม่ได้ดีอะไรมากมาย เขาจะยื่นมือเข้าไปช่วยดีไหมนะ? ดูอย่างไงๆเด็กนั่นก็น่าจะยังเรียนอยู่ แล้วมีญาติที่ไหนอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ แจจุงเริ่มคิดมากขึ้นเรื่อยๆ จนเขาขับรถมาถึงโรงแรมที่พัก ชายหนุ่มลงจากรถ ที่จอดไว้ในโซนวีไอพี และตรงเข้าลิฟต์เพื่อขึ้นห้อง คืนนี้เขาคงไม่หิ้วแม่สาวหน้าไหนขึ้นห้องแล้ว เมื่อในหัวของเขามันมีแต่ใบหน้าหวานที่เปื้อนคราบน้ำตานั่นเต็มไปหมด
“เอาไว้เคลียร์งานพรุ่งนี้ให้เสร็จเรียบร้อย แล้วค่อยไปเยี่ยมแล้วกัน”
เสียงทุ้มเอ่ยกับตัวเองขณะแนบคีย์การ์ดลงกับบานประตูไม้ของห้องพักส่วนตัวสุดหรู
อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน ใครจะรู้ว่าโชคชะตาจะโยงให้บุคคลทั้งหลายโคจรมาพบเจอกัน
.
.
.
.
.
ทางด้านซูจิน หลังจากที่เธอรีบเร่งเพื่อกลับบ้านให้ทันพบหลานชาย เพราะเป็นห่วงความปลอดภัย แต่เมื่อมาถึงบ้าน เธอกับตกใจกับประตูบ้านที่เปิดอ้ากว้างเอาไว้ เธอถลาตัวรีบวิ่งเข้าไปตรวจสองภายในบ้านทันที แต่สิ่งที่พบคือความว่างเปล่าของทั้งน้องชายและหลานชาย แม้ข้าวของในบ้านจะไม่ได้หายหรือถูกทำลายรื้อค้น แต่สิ่งที่เธอเป็นกว่าสิ่งอื่นใดคือ จินซอกและจุนซูหายไปไหน?
ซูจินเดินออกมานอกตัวบ้าน เพื่อไปถามเพื่อนบ้านว่าพบเห็นสองพ่อลูกบ้างหรือไม่ เพราะทั้งเธอและจุนซูต่างไม่มีโทรศัพท์มือถือเพื่อเอาไว้ติดต่อกันเลย และเมื่อเพื่อนบ้านบอกว่าพบเห็นจุนซูแบกจินซอกไปโบกเพื่อขึ้นแท็กซี่ออกไป ซูจินก็ทราบทันทีว่าจุดหมายที่จุนซูและจินซอกจะไปนั้นอยู่คือที่ใด....โรงพยาบาลโซล
เธอไม่รอช้า เดินกลับมาปิดบ้านให้เรียบร้อย และรีบวิ่งไปออกไปยืนรอแท็กซี่เพื่อเข้าไปในโซลทันที
.
.
.
.
.
-โรงพยาบาลโซล ชั้น 5 ห้องตรวจผู้ป่วยมะเร็ง -
จินซอกถูกพาเข้าไปในห้องตรวจนานนับชั่วโมงแล้ว ส่วนจุนซูก็นั่งรออยู่หน้าห้องตรวจ ด้วยความกระวนกระวายใจ
พ่อจ๋า...พ่ออย่าเป็นอะไรนะ....
ร่างเล็กมอมแมมผุดลุกผุดนั่งอยู่อย่างนั้น ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ดวงตากลมเรียวลื่นไปด้วยหยาดน้ำตาที่พร้อมจะปล่อยโฮได้ทุกเมื่อ และเมื่อประตูห้องตรวจถูกเปิดออกมา พร้อมร่างของหมอยองฮวา
“เดี๋ยวน้องจุนซูไปคุยกับหมอที่ห้องด้านข้างนี้นะครับ”
หมอยองฮวาเอ่ยก่อนจะเดินนำจุนซู เข้าไปยังห้องด้านข้างที่ติดกัน มือเล็กกำชายเสื้อยืดสีหม่นเข้าหากันอย่างเป็นกังวล
“เชิญนั่งเลยครับ...เดี๋ยวหมอจะอธิบายอาการของคุณลุงให้ฟัง”
จุนซูทรุดกายลงนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับหมอยองฮวา ด้วยสีหน้าที่ไม่ดีนัก......เขากลัว
“หมอจะย้ายคุณลงไปห้องปลอดเชื้อ และตอนนี้หมอต้องคุยกับน้องจุนซู เรื่องผ่าตัดเปลี่ยนกระดูกไขสันหลัง” หมอฮวาแนะนำให้จินซอกฝ่าตัด
“ผ.....ผ่าตัดหรือครับ?”
จุนซูตกใจไม่น้อย เมื่อได้รับคำแนะนำว่าพ่อต้องผ่าตัด.....นั่นแสดงว่าอาการของพ่อ.......
“ใช่ครับผ่าตัด....ตอนนี้อาการคุณลุงแย่ลงมาก มะเร็งในเม็ดเลือดขาวลามไปเร็วมากนะครับ คุณลุงก็อยู่ในระยะสุดท้ายแล้วด้วย หมอเกรงว่าถ้าไม่ผ่าตัดในตอนนี้ อาการคุณลุงอาจจะแย่ไปมากกว่านี้ หมอตรวจเกร็ดเลือด และร่างกายแล้ว ร่างกายคุณลุงยังพอที่จะสารารถผ่าตัดได้ ภายในสอง-สามวันนี้”
หมอยองฮวาเอ่ยอธิบายอาการของจินซอกยืดยาว ด้วยสีหน้าไม่ดีนัก เพราะเขาเองก็รู้สึกแย่ที่คนไข้กำลังตกอยู่ในภาวะอันตรายเช่นนี้...ทางสุดท้ายที่จะช่วยยืดชีวิตของจินซอกต่อไปได้คือต้องผ่าตัดเปลี่ยนกระดูกไขสันหลัง
“พ...พี่หมอครับ...อึก...ผม...ผมไม่มีเงินมากพอ...ที่จะ...ฮึก...ให้พ่อผ่าตัด...ฮืออออ”
ร่างเล็กแทบจะไม่มีหนทางไหนแล้วนอกจากปล่อยให้ตัวเองร่ำไห้ สิ้นหวังในโชคชะตา...เขาจะเอาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากไหนเพื่อให้พ่อได้ผ่าตัด
“น้องจุนซูใจเย็นๆครับ.....เรื่องค่าใช้จ่ายหมอจะช่วยครึ่งหนึ่ง ส่วนกระดูกไขสันหลังที่โรงพยาบาลมีผู้บริจาคมาเรื่อยๆ และหมอจะรีบหาไขกระดูกที่เข้ากับคุณลุงให้เร็วที่สุดเลยครับ....ตอนนี้น้องจุนซูใจเย็นๆก่อนนะครับ”
หมอยองฮวาปลอบใจเด็กน้อยที่กำลังขวัญเสีย ทั้งยังใจดีช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ด้วยครึ่งหนึ่ง มันคงจะไม่มีอะไรที่ทำแล้วรู้สึกดีไปกว่าการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
“ขอบคุณครับพี่หมอ...ผ....ผมไม่รู้จะขอบคุณพี่..อึก...หมออย่างไงแล้ว”
ร่างเล็กลุกขึ้นโค้งคำนับขอบคุณหมอใจดีผู้ดูแลไข้ของพ่อ อย่างนอบน้อม เขาไม่มีอะไรจะตอบแทนพระคุณนี้ได้เลย นอกจากเป็นคนดีของพ่อ ดูแลพ่อ.....เป็นคนดีกับทุกๆคน
“ไม่เป็นไรครับ.....เดี๋ยวหมอให้น้องจุนซูไปเยี่ยมคุณลุงสักแปบนะครับ....ตอนนี้พยาบาลคงย้ายคุณลุงไปห้องปลอดเชื้อแล้ว”
หมอยองฮวาส่งยิ้มให้เด็กชายได้สบายใจ ก่อนจะบอกให้ร่างเล็กเตรียมตัวเข้าไปเยี่ยมผู้เป็นพ่อ สักพักก็มีนางพยาบาลเดินเข้ามาเชิญจุนซูออกไปจากห้องของหมอยองฮวา....ตลอดทางเดินที่ทอดยาวไปเบื้องหน้า จุนซูรู้สึกอยากจะขอบคุณพี่ชายใจดีที่ช่วยพาพ่อมาส่งที่นี่ รวมถึงหมอยองฮวาที่รักษาพ่อของเขาอย่างเต็มที่ ช่วยแม้กระทั่งค่าใช้จ่าย ที่ต่อให้เขามันทั้งชีวิตก็คงจะไม่มีได้
“จุนซู!!!”
เสียงหญิงสาวแหลมปราดเรียกชื่อร่างเล็กปนอาการหอบหนักเพราะหล่อนคงรีบเพื่อให้เดินทางมาถึงที่นี่....คิมซูจิน
จุนซูหันไปมองตามเสียงเรียก ร่างเล็กจำเสียงของป้าได้ดี....หล่อนกำลังรีบเดินตรงมายังเขาที่หยุดยืนอยู่กับที่พร้อมกับนางพยาบาลที่คอยนำทาง....สีหน้าซูจินไม่ดีเลยจุนซูสังเกตเห็น ป้าคงเป็นห่วงทั้งเขาและพ่อ
“ป้าครับ”
แม้น้ำเสียงที่เรียกผู้เป็นป้าจะสั่นเครือ แต่รอยยิ้มของจุนซูยังคงประดับอยู่ยังกลีบปากเรียว มันอาจจะทำให้สีหน้าของป้าดีขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย
“จินซอกล่ะ?....จินซอกเป็นอย่างไรบ้าง?”
ซูจินเดินเข้ามาใกล้จุนซูพร้อมจับแขนจุนซูเพื่อสำรวจร่างกายหลานชายไปพลางถามถึงจินซอกไปด้วย
“พี่หมอย้ายพ่อไปพักห้องปลอดเชื้อแล้วครับป้า....ตอนนี่พ่อปลอดภัยแล้ว...แต่”
“แต่อะไรจุนซู?....”
แม้เธอจะรู้สึกดีขึ้นมาบ้างเมื่อหลานชายบอกว่าจินซอกปลอดภัยแล้ว หากแต่สิ่งที่จุนซูกำลังจะบอกเธอต่อไปมันกลับทำให้เธอเป็นกังวล
“ป้าครับ....พี่หมอบอกว่าอาการพ่อทรุดลงมาก มีทางเดียวที่ต้องทำคือผ่าตัด”
เมื่อจุนซูเอ่ยมาถึงตรงนี้ร่างของซูจินก็ทรุดลงนั่งกับเก้าอี้หน้าห้องตรวจอย่างไร้เรี่ยวแรง เพราะเธอรู้ดีว่าการผ่าตัดมันไม่ใช่เรื่องเล็กๆเลย จินซอกคงเจ็บปวดกับมันมากสินะ
“แกก็รู้ว่าเราไม่มีเงินมากขนาดจะให้จินซอกผ่าตัดได้.....จุนซู”
เสียงของซูจินสั่นพร่า ไม่ต่างจากดวงตาของเธอที่กำลังสั่นไหว พยายามอดกลั้นหยาดน้ำตาเอาไว้ไม่ให้รินไหลออกมาก จุนซูเห็นว่าป้ากำลังอ่อนแออย่างถึงที่สุดเมื่อทราบอาการของพ่อ ร่างเล็กจึงเดินเข้าไปหาผู้เป็นป้า และทรุดกายลงนั่งกับพื้น สองมือเรียวเล็กกอบกุมฝ่ามือกร้านงานของป้าเอาไว้
“พี่หมอบอกผมว่าจะออกค่าผ่าตัดให้พ่อครึ่งหนึ่งครับ การผ่าตัดของพ่อสำคัญมาก......ป้าครับเราไม่ได้สิ้นหนทางที่ช่วยพ่อนะครับป้า”
จุนซูบอกถึงเหตุผลว่าทำไมวินาทีนี้เขาถึงมีกำลังใจที่จะสู้ต่อไปเพื่อยื้อชีวิตของพ่อเอาไว้....แม้มือเล็กคู่นี้จะกอบกุมให้กำลังผู้เป็นป้า หากแต่หยาดน้ำตาของความหวังก็ยังคงรินไหลออกมาไม่ขาดสาย ซูจินเองก็รู้สึกยินดีและดีใจเป็นอย่างมากที่จะมีใครสักคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือน้องชายของเขาเอาไว้....และกำลังใจจากคนในครอบครัวก็สำคัญที่สุดในเวลานี้
“จุนซู....แกน่ะเป็นเด็กดี เวลาประสบปัญหาที่ยากลำบาก ความดีที่เคยทำไว้มันก็จะย้อนกลับมาช่วยเหลือ และตอนนี้ความดีที่เคยทำไว้ก็ได้ย้อนกลับมาแล้ว....อย่าปล่อยให้โอกาสผ่านเลยไป เงินที่เขาออกให้ สักวันหนึ่งเราก็ต้องคืนเขาไป ตัวฉันเองก็จะขายของให้มากขึ้น แกเองก็ไปสมัครงานที่ร้านสะดวกซื้อที่เคยบอกไปซะ เงินเล็กๆน้อยๆที่ได้มา ก็เอาไว้ให้จินซอกพ่อของแก”
แม้ซูจินจะพูดออกไปอย่างนั้น เธอรู้ความฝันของหลานชายคือการเรียนต่อ แต่เวลานี้หล่อนเองก็น่าจะเดาความฝันใหม่ของจุนซูออกว่าอยากจะทำสิ่งไหนก่อน
“ครับป้า พรุ่งนี้ผมจะไปสมัครงานเลย....ตอนนี้เราไปเยี่ยมพ่อกันก่อนเถอะครับ”
จุนซูตอบตกลงอย่างไม่ลังเลอีกต่อไป...ถ้าเลือกอนาคตของตัวเอง และต้องสูญเสียพ่อไป จุนซูก็ยอมที่จะสละอนาคตของตนไป และเดินหน้าเพื่ออนาคตของพ่อดีกว่า การไม่มีพ่ออยู่เคียงข้าง ถือเป็นความผิดพลาดที่สุดในชีวิต
หลานชายและผู้เป็นป้า เดินจูงมือกันไปยังห้องพักฟื้นผู้ป่วยปลอดเชื้อ สองป้าหลานเดินมาถึงห้องก็ต้องสวมชุดคุมเสียก่อนที่จะเดินเข้าไปได้ และภาพของจินซอกนอนหลับไม่ได้สติพร้อมกับมีเครื่องช่วยหายใจครอบอยู่ที่ปลายจมูกและปาก ช่างเป็นภาพที่สะเทือนใจเหลือเกิน จุนซูเดินอ้อมไปอีกฝากหนึ่งพลางยื่นมือออกไปเพื่อจับมือของจินซอกขึ้นมา ในขณะที่ซูจินยืนอยู่อีกฝากหนึ่ง หล่อนเฝ้ามองใบหน้าแสนซีดเซียวของน้องชายอย่างใจหาย
“พ่อไม่ต้องกลัวนะ....หนูจะช่วยให้พ่อหายเจ็บเอง”
เสียงหวานสั่นเครือขณะที่ยกหลังมือของผู้เป็นพ่อขึ้นมาแนบกับปรางแก้มของตัวเอง
ด้วยเป็นห้องปลอดเชื้อและห้ามญาตินอนเฝ้าไข้ ทั้งซูจินและจุนซูจึงไม่สามารถนอนที่โรงพยาบาลเพื่อเฝ้าไข้จินซอกได้ แต่กว่าจุนซูจะยอมกลับไปซูจินก็ต้องบอกเหตุผลมากมาย สุดท้ายจึงยอมกลับไปพร้อมกัน ห้องปลอดเชื้อมีพยาบาลคอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว
.
.
.
.
.
.
“นายสนใจเด็กคนนี้หรือเปล่าครับ?”
เสียงทุ้มเจ้าเล่ห์เอ่ยถามเจ้านายที่นั่งอยู่เบาะหลังของรถหรู ที่บัดนี้ได้จอดนิ่งอยู่ใกล้ๆกับบริเวณบ้านของจุนซู
ในขณะที่สายตาทุกคู่ภายในรถกำลังจับจ้องไปยังเรือนกายบอบบางที่เดินเคียงข้างมากับป้า และเดินลับสายตาเมื่อทั้งสองร่างป้าหลานเดินเข้าตัวบ้านไปในยามค่ำคืนหลังจากกลับมาจากโรงพยาบาล
“ในเมื่อแกรู้ใจฉันนัก ยังจะถามอะไรให้มันมากความล่ะฮยองวอน....หึ ถึงขนาดพาฉันมาดูด้วยตาตัวเอง เด็กนั่นมันก็คงมีดีอย่างที่แกว่าล่ะมั้ง”
ชายหนุ่มนั่งไขว่ห้างวางท่าอยู่ที่เบาะหลังเอ่ยออกมาอย่างพึงพอใจเมื่อได้เห็นของเล่นชิ้นใหม่ที่จะได้มาไว้ครอบครองในอีกไม่ช้า จากการแนะนำจากลูกน้องคนสนิท ชเวซึงฮยอนคนนี้แสนจะพอใจเหลือเกิน นี่ขนาดมองเห็นอีกฝ่ายเพียงแวบเดียวเท่านั้น
“ผมจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยครับนาย”
“ก็ดี....ถ้านังป้ามันยุ่งยากมากนัก ก็เอาเงินฟาดหัวมันไปจนกว่าจะพอใจ หรือไม่ก็ฆ่ามันทิ้งไปซะเลย”
ซึงฮยอนเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้มที่มุมปากอย่างเลือดเย็น ราวกับว่าชีวิตชีวิตหนึ่งไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลย ตัดปัญหาด้วยการทำให้สิ้นลมหายใจทุกอย่างก็จบ
“แน่นอนครับ ผมจะทำตามที่นายบอก...ยองพิล!ออกรถได้แล้ว”
ฮยองวอนรับคำของเจ้านายด้วยรอยยิ้มร้ายกาจ ซึ่งไม่ต่างอะไรจากยองพิลที่ทำหน้าที่ขับรถมาให้ชเวซึงฮยอนในค่ำคืนนี้เลย พวกมันต่างแย้มยิ้มออกมาอย่างที่คนชอบกระทำความเลว!
.
.
.
.
.
.
.
วันต่อมา...ซูจินไม่ได้ไปเปิดแผงขายปลาดังเช่นทุกวันแต่หล่อนได้ไปเยี่ยมจินซอกที่โรงพยาบาลแทน ส่วนจุนซูก็ไปสมัครงานที่ร้านสะดวกซื้อที่อยู่ใกล้ๆแหล่งสถานบันเทิงใจกลางเมืองของอินซาน และด้วยความที่เจ้าของร้านรู้จักกับซุจินป้าของจุนซูเป็นอย่างดี จุนซูจึงเริ่มทำงานที่นี่ได้ทันที โดยอายุของจุนซูยังไม่ถึง 15 ปีดี เจ้าของร้านจึงให้จุนซูทำงานแค่ในครึ่งเช้าจนถึง 6 โมงเย็น
จุนซูพยายามเรียนรู้งานทุกอย่างภายในร้านอย่างตั้งใจ และด้วยความน่ารัก และมีน้ำใจทำให้จุนซูกลายเป็นที่รักและที่เอ็นดูต่อบรรดาพนักงานรุ่นพี่ได้ ภายในวันเดียวที่เริ่มทำงาน
ส่วนจินซอกที่นอนรักษาตัวอยู่ในห้องปลอดเชื้อนั้น อาการโดยรวมยังน่าเป็นห่วงอยู่มาก และถึงแม้หมอยองฮวาจะแนะนำให้ผ่าตัด แต่สภาพร่างกายของจินซอกกลับอ่อนแอเกินกว่าจะได้รับการผ่าตัดได้ในเวลานี้ กระดูกไขสันหลังที่ได้รับบริจาคมาอย่างรวดเร็วนั้น ยังคงรอสภาพร่างกายของจินซอกอยู่.....แต่จนถึงตอนนี้จินซอกนั้นยังคงไม่รู้สึกตัว หรือฟื้นขึ้นมาเลย นั่นคือสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุด
.
.
.
.
.
.
.
“ทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วครับ คุณชายกับคุณแจจุงจะกลับบ้านหรือกลับโรงแรมครับ?”
หลังจากที่ฝ่ายยูชอนและแจจุงเจรจารับของกันที่ท่าเรือ และส่งให้อาอินประสานงานต่อจนทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว อาอินจึงเอ่ยถามเจ้านายทั้งสองว่าจะเดินทางไปไหนต่อหรือไม่
“ไปโรงแรมนั่นแหละอาอิน งานฉันยังเคลียร์ไม่หมดเลย....แล้วแกล่ะแจจุง?”
ยูชอนบอกกับอาอินถึงจุดหมายที่ตนต้องไปขณะที่ก้าวขึ้นไปนั่งบนรถ พร้อมๆกับแจจุงที่ก้าวขึ้นมานั่งอีกฝั่งหนึ่ง พลางเอ่ยถามเพื่อนสนิทไปด้วย
“โรงแรมนั่นแหละ ฉันจะไปเอารถ เดี๋ยวจะออกไปทำธุระ”
แจจุงกล่าวพลางถอดแว่นที่สวมใส่อยู่ออกมานั่งจับแว่นหมุนเล่นไปมา พร้อมรอยยิ้ม จนยูชอนเองก็อดสงสัยในพฤติกรรมของเพื่อนไม่ได้
“ธุระอะไรของแกไอ้แจ?.....พึ่งกลับมาเกาหลีมีธุระอะไร? ที่ไหน?”
ยูชอนไม่รอช้าที่จะสงสัยอยู่คนเดียวเงียบๆ ชายหนุ่มจึงเอ่ยถามเพื่อนออกไปตรงๆ ขณะที่อาอินก็เริ่มขับเคลื่อนตัวรถเพื่อมุ่งหน้าไปสู้จุดหมายของเจ้านาย
“ธุระส่วนตัว......ความลับ หึ” แจจุงหันหน้ามาตอบเพื่อนรักพร้อมทำหน้ายียวน ทั้งยังยักคิ้วให้ ก่อนจะสวมแว่นกันแดดสีดำกลับไปที่เดิม
“ธุระส่วนตัวที่ว่า คงไม่พ้นเรื่องผู้หญิงล่ะสิ....แกนี่มันจริงๆเลย” ยูชอนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะในลำคอ เมื่อเขาพอจะเดาออกว่าธุระส่วนตัวที่ว่าของเพื่อนรักคืออะไร
“แต่ค่ำนี้แกต้องไปทานอาหารค่ำที่บ้านฉันนะแจจุง ห้ามลืม!...ไม่งั้นพี่ซองอิมเอาแกตายแน่ ส่วนของแกที่โรงแรม ฉันจะให้เด็กไปขนมาไว้ที่บ้านแกเลย” ยูชอนส่งผ่านคำสั่งของซองอิมแทนเจ้าตัวให้กับน้องชายสุดที่รักของหญิงสาว
“อะไร? จะให้ฉันกลับบ้านแล้วหรอ? เที่ยวได้คืนเดียวเองนะโว้ย!” แจจุงกระชากแว่นตาที่พึ่งใส่ออกทันทีเมื่อได้ยินสิ่งที่เพื่อนบอก
“เชิญไปเคลียร์กับพี่ซองอิมเอง เรื่องของพี่น้อง ฉันไม่เกี่ยว”
ยูชอนเอ่ยอย่างไม่คิดจะหันไปสนใจเพื่อนที่เริ่มนั่งไม่ติด ทั้งชายหนุ่มยังคงนั่งมองตัวเลขของหุ้นบนหน้าจอเครื่องมือสื่อสาร ทำเป็นไม่สนใจสิ่งใด.....ก่อนที่แจจุงจะปรับโหมดและถามบางเรื่องออกมา
“ยูชอนเมื่อคืนแกไปอินซานมาหรอ? พวกไอ้ซึงฮยอนมันมาขัดขาอะไรพวกเราหรือเปล่า?”
น้ำเสียงของแจจุงที่ถามยูชอนออกไปไม่ได้ทำเป็นทีเล่นทีจริงเหมือนอย่างที่ผ่านมา ยูชอนวางมือถือลงข้างตัวพลางตีสีหน้านิ่งเงยหน้าขึ้นมามองสบใบหน้าจริงจังของเพื่อน
“ใช่...เมื่อคืนฉันไปอินซานมา ช่วงนี้ไอ้ซึงฮยอนมันเปิดผับกึ่งบ่อนแถมยังค้าผู้หญิงอีกด้วย ธุรกิจมันก็เลยขัดๆกับของเรานิดหน่อย แต่ไม่ต้องห่วงหรอกแจจุง มันทำอะไรพวกเราไม่ได้”
“แต่แกก็อย่าประมาทนะยูชอน คนอย่างไอ้ซึงฮยอนมันไว้ใจได้ที่ไหน ตอนนี้ที่นั่นแทคยอนดูแลอยู่ใช่หรือเปล่า?”
“ใช่ แทคยอนดูแลอยู่ และทำได้ดีทีเดียว...ฉันไม่ประมาทหรอกน่าแกไว้ใจได้เลย”
“ถึงโรงแรมแล้วครับคุณชาย คุณแจจุง”
เสียงของอาอินเอ่ยบอกเจ้านายเมื่อบทสนทนาระหว่างผู้เป็นนายจบลง และเครื่องยนต์ได้จอดเทียบบริเวณหน้าโรงแรมที่ซึ่งเป็นจุดหมายแล้ว จุงกิที่มายืนรอรับเจ้านายตนรีบเปิดประตูฝั่งเจ้านายให้แจจุงก้าวลงมา เช่นเดียวกับอาอินที่เดินมาเปิดประตูฝั่งของยูชอน
“อย่าลืมอาหารค่ำนี้นะไอ้แจ” ยูชอนกล่าวย้ำขณะที่ร่างสูงโปร่งของเพื่อนรักกำลังเดินแยกออกไป
“รู้แล้วน่า...ไม่ลืมหรอกไอ้คุณชาย!!”
แจจุงตอบเพื่อนรักทิ้งท้าย ก่อนจะห่างออกไปเรื่อยๆ ไปยังโรงจอดรถ โดยที่มีจุงกิเดินตามไม่ห่างกาย
“จุงกินายไม่ต้องตามฉันไป อยู่เก็บของให้ฉันแล้วเลยไปบ้านจะดีกว่า...ตามนั้นนะ”
ยังไม่ทันที่จุงกิจะเอ่ยรับคำสั่ง แจจุงก็เปิดประตูรถและพาร่างไปนั่งภายในและขับออกไปในทันที จุดหมายของชายหนุ่มก็คือโรงพยาบาลโซลนั่นเอง
แจจุงใช้เวลาขับรถไม่นานก็มาถึงโรงพยาบาลโซล ชายหนุ่มเร่งรีบลงจากรถและเดินเข้าลิฟต์กดเลขของชั้นที่เขาต้องการ....ชั้น 5
แจจุงเดินตรงเข้าไปถามพยาบาลสาวที่อยู่ประจำเคาร์เตอร์ประจำแผนกชั้น 5 ว่าคิมจินซอกพักฟื้นอยู่ที่ห้องใด แต่เมื่อได้รับคำตอบว่า บิดาของเด็กหนุ่มผู้นั้นยังอยู่ในห้องปลอดเชื้อ แจจุงเองก็เริ่มรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ เขาเป็นคนนอกอย่างไรก็คงจะเข้าเยี่ยมไม่ได้แน่ๆ แต่จะกลับโดยไม่พบหน้าเด็กหนุ่มคนนั้นเลยก็คงจะไม่ดี เพราะเขาอยากเห็นใบหน้านั้นอีกครั้ง
“อ่อ คุณผู้ชายคะ นั่นญาติคุณจินซอกออกมาพอดีเลยค่ะ” เสียงพยาบาลสาวคนเดินเอ่ยบอกแจจุงเมื่อหล่อนเห็นว่าญาติของจินซอกที่ว่าเดินออกมาพอดี
“ขอบคุณมากครับ” แจจุงเอ่ยขอบคุณและส่งยิ้มให้พยาบาลสาว ก่อนที่เจ้าตัวจะหันหน้ากลับไปมองด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเพียงเพราะคิดว่าญาติคนที่ว่าจะเป็นเด็กหนุ่มคนนั้น....หากแต่
“คุณคะ....คุณผู้ชายคนนี้จะมาขอเยี่ยมคุณจินซอกน่ะค่ะ” เป็นเสียงของพยาบาลสาวที่เอ่ยแนะนำ
ญาติจินซอกคนที่ว่าจึงชักสีหน้าสงสัย....เธอคือซูจินป้าของเด็กหนุ่มคนที่แจจุงอยากพบนั่นเอง
“ฉันไม่รู้จักคุณ....คุณคือใคร?” เสียงซูจินถามห้วน สีหน้าดูไม่ดี แถมไม่ค่อยเป็นมิตรอีกต่างหาก ทำให้แจจุงต้องรีบยิ้มและทำความเคารพโดยการก้มหัวทักทาย พลางแนะนำตัว
“ผมคิมแจจุงครับ เป็นคนพาคุณจินซอกมาส่งที่โรงพยาบาลเมื่อคืน”
แจจุงแนะนำตัวพร้อมเอ่ยบอกว่าเขาเองที่เป็นคนพาจินซอกมาส่งโรงพยาบาล และนั่นก็ทำให้ปฏิกิริยาของซูจินเปลี่ยนไปเป็นอ่อนลง แววตาของหล่อนเต็มตื้นไปด้วยความรู้สึกขอบคุณ ก่อนที่หล่อนจะรีบก้มหัวโค้งขอบคุณชายหนุ่มอายุน้อยกว่า อย่างนอบน้อม
“ขอบคุณมากนะคะ ที่พาจินซอกมาส่ง ไม่งั้นจินซอกคงแย่กว่านี้ ขอบคุณจริงๆค่ะ”
เสียงกล่าวขอบคุณของซูจินสั่นเครือ เธอรู้สึกสะเทือนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก ถ้าไม่มีคนใจดีอย่างชายหนุ่มรุ่นหลานคนนี้ช่วยน้องชายของเขาไว้ล่ะก็ ทุกอย่างคงแย่ลงกว่านี้
“ไม่เป็นไรครับ คุณป้าอย่าก้มหัวขอบคุณผมเลย” แจจุงเดินเข้าไปประคอง ร่างของหญิงวัยกลางคนที่เอาแต่ก้มหัวและโค้งกายให้ตน รีบยันกายขึ้น
“คุณป้าเฝ้าคุณจินซอกคนเดียวหรือครับ?.....คือผมพอจะรู้อาการของคุณจินซอกจากพยาบาลบ้างแล้ว”
หลังจากที่แจจุงพยายามห้ามไม่ให้ซูจินก้มหัวขอบคุณเขาอีก แจจุงก็เดินประคองซูจินมานั่งพูดคุยกันที่เก้าอี้สำหรับรอญาติที่ตั้งเรียงรายเป็นแถวยาว ทั้งยังเปิดโอกาสให้แจจุงเอ่ยถามเพื่อโยงไปหาใครอีกคนที่เขาอยากเจอด้วย
“ค่ะ ฉันเฝ้าจินซอกคนเดียว” ซูจินตอบสั้นๆ แต่น้ำเสียงของหล่อนไม่สู้ดีเอาซะเลย อาจเป็นเพราะอาการของน้องชายที่ไม่ดีขึ้น
“ครับ แล้ว.....เอ่อ ลูกชายของคุณจินซอกล่ะครับ?....คือ...ผมไม่เห็น เลยถามคุณป้าดู ถ้าคุณป้าไม่สะดวกจะตอบก็ไม่เป็นครับ”
แจจุงดูไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเท่าไหร่ ที่อยู่ๆก็ถามหาลูกชายของจินซอกออกไปเช่นนั้น แต่เขาก็อยากจะรู้จริงๆนั่นแหละว่าเจ้าตัวเล็กหายไปไหน หรือจะมาโรงพยาบาลเมื่อไหร่
“จุนซูน่ะหรอคะ....ตอนนี้ทำงานอยู่ วันนี้คงจะมาเยี่ยมจินซอกไม่ได้”
จุนซู.....เด็กหนุ่มนั่นชื่อคิมจุนซูสินะ.....แต่เดี๋ยวก่อน ทำงาน? เห็นเด็กอย่างนั้น แต่ทำงานแล้วหรอ?
“ทำงานหรือครับ?....ผมคิดว่าน้องเขายังเรียนอยู่ซะอีก” แจจุงพูดออกไปอย่างสิ่งที่เขาคิด โดยไม่ได้สังเกตสีหน้าของซูจินเลยสักนิดว่ากำลังรู้สึกเช่นไร
“ค่ะ....อันที่จริงก็ควรจะเรียนต่อ แต่ทำอย่างไงได้ ในบ้านมีฉันคนเดียวที่หาเลี้ยงครอบครัว แล้วจินซอกก็ป่วยหนัก นอกจากฉันก็มีจุนซูที่พอจะช่วยกันหาเงินได้”
“คุณป้าครับ ถ้ามีอะไรก็บอกผมได้นะครับ...นี่นามบัตรผม ผมยินดีช่วยคุณป้าเต็มที่”
แจจุงหยิบนามบัตรที่พอจะมีติดตัว วางนามบัตรนั้นลงบนมือที่หยาบกร้านของซูจิน พลางเอ่ยให้กำลังใจ และบอกให้ติดต่อเขาได้ตลอดหากเดือดร้อน ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ซูจินยิ้มรับด้วยรอยยิ้มเศร้าๆ ก่อนจะเอ่ยขอบคุณชายหนุ่มรุ่นหลาน แจจุงใช้เวลานั่งพูดคุยกับซูจินสักพัก สอบถามการเป็นอยู่ของครอบครัวและอาชีพที่ซูจินทำอยู่ รวมถึงจุนซูด้วยว่าตอนนี้ทำงานอะไร อายุเท่าไหร่ ข้อมูลทุกๆอย่างที่แจจุงอยากรู้บัดนี้ได้ถูกเติมเต็มในความทรงจำของเขาแล้ว และขณะที่กำลังพูดคุยกับซูจินอยู่นั้น เสียงเครื่องมือสื่อสารของชายหนุ่มก็ดังขึ้น แจจุงจึงขอตัว เดินห่างออกไปเพื่อรับสาย
“ครับพี่ซองอิม.....ตอนนี้เลยหรอครับ? นี่ยังไม่ถึงเวลานัดเลยนะครับ...ไอ้ยูชอนยังอยู่โรงแรมไม่ใช่หรือครับ? .....ไปอินซานแล้ว? โอเคครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้.....สวัสดีครับ”
เมื่อวางสายจากพี่สาวเรียบร้อย แจจุงก็ต้องเดินมาบอกลาซูจินเพื่อเดินทางไปบ้านของเพื่อนสนิท ก่อนเวลานัดจะมาถึง
“ผมลากลับก่อนครับ ถ้าพรุ่งนี้ว่าง ผมจะมาเยี่ยมคุณจินซอกใหม่ ลาล่ะครับคุณป้า”
แจจุงบอกเหตุผลก่อนจะโค้งคำนับบอกลาซูจิน ทางด้านซูจินเองก็เป็นจังหวะพอดีที่คุณหมอยองฮวาเรียกเข้าไปพูดคุยเรื่องอาการของจินซอก ต่างฝ่ายจึงต่างแยกย้ายกันไป
แจจุงต้องรีบขับรถไปบ้านยูชอนเพียงเพราะสายจากพี่สาว ที่โทรมาบอกว่า ผับทางอินซานเหมือนจะมีปัญหาทั้งๆที่ยังไม่ถึงเวลาเปิดเลย และเหตุผลของปัญหานั้นคงมากพอให้ยูชอนต้องรีบไปอินซานโดยด่วน มื้อค่ำวันนี้ที่บ้านยูชอน จึงไม่มีเจ้าของบ้านมาร่วมโต๊ะด้วย และตอนนี้ซองอิมพี่สาวของเขาก็อยู่ที่บ้านของยูชอนแล้วด้วย ถ้าหากมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น เขาเองก็คงต้องลงไปอินซานด้วยเหมือนกันล่ะมั้ง
.
.
.
.
.
ยูชอนขับรถไปอินซานด้วยตัวเองเพียงลำพัง หลังจากได้รับสายจากแทคยอนลูกน้องที่ดูแลผับที่อยู่ที่นั่น โทรมาแจ้งกับอาอินว่าเกิดเรื่องใหญ่ เมื่อชเวซึงฮยอนคู่แข่งคนสำคัญบุกมานั่งกระดิกเท้าอยู่ภายในร้าน หวังจะพบเพื่อเจรจาบางอย่างกับยูชอน....ซึงฮยอนทำแบบนี้เหมือนเป็นการหยามกันถึงที่อย่างที่ยูชอนไม่สามารถให้อภัยได้ ทั้งๆที่ต่างฝ่ายต่างอยู่มาตลอด แม้จะมีขัดแข้งขัดขากันบ้าง แต่ก็ไม่เคยมาเผชิญหน้ากันแบบนี้ เขาเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าซึงฮยอนมันจะมาไม้ไหน....แล้วจะได้เห็นดีกัน!
ไม่มีใครรู้ว่าภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยของปาร์คยูชอนนั้น ชายหนุ่มกำลังคิดสิ่งใดอยู่ จะมีก็เพียงแต่แววตาเท่านั้นที่แสดงออกมาในทุกๆความรู้สึกที่ชายหนุ่มเป็นอยู่
ยูชอนขับรถด้วยความเร็วจนผ่านเข้าเขตอินซาน ชายหนุ่มเลื่อนกระจกข้างกายลง มือข้างหนึ่งที่ละจากพ่วงมาลัย กำลังควานหาของบางสิ่งที่เจ้าตัวจำได้ว่าเคยวางมันไว้ตรงจุดนั้นประจำ หากแต่พอจับต้องสิ่งนั้นได้ ซองกระดาษสี่เหลี่ยมยาวพอดีมือกับไม่มีสิ่งที่ต้องการอยู่....มันหมดแล้ว ยูชอนชักสีหน้าขัดใจ เมื่อสิ่งที่ตนใช้สูบประจำเวลาเครียดหมดแล้ว และก่อนจะถึงผับของตนมีร้านสะดวกซื้อร้านหนึ่งที่เขาเข้าไปซื้อสิ่งนั้นประจำ เมื่อถึงร้านสะดวกซื้อที่ว่า ชายหนุ่มจึงหักเลี้ยวรถเข้าไปจอดอยู่ที่ลานจอดหน้าร้านสะดวกซื้อพอดิบพอดี ขับเครื่องยนต์และรีบก้าวลงมาจากรถคันหรู
ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งสวมเชิ้ตดำปลดกระดุมช่วงบนสองสามเม็ด แขนเสื้อพับขึ้นจนถึงข้อศอก กางเกงสแล็คสีดำเนื้อดีสวมทับชายเสื้อเชิ้ต เข็มขัดดำด้านเส้นยาวคาดรอบสะโพกดูลงตัว เบื้องล่างสวมรองเท้าหนังสีดำ แม้ทั้งร่างสูงจะเป็นโทนสีเดียวเหมือนกันหมด แต่ร่างนั้นกลับดูดีจนต้องเลียวมอง ยูชอนเดินผลักบานประตูกระจกใสเข้ามาภายในร้านสะดวกซื้อ เขาเดินตรงไปที่เคาร์เตอร์จ่ายเงินที่มีพนักงานหนุ่มร่างเล็กยืนประจำอยู่ โดยตอนนี้ที่เคาร์เตอร์จ่ายเงินนั้นว่างลูกค้า ชายหนุ่มเบื้องหน้าจึงเป็นลูกค้าคนแรก
ยูชอนไม่ได้สนใจว่าใครจะมองเขา และนำไปพูดคุย หรือชื่นชม สายตาของชายหนุ่มมองผ่านพนักงานหนุ่มหน้าเคาร์เตอร์ไป แผงใหญ่เบื้องหลังเคาร์เตอร์เป็นที่วางบุหรี่หลากหลายยี่ห้อ และยูชอนก็เลือกที่จะไม่พูด หากแต่ใช้ปลายนิ้วเรียวยาวชี้ไปที่สินค้าที่ตนต้องการแทน
ดวงตากลมเรียวของพนักงานหนุ่มร่างเล็กเผลอจ้องมองใบหน้าขาว ที่จะเรียกว่าหล่อก็คงจะไม่ผิด นั้นอย่างเพลินตา แก้วตากลมใสที่กำลังสะท้อนภาพของยูชอนอยู่นั้น รู้สึกเหมือนเคยเจอกับชายหนุ่มคนนี้มาก่อน แต่ไม่รู้ว่าที่ไหน เมื่อได้สติเสียงหวานที่กำลังจะเอ่ยถามว่าลูกค้าผู้นี้ต้องการสิ่งใด แต่ก็ไม่ทันได้เอ่ยถามเมื่อปลายนิ้วเรียวยาวชี้ผ่านร่างของเขาไปด้านหลัง.....แผงบุหรี่ ร่างเล็กเลียวหลังไปมองว่าสิ่งที่ลูกค้าต้องการนั้นคือยี่ห้อไหน เขาจะได้หยิบให้ถูก
“ยี่ห้อนี้หรือครับ?”
มือเล็กจับยี่ห้อที่คิดว่าน่าจะใช่และเอ่ยถามลูกค้าออกไปอย่างสุภาพ หากแต่เมื่อตนจับยี่ห้อนั้นแล้ว ลูกค้าหนุ่มคนดังกล่าวกลับไม่บอกว่าใช่หรือไม่ แต่ชายหนุ่มกลับก้มหน้าและหยิบเงินออกมาจากกระเป๋าเพื่อเตรียมจ่าย นั่นหมายความว่าถูกสินะ แล้วทำไมไม่พูดล่ะ?
“หนึ่งหมื่นห้าพันวอนครับ” ร่างเล็กบอกราคาเมื่อนำบุหรี่ยี่ห้อดังมาสแกนบาร์โค้ด....แพงจังเลย แค่บุหรี่ซองเดียว เขาเอาเงินไปทำอะไรได้ตั้งหลายอย่างเลยนะเนี่ย
มือเล็กยื่นซองบุหรี่ราคาแพงให้ลูกชายหนุ่ม โดยที่เห็นแล้วว่าลูกค้าวางเงินจำนวนสองหมื่นวอนไว้บนเคาร์เตอร์แล้ว
“รับเงินมาสองหมื่นวอนนะครับ”
เสียงใสเอ่ยบอกขณะหยิบเงินขึ้นมานับ และกดรหัสเข้าเครื่องคิดเงินเพื่อทอนเงินให้คุณลูกค้า แต่ช่วงเวลาที่ร่างเล็กตั้งใจอยู่กับเครื่องคิดเงิน เพื่อเตรียมเงินทอนให้ครบจำนวนอยู่นั้น เมื่อร่างเล็กเงยหน้าขึ้นมา ลูกค้าหนุ่มคนดังกล่าวก็เดินออกจากร้านไปแล้ว เป็นเหตุให้ร่างเล็กตกใจเป็นอย่างมาก เพราะเขายังไม่ได้ทอนเงินให้ลูกค้าคนนั้นเลย....เขาไม่อยากทำงานพลาดตั้งแต่วันแรกนะ
ร่างเล็กร้อนรนเมื่อเห็นว่าลูกค้าหนุ่มคนนั้นเดินออกจากร้านไปแล้ว ร่างเล็กจึงออกมาจากเคาร์เตอร์ มือข้างหนึ่งกำจำนวนเงินที่เอาไว้ทอนลูกค้าไว้แน่น มือเล็กออกแระผลักประตูกระจกใสบานใหญ่ให้เปิดออก เมื่อออกมาแล้วเห็นว่าลูกค้าหนุ่มผู้นั้นกำลังเปิดประตูรถและปิดลง เตรียมจะขับออกไป ร่างเล็กจึงรีบวิ่งจนประชิดข้างตัวรถยนต์คันหรู มือเรียวเล็กออกแรงเคาะกระจกเบาๆ เพราะกลัวรถคันสวยจะเป็นรอย
ยูชอนเห็นแล้วว่าพนักงานหนุ่มคนนั้นวิ่งตามออกมาเพื่อเอาเงินทอนให้เขา แต่มันเสียเวลาเกินไป เขาไม่ต้องการ แต่เมื่อเจ้าตัวเล็กมายืนเคาะกระจกรถเช่นนี้จะไม่เปิดออกก็คงจะดูไม่ดี ยูชอนจึงเลื่อนกระจกรถลง
“คุณลืมเงินทอนครับ” เสียงหวนเอ่ยบอก พร้อมกับยื่นมือเข้าไปภายในรถที่ติดเครื่องเอาไว้ แอร์เย็นเฉียบสัมผัสยังผิวบริเวณท่อนแขนข้างที่ยื่นเข้าไป มือเล็กแบฝ่ามือที่กำแบงค์เงินทอนเข้าหากันจนยับออกต่อหน้ายูชอน
“ฉันให้นาย” ยูชอนยกยิ้มขึ้นนิดๆ ให้กับความซื่อของเด็กหนุ่มผู้นี้ ก่อนเจ้าตัวจะตอบออกไป มือใหญ่ดันฝ่ามือน้อยให้กำแบงค์ทั้งหมดนั้นไว้ เลื่อนปิดกระจกรถขึ้นและขับรถออกไปทันที...ทิ้งไว้เพียงรอยยิ้ม แววตาแสนอบอุ่น และสัมผัสอุ่นร้อนของฝ่ามือใหญ่ท่ามกลางความเย็นเฉียบของแอร์ แค่นั้น....เพียงแค่นั้นเอง
ร่างเล็กยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ แม้รถสุดหรูคันนั้นจะเคลื่อนออกไปแล้ว มือเล็กกำแบงค์เงินทอนที่อยู่ในมือแน่น เหมือนว่ากลัวมันจะปลิวหายไป พร้อมๆกับหัวใจดวงน้อยที่อยู่ๆก็เต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก
“จุนซู!! มีอะไรหรือเปล่า? ทำไมไปยืนอยู่ตรงนั้น” เสียงผู้จัดการร้านสะดวกซื้อเรียกรั้งให้สติของร่างเล็กกลับคืนมา
“ป....เปล่าครับ ไม่มีอะไร” แม้จะพูดไปแบบนั้น แต่ในฝ่ามือที่กำแบงค์เงินทอนเอาไว้นั้น มือเล็กกลับดันเงินที่เจ้าของเอ่ยให้ลงกระเป๋าเสื้อที่อยู่ตรงหน้าอกซ้ายพอดิบพอดี
.
.
.
.
.
.
และแล้ว...โชคชะตาก็นำพาให้เขาทั้งสองมาพบกัน
TBC…
edit @ 3 Mar 2012 17:45:07 by masoo
Tags: ficyoosu, jyj6 Comments







